บทบรรณาธิการ : 3 กันยายน 2569

ประกันภัยพิบัติแห่งชาติเปลี่ยนจาก ‘รอเยียวยา’สู่ ‘บริหารความเสี่ยง’
ภัยพิบัติเป็นสิ่งที่ประเทศไทยหลีกเลี่ยงไม่ได้
มติคณะรัฐมนตรีในการประชุม ครม.สัญจรที่จังหวัดสงขลา เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2569 ที่เห็นชอบในหลักการจัดทำ“ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ” ถือเป็นเรื่องสำคัญที่น่ายินดีอย่างยิ่ง เพราะเป็นการเปลี่ยนวิธีคิดครั้งสำคัญ ของภาครัฐจากการรอให้เกิดความเสียหายแล้วค่อยจัดสรรเงิน ไปสู่การเตรียมระบบ “บริหารความเสี่ยงไว้ล่วงหน้า”
หลักการเบื้องต้นคือ ภาครัฐจะเป็นผู้จัดซื้อประกันภัยให้ประชาชน ครอบคลุมประมาณ 30 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ สำหรับภัย 3 ประเภท ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว
ความคุ้มครองที่อยู่อาศัยกำหนดวงเงินสูงสุด 100,000 บาทต่อหลังคาเรือนต่อครั้ง ขณะที่กรณีเสียชีวิตจะได้รับผลประโยชน์ 2 ล้านบาทต่อราย โดยกำหนดให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นสามารถจ่ายได้ภายใน 15 วัน และความช่วยเหลือเพิ่มเติมภายใน 15 วันถัดมา
แต่สิ่งที่น่าสนใจที่สุด ไม่ใช่เพียงตัวเลขความคุ้มครอง
หากเป็นตัวเลขด้านงบประมาณ จะเห็นภาพของการเปลี่ยนระบบได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
นายกรัฐมนตรีระบุว่า ที่ผ่านมาไทยใช้งบประมาณเกี่ยวกับการเยียวยาภัยพิบัติประมาณ 45,000 ล้านบาทต่อปี ขณะที่ระบบใหม่ รัฐจะจ่ายค่าเบี้ยประกันประมาณ 15,500 ล้านบาทต่อปีและสามารถสร้างวงเงินความคุ้มครองประมาณ 75,000 ล้านบาทต่อปี
ตัวเลข 45,000 ล้านบาท กับ 15,500 ล้านบาท จึงไม่ได้หมายความเพียงว่า รัฐกำลังจะ “ลดงบช่วยเหลือ”
แต่กำลังสะท้อนว่า รัฐกำลังเปลี่ยนวิธีบริหารเงิน
จากเดิมที่ต้องรอให้เกิดภัยพิบัติแล้วจึงนำเงินงบประมาณออกมาเยียวยา ซึ่งไม่สามารถคาดการณ์ได้แน่นอนว่าปีหนึ่งจะต้องใช้เท่าใด มาเป็นการกำหนดค่าใช้จ่ายเพื่อซื้อความคุ้มครองไว้ล่วงหน้า รัฐบาลจึงสามารถวางแผนงบประมาณได้ชัดเจนขึ้น
ประชาชนก็รู้ล่วงหน้าว่า หากเกิดภัยตามเงื่อนไข จะได้รับความคุ้มครองอย่างไร
และที่สำคัญที่สุดคือ เมื่อเกิดภัยขึ้นจริง ประชาชนไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากการรอให้รัฐตั้งงบประมาณใหม่ทุกครั้ง
นี่คือหัวใจของระบบประกันภัย
ไม่ใช่การรอให้เกิดความเสียหายแล้วค่อยหาเงินมาจ่าย แต่เป็นการจ่ายเงินเพื่อบริหารความเสี่ยงก่อนที่ความเสียหายจะเกิดขึ้น
หากมองในมิติของการบริหารประเทศ นี่จึงเป็นแนวคิดที่ถูกต้อง
เพราะภัยพิบัติไม่ใช่เหตุการณ์ที่รัฐบาลสามารถสั่งไม่ให้เกิดได้แต่รัฐบาลสามารถเตรียมระบบให้พร้อมรับมือได้
และการนำระบบประกันภัยเข้ามาช่วยกระจายความเสี่ยง ก็เท่ากับว่า รัฐไม่จำเป็นต้องแบกรับความเสี่ยงทั้งหมดไว้เพียงฝ่ายเดียวอีกต่อไป
ในระบบเดิม เมื่อเกิดภัยรุนแรง รัฐต้องรับภาระหลายด้านพร้อมกัน ทั้งเงินเยียวยา ค่ารักษาพยาบาล ถุงยังชีพ ศูนย์พักพิง การช่วยเหลือด้านการเกษตร การฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน และภารกิจอื่นๆ ที่ตามมา
แต่ระบบประกันภัยสามารถเข้ามาช่วยรองรับความเสียหายบางส่วนตั้งแต่ต้น
นั่นหมายความว่า เงินของรัฐที่นำไปจ่ายเป็นเบี้ยประกัน ไม่ใช่เงินที่สูญเปล่า
แต่เป็น ค่าใช้จ่ายในการซื้อหลักประกันและซื้อความแน่นอนให้กับประเทศและประชาชน
แน่นอนว่า การจะบอกว่าระบบใหม่ “ประหยัดงบประมาณ”ได้จริงเพียงใด ต้องรอดูผลการดำเนินงานในทางปฏิบัติ เพราะค่าเบี้ยประกัน 15,500 ล้านบาท เป็นค่าใช้จ่ายที่รัฐจ่ายล่วงหน้า ขณะที่วงเงินคุ้มครอง 75,000 ล้านบาท เป็นวงเงินความคุ้มครอง ไม่ใช่เงินที่รัฐจะต้องจ่ายออกมาทั้งหมดทุกปี
แต่ในเชิงหลักการ สิ่งที่ได้อย่างแน่นอนคือ ความสามารถในการวางแผนทางการคลังและการบริหารความเสี่ยงที่ดีขึ้น
และนี่เป็นเรื่องที่ประเทศไทยควรเดินหน้า
เพราะที่ผ่านมา เราคุ้นเคยกับการบริหารประเทศแบบ “แก้ปัญหาเมื่อเกิดปัญหา”
ประเทศที่มีระบบบริหารจัดการภัยพิบัติที่ดี ไม่ใช่ประเทศที่ไม่มีภัยพิบัติ แต่เป็นประเทศที่ เมื่อภัยเกิดขึ้น ประชาชนสามารถกลับมายืนได้เร็วที่สุด
ดังนั้น ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ จึงควรถูกมองให้ไกลกว่าคำว่า “โครงการช่วยเหลือประชาชน”
เพราะนี่คือการเปลี่ยนจาก “รัฐผู้เยียวยา” มาเป็น “รัฐผู้บริหารความเสี่ยง”
อย่างไรก็ตาม เมื่อเป็นเงินภาษีของประชาชน รัฐบาลก็ต้องทำให้ระบบนี้โปร่งใสและตรวจสอบได้
ต้องตอบให้ได้ว่า ค่าเบี้ยประกัน 15,500 ล้านบาท คำนวณมาจากอะไร ใครเป็นผู้รับประกัน เงื่อนไขกรมธรรม์เป็นอย่างไร การจ่ายสินไหมจะรวดเร็วเพียงใด และจะป้องกันการทุจริตหรือการเคลมเท็จอย่างไร
ที่สำคัญที่สุด ต้องไม่ปล่อยให้ระบบประกันภัยที่ตั้งใจจะ “ลดขั้นตอน” กลายเป็นระบบราชการอีกชั้นหนึ่งที่เพิ่มขั้นตอนให้ประชาชน
เพราะถ้าประชาชนยังต้องเดินเอกสารหลายหน่วยงาน รอการตรวจสอบเป็นเดือน หรือมีเงื่อนไขยุ่งยากจนไม่สามารถเข้าถึงเงินประกันได้ ระบบใหม่ก็จะไม่ต่างจากระบบเดิมมากนัก หัวใจของนโยบายนี้จึงมีอยู่ 4 คำ - เร็ว ง่าย ทั่วถึง และตรวจสอบได้
หากทำได้ นี่จะเป็นการปฏิรูปการบริหารภัยพิบัติของประเทศไทยอย่างแท้จริง
ภัยพิบัติอาจเป็นสิ่งที่มนุษย์ควบคุมไม่ได้ แต่ความเสียหายจากการบริหารจัดการที่ล่าช้า เป็นสิ่งที่รัฐบาลสามารถป้องกันได้
และหากระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติทำให้ประชาชนได้รับความช่วยเหลือเร็วขึ้น รัฐวางแผนงบประมาณได้แม่นยำขึ้น และประเทศสามารถกระจายความเสี่ยงได้ดีขึ้น นี่ก็คือการใช้เงินแผ่นดินเพื่อ “ป้องกันปัญหา” แทนการรอ “ตามแก้ปัญหา”
ซึ่งเป็นวิธีคิดที่ประเทศไทยควรมีมานานแล้ว

