คอลัมน์ : เขียนเพื่อคิด

ใครนำทางความคิด ใครนำการเปลี่ยนแปลง
พรรคการเมืองไม่ว่าจะอยู่ในระบบระบอบ หรือบริบทการเมืองใด จะเป็นฝ่ายเสรีนิยม หรือเผด็จการนิยม ก็มักจะเป็นผู้นำทางความคิด และผู้นำการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงของบ้านเมืองเป็นสำคัญ ซึ่งเป็นเรื่องทั้งหลักการทางการเมือง และความคาดหมายของประชาชนพลเมือง เพราะพรรคการเมืองเป็นผู้อาสาเข้ามารับใช้บ้านเมือง อีกทั้งเป็นตัวเชื่อมโยงระหว่างประชาชนพลเมืองกับกลไกเครื่องมือของอำนาจรัฐ พรรคการเมืองจะเป็นตัวจักรอันสำคัญของผู้ใช้อำนาจรัฐ เพื่อตอบสนองผลประโยชน์และความต้องการของประชาชนพลเมือง และเป็นผู้นำมาซึ่งความเจริญก้าวหน้าของประเทศชาติ
พรรคการเมืองในกรอบสังคมเผด็จการจะมีบทบาทอย่างเด่นชัดทั้งในเรื่องการนำพาทางความคิด และในเรื่องการบริหารจัดการเพื่อนำพาประเทศ ในขณะที่พรรคการเมืองต่างๆ ในระบอบเสรีประชาธิปไตยที่มีประวัติอันยาวนานก็มักจะมีอุดมการณ์ประจำตัว และจะมีนโยบายและมาตรการที่จะบอกกล่าวต่อสาธารณชนว่าจะคิดอ่าน และต้องการนำพาประเทศชาติไปในทิศทางใด? และอย่างไร? ซึ่งแตกต่างจากพรรคการเมืองรุ่นใหม่ๆ ที่มีการจัดตั้งขึ้นมาบนพื้นฐานขององค์บุคคลหรือคณะบุคคล ที่มีทุนทรัพย์ ที่มุ่งเข้าสู่อำนาจรัฐด้วยชื่อเสียงและความมั่งคั่งของตัวผู้นำหรือกลุ่มผู้นำดังกล่าวโดยปราศจากจุดยืนและการยึดมั่นในอุดมการณ์หนึ่งใด
เป็นที่ทราบกันดีโดยทั่วไปว่าพรรคการเมืองในระบอบเสรีประชาธิปไตยต่างมี “ยี่ห้อ” ของตนเอง เช่น พรรคสีเขียว (Green) ก็จะเน้นเรื่องการขับเคลื่อนประเทศชาติให้สอดคล้องหรือควบคู่ไปกับการรักษา ทะนุถนอม และฟื้นฟูสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ พรรคกรรมกร (Labour) ก็จะมุ่งเรื่องสิทธิและการคุ้มครองแรงงาน พรรคอนุรักษ์นิยม (Conservative) ก็จะมุ่งเรื่องการรักษาซึ่งขนบธรรมเนียมประเพณี และสถาบันดั้งเดิม เช่น สถาบันกษัตริย์และระบบขุนนาง และมักจะมีความใกล้ชิดกับกลุ่มทุนหรือกลุ่มผลประโยชน์หนึ่งใดพรรคการเมืองบางพรรค เช่น พรรครีพับลิกันของสหรัฐอเมริกา ก็จะมุ่งเรื่องการจำกัดบทบาทของภาครัฐไม่ให้เข้ามายุ่มย่ามกับชีวิตประจำวันของผู้คน (Small government) ส่วนพรรคเดโมแครตของสหรัฐอเมริกา ก็มุ่งเน้นบทบาทของภาครัฐในการที่จะต้องเข้าไปช่วยเหลือ ดูแลจุนเจือและค้ำจุนผู้ยากไร้ พรรคการเมืองหลายๆ พรรคในทวีปยุโรปก็มุ่งเรื่องการเก็บอัตราภาษีในระดับสูง เพื่อนำมาใช้ในเรื่องสวัสดิการสังคมต่างๆ
สภาพการณ์นี้ ประชาชนพลเมืองจึงควรได้รับรู้ว่าแต่ละพรรคการเมืองนั้นมีความเป็นตัวตนอย่างไร และเพื่อจะได้ตัดสินใจในการสนับสนุน หรือไม่สนับสนุน ในการลงคะแนนเลือกตั้ง ไปจนถึงการลงประชามติ
ในประวัติศาสตร์ร่วมสมัยของสังคมการเมืองของไทยเรา นอกจากอดีตพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย และอดีตพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทยแล้ว อาจจะพูดโดยรวมๆ ได้ว่า โดยทั่วไปพรรคการเมืองของไทยส่วนใหญ่ และเกือบทั้งหมดที่เหลือล้วนเป็นพรรคที่ไม่มีอุดมการณ์ ไม่มีจุดยืนทางการเมืองที่แน่ชัด เนื่องจากมิได้เป็นผู้นำทางความคิด และมิได้มีความคิดอ่านที่จะนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงสังคมประเทศให้ดีขึ้น
ทั้งนี้ เพราะพรรคการเมืองต่างๆ ของไทยมักจะมีการก่อตั้งด้วยตัวองค์บุคคล หรือกลุ่มบุคคลไม่กี่คน เพื่อเข้าสู่สนามการเลือกตั้ง และเพื่อที่จะได้มีตำแหน่งหน้าที่ตามกรอบและโครงสร้างของอำนาจรัฐ เพื่อตอบสนองความทะเยอทะยาน และความมักใหญ่ใฝ่สูงของตนเองเป็นสำคัญ และบางพรรคการเมืองก็ยังมุ่งที่จะหาประโยชน์เข้าตัวอีกด้วย เป็นเสมือนว่าพรรคการเมืองคือ องค์กรธุรกิจ และองค์กรเพื่ออำนาจ เพื่อใฝ่หาผลประโยชน์ และในการนี้พรรคการเมืองก็มีความหมิ่นเหม่ในเรื่องการใช้อำนาจโดยมิชอบ และการทุจริตคอร์รัปชัน
ซึ่งทั้งหมดนี้ได้ส่งผลให้การเป็นสังคมเสรีประชาธิปไตยของไทยเป็นไปอย่างลุ่มๆ ดอนๆ ติดสันดอนของความกระหายซึ่งอำนาจและความมั่งมีศรีสุข ประเทศชาติก็ไม่สามารถที่จะก้าวไปข้างหน้าได้อย่างเต็มไม้เต็มมือเต็มพละกำลัง
ก็เป็นที่หวังว่า “กรุงศรีอยุธยาจะไม่สิ้นคนดี” และจะเริ่มมีพรรคการเมืองที่จะมีความคิดอ่านที่จะนำพาประเทศกันอย่างจริงจัง ดังที่ประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียง เช่น ศรีลังกา เนปาล และบังกลาเทศ เขาได้เริ่มที่จะปลดแอกจากสภาพการเมืองแบบน้ำเน่าได้กันแล้ว ประเทศทั้ง 3 เหล่านี้แต่เดิมต่างมีความล้าหลังและยากจนกว่าประเทศไทยเรามาก แต่ ณ วันนี้เขากลับมี “ความร่ำรวย ในเรื่องสิทธิเสรีภาพ และธรรมาภิบาล” มากกว่าไทยเรา
พวกเราชาวไทยจะน้อยหน้ามิได้ และต้องคิดอ่านที่จะช่วยตนเอง ขณะที่เรากำลังรอการเปลี่ยนแปลงในพรรคการเมืองต่างๆ ก็เป็นภาระหน้าที่ของประชาชนพลเมือง หมู่เหล่าต่างๆ ที่จะต้องออกมาช่วยกันจรรโลงและขับเคลื่อนสังคมเสรีประชาธิปไตยให้มีความก้าวหน้าและมั่นคงยิ่งขึ้น โดยเฉพาะฝ่ายภาคประชาสังคม ฝ่ายชุมชนท้องถิ่น ฝ่ายแวดวงวิชาการ ฝ่ายสื่อทั่วไป และสื่อสังคม เป็นต้น
ประเทศไทยรักษาความเป็นเอกราชมาได้โดยตลอด ต่างประเทศมิได้สามารถเข้ามาครอบงำประเทศไทยได้ แต่มาบัดนี้มีผู้คนส่วนหนึ่งในสังคมไทยที่กำลังครอบงำสังคมไทย ทั้งด้วยเจตนาและความโง่เขลาเบาปัญญา ก็เป็นเรื่องที่เราปวงชนชาวไทยจะต้องตื่นจากภวังค์ มีความตื่นรู้ และตื่นปฏิบัติ และปฏิเสธความเป็นอภิสิทธิ์ชนของบรรดาพรรคการเมืองที่ไม่คิด ที่ไม่นำพา แต่จะกอบโกยอย่างเดียว
กษิต ภิรมย์
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

