คอลัมน์ : คิด เขียน คุย

‘โจชัว หว่อง’ไอดอลของพลพรรคสีส้ม
เรื่องของ“โจชัว หว่อง” หรือ“หว่อง ชิฟง”นักเคลื่อนไหวประชาธิปไตยชื่อดังของฮ่องกง วัย 29 ปี นั้น คลับคล้ายกับ“เนติวิทย์ โชติภัทรไพศาล” หรือ“แฟรงก์”นักเคลื่อนไหวเพื่อสันติภาพของบ้านเรา ซึ่งในปัจจุบันนี้มีอายุ 29 ปีเท่ากับ“โจชัว หว่อง”เช่นกัน
เมื่อวันที่ 2 กันยายนวานนี้ “โจชัว หว่อง” ในฐานะนักโทษคดีความมั่นคงแห่งชาติ ได้ให้การรับสารภาพต่อศาลสูงของฮ่องกงว่า “สมคบกับหน่วยงานต่างชาติ” จากกรณีที่เขาและนักเคลื่อนไหวประชาธิปไตยจำนวนหนึ่ง เรียกร้องให้ต่างประเทศใช้มาตรการคว่ำบาตรจีนและฮ่องกงเพื่อโค่นล้มอำนาจรัฐ ในปี 2563
คดีนี้เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม – 23 พฤศจิกายน 2563 โดยอัยการได้ระบุไว้ในสำนวนสั่งฟ้องว่า “โจชัว หว่อง”และนักเคลื่อนไหวคนอื่นที่เป็นจำเลย กระทำการ“เรียกร้องให้รัฐบาล องค์กร หรือบุคคลในต่างประเทศ ใช้มาตรการคว่ำบาตร ปิดล้อม หรือดำเนินมาตรการอื่นที่เป็นปฏิปักษ์ต่อจีนและฮ่องกง” ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวเรียกร้องที่ละเมิดกฎหมายหลังจากรัฐบาลปักกิ่งประกาศใช้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติในฮ่องกงเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2563
โดยกฎหมายความมั่นคงฉบับนี้ ถูกประกาศบังคับใช้จากรัฐบาลปักกิ่งซึ่งเป็นรัฐบาลกลาง ก็เพื่อเปิดช่องให้ทางการฮ่องกง สามารถดำเนินคดีกับผู้ที่เรียกร้องให้รัฐบาลหรือองค์กรต่างชาติ ใช้มาตรการคว่ำบาตร ปิดล้อม หรือดำเนินมาตรการอื่นต่อจีนและฮ่องกง ในความผิดฐานสมคบคิดกับต่างชาติ
การสารภาพของ“โจชัว หว่อง”ต่อศาลสูงของฮ่องกงครั้งนี้ ศาลยังไม่ได้กำหนดโทษของเขา แต่หลังจากที่เขารับสารภาพศาลจึงจะมีการพิจารณาเรื่องบทลงโทษ โดยความผิดในคดีนี้มีโทษจำคุกตั้งแต่ 3-10 ปี ซึ่งหากศาลเห็นว่า ความผิดมีลักษณะร้ายแรง “โจชัว หว่อง”อาจได้รับโทษสูงสุดถึงจำคุกตลอดชีวิต แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น จากการที่เขาให้การรับสารภาพก็มีความเป็นไปได้ว่าศาลจะนำประกอบการพิจารณาลดโทษ
สำหรับ“โจชัว หว่อง” ณ เวลานี้ เขามีสถานภาพเป็นนักโทษติดคุกอยู่ในเรือนจำ โดยติดคุกมาตั้งแต่ปี 2567 หลังจากศาลฮ่องกงได้ตัดสินจำคุกเป็นเวลา 4 ปี 8 เดือนในข้อหา“บ่อนทำลายชาติ” ซึ่งเป็นคนละคดีกับที่เขาสารภาพต่อศาลสูงฮ่องกงในครั้งนี้ และจะพ้นโทษในปี 2570
ย้อนไปดูเส้นทางเดินของ“โจชัว หว่อง” ซึ่งบุคคลผู้นี้เป็นที่รู้จักกันทั้งโลกตั้งแต่เขายังเป็นนักศึกษา จากการเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยในฮ่องกง ในปี 2557 ที่เรียกกันว่า“ปฏิวัติร่ม” หรือ “Umbrella Revolution” คือการชุมนุมประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยครั้งใหญ่ในฮ่องกงเมื่อเดือนกันยายน-ธันวาคม 2557 โดยผู้ประท้วงใช้ร่มเป็นสัญลักษณ์ในการป้องกันแก๊สน้ำตาจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ
จุดเริ่มต้นของการประท้วงที่เรียกกันว่า“ปฏิวัติร่ม”นี้ เกิดขึ้นหลังรัฐบาลกลางหรือรัฐบาลปักกิ่งของสาธารณรัฐประชาชนจีนและสภาประชาชนแห่งชาติประกาศคัดกรองผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้บริหารสูงสุดฮ่องกง ทำให้ประชาชนไม่มีสิทธิเลือกตั้งอย่างเสรี ส่งผลให้ประชาชนชาวฮ่องกงนับแสนคนออกมารวมตัวกัน ยึดถนนสายสำคัญหลายสายในฮ่องกง เช่น ย่านแอดมิรัลตี คอสเวย์เบย์ และมงก๊กร่มจึงกลายเป็นสัญลักษณ์สากลเนื่องจากผู้ชุมนุมใช้กางกันสเปรย์พริกไทยและแก๊สน้ำตา
ภาพประชาชนหลายแสนหลั่งไหลออกมาชุมนุมโดยสันติติดต่อกันหลายวัน เรียกร้องประชาธิปไตยขั้นพื้นฐานจากรัฐบาลจีน นั่นคือสิทธิการเลือกตั้งผู้นำสูงสุดของฮ่องกงโดยตรง นับเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่ไม่เคยปรากฎมาก่อนนับตั้งแต่อังกฤษคืน “เขตปกครองพิเศษ” แห่งนี้สู่อ้อมอกจีนแผ่นดินใหญ่ ในปี 2540 (ค.ศ. 1997)
ในปีนั้น“โจชัว หว่อง” เพิ่งจะมีอายุ 17 ปี แม้จะยังไม่สิทธิเลือกตั้ง แต่เขากลับเป็นผู้หนึ่งที่มีบทบาทในการชุมนุมประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตย และมีส่วนกระตุ้นให้ชาวฮ่องกงรุ่นอาวุโสออกมาร่วมชุมนุมประท้วง ซึ่งการ“ปฏิวัติร่ม”ครั้งนี้ “โจชัว หว่อง” และเพื่อนๆ ถูกตำรวจควบคุมตัว 40 ชั่วโมงหลังจากที่บุกเข้าไปประท้วงในเขตสถานที่ราชการ ก่อนจะถูกศาลสั่งปล่อยในเวลาต่อมา และเหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้เขากลายเป็นตำนานที่คนทั้งโลกรู้จักอย่างกว้างขวาง เขายังมีบทบาทสำคัญในการโน้มน้าวสมาชิกสภาคองเกรสของสหรัฐฯ ให้ผ่านร่างกฎหมายสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยในฮ่องกง
และบทบาทสำคัญของเขาในขบวนการ “ปฏิวัติร่ม” ยังเป็น“แบบอย่าง”ให้คนรุ่นเดียวกันกับเขาเดินตามรอย เช่นแกนนำ“ม็อบสามนิ้ว”ในบ้านเราหลายคน ที่เวลานี้บางคนติดคุกอยู่ในเรือนจำ และอีกจำนวนหนึ่งหลบหนีไปเป็นผู้ลี้ภัยการเมืองอยู่ในต่างแดน นอกจากนั้นยังส่งผลให้“โจชัว หว่อง”ได้รับการคัดเลือกให้เป็น“หนึ่งในวัยรุ่นผู้ทรงอิทธิพลที่สุดแห่งปี 2557” ของนิตยสาร “Time” และได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลบุคคลแห่งปี 2557 นอกจากนี้เขายังได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งใน“ผู้นำที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก” โดย นิตยสาร “Fortune” ในปี 2558
ปี 2562 หลังเหตุการณ์“ปฏิวัติร่ม” “โจชัว หว่อง” ซึ่งมีบทบาทสำคัญในฐานะหนึ่งในแกนนำนักศึกษา ได้ลุกขึ้นมาเคลื่อนไหวประท้วงทางการฮ่องกง เพื่อต่อต้านร่างกฎหมายส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน และขยายไปสู่การเรียกร้องประชาธิปไตยครั้งใหญ่ รวมทั้งดึงต่างชาติเข้ามาแทรกแซงอำนาจอธิปไตยของรัฐบาลปักกิ่ง ด้วยการโน้มน้าวและร้องขอให้สมาชิกสภาคองเกรสของสหรัฐฯ ให้ผ่านร่างกฎหมายสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยฮ่องกง และนับจากนั้นก็มีการเคลื่อนไหวและประท้วงในวาระต่างๆ เรื่อยมา
โดยเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2564 “โจชัว หว่อง” ได้ถูกจับกุมภายใต้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติในข้อหา“บ่อนทำลายชาติ” รวมกับพวกทั้งหมด 53 คน และถูกตั้งข้อหาดำเนินคดีอย่างเป็นทางการในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ปีเดียวกัน จากนั้นอีก 3 ปีต่อมา คือในปี 2567 ศาลฮ่องกงได้ตัดสินจำคุกเขาเป็นเวลา 4 ปี 8 เดือน และเมื่อวันที่ 2 กันยายนที่ผ่านมาเป็นอีกหนึ่งคดีที่เขาให้การรับสารภาพ
อย่างไรก็ตาม “โจชัว หว่อง” นี้อย่างน้อยก็เป็น“ไอดอล”ของ“ขบวนการส้ม”ของบ้านเรา 2 คน คือ“ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” กับ“เนติวิทย์ โชติภัทรไพศาล” ทั้งนี้“ธนาธร”เคยพบกับ“โจชัว หว่อง”ที่ฮ่องกงในปี 2562 และมีการถ่ายภาพร่วมกัน ส่วน“เนติวิทย์”หรือว่า“แฟรงก์” ได้เชิญ“โจชัว หว่อง”มาบรรยายในงาน“รำลึก 40 ปี 6 ตุลาฯ ชาวจุฬา มองอนาคต”ในปี 2559 ในหัวข้อ“การเมืองของคนรุ่นใหม่”
แต่ปรากฏว่า“โจชัว หว่อง”ไม่ได้เข้าบรรยาย เพราะตำรวจคนเข้าเมืองของไทย“รวบตัวไว้” โดยปฏิเสธการเข้าเมืองของเขา และส่งตัวกลับฮ่องกงทันที
รุ่งเรือง ปรีชากุล
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

