คอลัมน์ : กวนน้ำให้ใส

รับมือ Data Center กลางกทม.
2 วันต่อเนื่อง ที่ “กวนน้ำให้ใส” พูดถึงการรับมือกับการลงทุน Data Center ในประเทศไทยเรา
เมื่อวานนี้ ก็ได้เน้นย้ำถึงบางโครงการที่เริ่มก่อสร้างแล้ว “ในเขตเมือง โดยเฉพาะ กทม. จึงต้องมีการกำกับดูแลเพิ่มเติมที่มีประสิทธิภาพ ทั้งด้านการใช้พลังงานไฟฟ้าน้ำ และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนโดยรอบ...”
ล่าสุด ปรากฏว่า กทม.แถลงข่าว จัดการกับดาต้าเซ็นเตอร์กลางเมืองหลวงแล้ว
1. ขอย้ำอีกครั้งว่า “Data Center เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้บริการดิจิทัลในชีวิตประจำวันสามารถทำงานได้อย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง เอื้อให้กิจการที่เกี่ยวข้องมีการผลิต การจ้างงาน การค้าขาย ขยายตัวไปอีกมาก
ถ้าเราปฏิเสธทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุน Data Center สุดท้าย เราก็จะต้องพึ่งทุนของรัฐลงทุนเองอยู่ดี
สิ่งที่ถูกต้อง คือ การวางแนวทางรับมือผลกระทบการลงทุน Data Center ในไทย
โดยกำหนดเงื่อนไข แนวทาง มาตรการ เพื่อบังคับหรือจูงใจให้การลงทุนนั้น ดำเนินการให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศเรามากที่สุด และกำกับ ควบคุม ดูแลผลกระทบให้ดีที่สุด”
แต่ปัญหาใหญ่ในปัจจุบัน ข้อมูลจาก Data Center Map ระบุว่า มีโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ใน กทม. และปริมณฑล กระจายตัวอยู่หลายสิบแห่ง ในย่านสำคัญ เช่น พระราม 9, รามคำแหง (เขตบางกะปิ), เจริญกรุง (เขตบางรัก), ถนนวิทยุ (เขตปทุมวัน) และบางนา-ตราด ฯลฯ
ในส่วนนี้ จะจัดการ กำกับ ควบคุม ตรวจสอบ อย่างไร
2. กทม.ชะลอการอนุมัติใบอนุญาตรายใหม่ พร้อมตรวจเข้ม Data Center ทุกแห่งทั่วกรุง
เมื่อวานนี้ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ร่วมกับตัวแทนจากสภาพัฒน์ กระทรวงพลังงาน การไฟฟ้านครหลวง การประปานครหลวง แถลงด่วน
โดยสั่งชะลอการอนุมัติใบอนุญาตรายใหม่ พร้อมสั่งตรวจเข้ม Data Center ทุกแห่งทั่วกรุง เพื่อแก้ไขปัญหาสุญญากาศทางกฎหมายและสร้างความปลอดภัยให้ประชาชน
ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ระบุว่า ประชาชนได้ร้องเรียน เนื่องจากเกิดความกังวลในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะย่านรามคำแหง และพระราม 9 ที่พบว่ามี Data Center มาตั้งอยู่ชิดติดบ้านเรือน โดยอาศัยช่องว่างทางกฎหมาย ยื่นขอก่อสร้างในนิยาม “อาคารคลังสินค้า” หรือ “อาคารพาณิชย์” เพื่อเลี่ยงการทำรายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA ส่งผลให้ชุมชนไม่มีโอกาสได้รับรู้ข้อมูล หรือเข้าร่วมการรับฟังความคิดเห็น
นอกจากนี้ ชาวบ้านยังหวาดผวาเรื่องความเสี่ยงอัคคีภัยร้ายแรง เนื่องจากบางแห่งมีการติดตั้งถังเก็บน้ำมันดีเซลสำรองสำหรับเครื่องปั่นไฟขนาดใหญ่ ปริมาณสูงถึง 4 แสน ถึง 5 แสนลิตร อยู่ในย่านที่อยู่อาศัย
อีกทั้ง ปัญหามลพิษทางเสียง จากพัดลมระบายความร้อนที่ดังรบกวนตลอด 24 ชั่วโมง และการปล่อยความร้อนสะสมออกสู่อากาศรอบข้างที่ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิต
กทม. ได้สั่งระงับและชะลอการอนุมัติใบอนุญาตก่อสร้างแก่โครงการ Data Center รายใหม่ ที่เข้าข่ายสวมรอยยื่นขอเป็น “คลังสินค้า” แต่มีการติดตั้งระบบไฟฟ้ากำลังสูงและถังน้ำมันขนาดใหญ่ เพื่อนำมาทบทวนเงื่อนไขความปลอดภัยอย่างละเอียด
และสั่งการให้สำนักการโยธาจับมือกับสำนักงานเขตทั้ง 50 เขต ลงพื้นที่ปูพรมตรวจสอบ Data Center ทั้งที่เปิดดำเนินการแล้วและกำลังก่อสร้าง หากพบการแจ้งข้อมูลเท็จ ยื่นขอไม่ตรงประเภทการใช้งานจริง หรือจัดเก็บน้ำมันเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด จะสั่งระงับการใช้อาคารและสั่งหยุดการก่อสร้างทันที โดยประสานกรมธุรกิจพลังงานร่วมตรวจมาตรการความปลอดภัยถังน้ำมันและระบบดับเพลิงฉุกเฉินด้วย
นอกจากนี้ แนวทางระยะยาว กทม. เตรียมนำเกณฑ์ควบคุม Data Center ไปบรรจุไว้ในร่างผังเมืองรวม กทม. ฉบับใหม่ เพื่อจัดโซนนิ่ง บังคับให้ Data Center ต้องไปตั้งในพื้นที่เฉพาะ เช่น เขตอุตสาหกรรม หรือพื้นที่ชานเมืองเท่านั้น ห้ามตั้งในย่านที่อยู่อาศัยหนาแน่น ใกล้สถานศึกษา หรือโรงพยาบาลโดยเด็ดขาด
พร้อมจับมือกระทรวงดีอี, สผ. และ BOI ผลักดันกฎหมายระดับประเทศ กำหนดให้ Data Center โดยเฉพาะขนาดใหญ่ หรือ Hyperscale ต้องผ่านการอนุมัติ EIA และรับฟังความคิดเห็นของประชาชนก่อนก่อสร้างทุกครั้ง

3. พลังงานตรวจเข้มกรณีลักลอบเก็บน้ำมันเกินพิกัด และตั้งกิจการโดยไม่ได้รับอนุญาต
น.ส.ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ชี้แจงคลายความกังวลของประชาชนเรื่อง Data Center ใน กทม.
เปิดเผยถึงแนวทางการควบคุมและตรวจสอบโครงการ Data Center ตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ยืนยันว่า ได้สั่งเบรกออกใบอนุญาตใหม่และคลังน้ำมันสำรอง Data Center ทั่ว กทม. และปูพรมตรวจเข้ม กรณีลักลอบเก็บน้ำมันเกินพิกัดและตั้งกิจการโดยไม่ได้รับอนุญาต
เพจ ทีมสุดซอย-ทุบทุนเทา สรุปข้อมูลว่า
“#Factcheck ประเด็นสำคัญ ดังนี้
ชะลอการอนุญาตทั้งหมด (Standstill) - กระทรวงพลังงานได้สั่งระงับและไม่อนุญาตให้มีการขอตั้งคลังน้ำมันเพื่อสำรองไฟฉุกเฉินสำหรับ Data Center แห่งใหม่ในพื้นที่จนกว่าบอร์ด Data Center จะสรุปเกณฑ์มาตรฐานการใช้ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมที่ชัดเจน
เคลียร์ปมความเข้าใจคลาดเคลื่อนย่านรามคำแหง 28 - กรณีมีกระแสข่าวว่ามีการเก็บน้ำมันสูงถึง 400,000 ลิตร ตรวจสอบพบว่าใบอนุญาตจริงไม่ได้อนุญาตให้เก็บถึงจำนวนดังกล่าว หากตรวจสอบพบการเก็บเกินจะดำเนินคดีฐานลักลอบประกอบกิจการทันที
ย้ำจุดยืนกรณีพระราม 9 - ยืนยันว่าทั้ง กทม. และกรมธุรกิจพลังงานยังไม่อนุญาตให้ดำเนินการ หากพบการลักลอบประกอบกิจการ ส่งกลิ่น หรือสร้างมลพิษ จะใช้มาตรการทางกฎหมายขั้นเด็ดขาด มีโทษจำคุกสูงสุด 2 ปี และปรับไม่เกิน 200,000 บาท
บูรณาการตรวจปูพรมร่วมกับ กทม. - เตรียมสนธิกำลังลงพื้นที่ตรวจสอบคลังน้ำมันทั่วกรุงเทพฯ พร้อมบังคับใช้กฎหมายท้องถิ่นร่วมด้วย ทั้งในมิติมลภาวะ เสียง กลิ่น และผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม
…ถ้าเกิดจะมาขออนุญาต Data Center หยุดไว้ก่อนเหมือนกัน ก็คือใครจะมาขอคลังน้ำมันเพื่อสำรองปั่นไฟฉุกเฉินสำหรับ Data Center หยุดไว้ก่อนเช่นกัน เพราะว่าเรากำลังมีบอร์ด Data Center ที่กำลังกำหนดหลักเกณฑ์ เพื่อที่จะพิจารณาในเรื่องของการใช้ น้ำ ใช้ไฟ และก็รวมถึงผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อม” - น.ส.ฐิติภัสร์กล่าว
4. การใช้น้ำประปาและไฟฟ้า
เบื้องต้น จากการชี้แจงของ กทม. และการประปานครหลวง (กปน.) พบว่า
ดาต้าเซ็นเตอร์รายใหญ่ใน กทม. ใช้น้ำเฉลี่ย 7,000 ลูกบาศก์เมตรต่อเดือน เพื่อระบบระบายความร้อน
หากเทียบกับโรงพยาบาลขนาดใหญ่ (20,000 ลบ.ม.) หรือห้างสรรพสินค้า (30,000–40,000 ลบ.ม.)
กปน. ยืนยันว่า ยังไม่กระทบต่อปริมาณน้ำประปาของประชาชน
นอกจากนี้ การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ก็ยืนยันว่า ได้เข้ามาควบคุมดูแลเรื่องเสถียรภาพเพื่อไม่ให้กระทบต่อภาคครัวเรือน อย่างไรก็ตาม ในอนาคตหากมีการขยายตัวเพื่อรองรับระบบ AI จะต้องมีการวางโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสีเขียวเพิ่มขึ้นอย่างระบบ Direct PPA
อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่า (กันยายน 2569) มีโครงการยื่นขอจองกำลังไฟฟ้ารวมกันสูงเกือบ 30,000 เมกะวัตต์ (เกินครึ่งหนึ่งของกำลังผลิตไฟฟ้าทั้งประเทศไทย) รัฐบาลไทยและ BOI จึงออกกฎเกณฑ์ใหม่ และตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาคัดกรองโครงการ กำหนดให้ผู้ลงทุนรายใหม่ต้องวางหลักประกันพลังงานสูงถึง 4.5 ล้านบาทต่อ 1 เมกะวัตต์ และต้องหันไปใช้พลังงานสีเขียว (Green Energy) เพื่อไม่ให้แย่งไฟฟ้าและสร้างผลกระทบต่อภาคประชาชน
5. การลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ ไม่ใช่มีแต่จีน และไม่ใช่ของเหลือเดน
ตัวอย่างการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ของ 3 ยักษ์ใหญ่สหรัฐฯ ได้แก่
5.1 Google มูลค่าการลงทุน 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.6 หมื่นล้านบาท)
Google Cloud เปิดตัว Google Cloud Region ในกรุงเทพฯ อย่างเป็นทางการแล้วเมื่อช่วงต้นปี โครงสร้างพื้นฐานคลาวด์และดาต้าเซ็นเตอร์หลักของ Google ถูกวางระบบแบบกระจายสาขา โดยศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Hyperscale) ตั้งอยู่ในพื้นที่จังหวัดชลบุรี เพื่อเชื่อมต่อกับเครือข่ายเคเบิลใต้น้ำ ส่วนสำนักงานการบริหารจัดการข้อมูลและการประมวลผลด่วนจะอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร
5.2 Microsoft มูลค่าการลงทุน 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.6 หมื่นล้านบาท)
นายแบรด สมิธ (Brad Smith) ประธานของ Microsoft ประกาศงบประมาณผูกพันก้อนใหญ่ในการสร้าง Thailand Azure Region อยู่ระหว่างขยายระบบโครงสร้างพื้นฐานระดับโลกเข้ามาเชื่อมต่อกับไทยเพื่อเน้นรองรับนวัตกรรม AI พันธมิตรในไทย เช่น Gulf Energy, AIS, เครือซีพี และ True IDC เพื่อใช้ระบบพลังงานสะอาดในการขับเคลื่อนศูนย์ข้อมูล
5.3 Amazon Web Services (AWS) มูลค่าการลงทุน 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (1.9 แสนล้านบาท)
วางโรดแมปยาวไปจนถึงปี 2580 ล่าสุด AWS Asia Pacific (Bangkok) Region ได้เปิดให้บริการในไทยอย่างเต็มรูปแบบแล้ว ขณะนี้ (ปี 2569) กำลังเปิดเกมรุกเข้าสู่ยุค “Agentic AI” นำเทคโนโลยี Frontier Agents มาปลดล็อกบริการคลาวด์ให้กลุ่มธนาคาร, ค้าปลีก และอุตสาหกรรมในไทย โดยสร้างศูนย์ข้อมูลหลักไปแล้ว 3 แห่งในไทย (เงินลงทุนก้อนแรก 25,000 ล้านบาท) ควบคู่กับการขยายจุดให้บริการเครือข่ายย่อย
(Amazon CloudFront Edge Locations)
นอกจากนี้ ยังมียักษ์ใหญ่จากจีนและแพลตฟอร์มระดับโลก เช่น
TikTok (ByteDance) โครงการเก็บและประมวลผลข้อมูล (Data Storage) ขนาดใหญ่ในไทย มูลค่าสูงถึง 3,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ กระจายพื้นที่ในกรุงเทพฯ, สมุทรปราการ และฉะเชิงเทรา
Alibaba Cloud & Huawei Cloud ขยายศูนย์ข้อมูลในไทยต่อเนื่องเน้นเจาะกลุ่มองค์กรธุรกิจไทยที่ต้องการระบบคลาวด์ที่มีความยืดหยุ่นสูง
Beijing Haoyang Cloud ยักษ์ใหญ่ด้านศูนย์ข้อมูลจากจีนกำลังสร้าง Mega-Campus ขนาด 300 เมกะวัตต์ ที่จังหวัดระยอง ซึ่งเป็นโครงการในต่างประเทศแห่งแรกของบริษัท
ฯลฯ
ทั้งหมด เป็นความท้าทายที่น่าสนใจว่า ภาครัฐจะวางมาตรการอย่างไร รับมือกับการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ในไทย
6. บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์แห่งชาติ
ในวันที่ 4 กันยายนนี้ จะมีการประชุมบอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์แห่งชาติ เพื่อวางแนวทางแก้ไขเชิงโครงสร้าง
ควรจะมีการหยิบกรณีปัญหาจริงในปัจจุบัน เข้ามาไปพิจารณาอย่างละเอียดวางแนวทางข้อบังคับที่ชัดเจน เป็นรูปธรรม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน
สารส้ม
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

