คอลัมน์ : เส้นใต้บรรทัด

เมื่อ ‘บุญญามณี’ ฟาด ‘ขาวทอง’
เป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก เมื่อคุณลุงสอนคุณหลานให้เป็น “นักการเมืองรุ่นใหม่” ให้มีคุณภาพ เหตุเกิดที่จังหวัดสงขลาครับ
1) มันเริ่มจากเพจ Beach For Life Thailand นำเสนอข้อมูลเรื่อง “กุโบร์มีโฉนด : เมื่อนอมินีสีน้ำเงินฮุบที่ดินกุโบร์ ทำนิคมอุตสาหกรรมจะนะ” ความว่า
กุโบร์ท่ายาง ตำบลนาทับ อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา สุสานโบราณของพี่น้องมุสลิมที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานตั้งเเต่สมัยสงครามเก้าทัพ เเละเป็นพื้นที่ฝั่งศพของพี่น้องมุสลิมจวบจนปัจจุบัน
ที่ดินกุโบร์ดังกล่าว ประชาชนในพื้นที่พยายามขอออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) มากว่า 40 ปี เเต่ไม่สำเร็จ มีการรังวัดที่ดินเมื่อปี 2523 พบว่าที่ดินกุโบร์เป็นรูปร่างใบโพธิ์ มีหลุมศพ เเละบ่อน้ำโบราณ เเละรูปเเปลงที่ดินดังกล่าวได้ถูกขึ้นทะเบียนเป็นที่สาธารณประโยชน์ เเต่ต่อมากลับพบว่า มีเอกชนอย่างน้อย 2 ราย ออกเอกสารสิทธิที่ดินประเภทโฉนดทับกุโบร์ จำนวน 3 เเปลง
เมื่อตรวจสอบด้วยการรังวัดครั้งใหม่เมื่อปี 2569 ที่ผ่านมา พบว่า ที่ดินเอกชน 3 เเปลงทับเเนวการวัดเดิมเมื่อปี 2523 เเละในเเปลงที่ดินดังกล่าวมีหลุมฝังศพ บ่อน้ำโบราณ กระจายอยู่ในที่ดินเอกชน ทั้ง 3 เเปลง
เมื่อตรวจสอบ “ชื่อเจ้าของที่ดิน” ทั้ง 2 รายพบว่า หนึ่งราย มีชื่อเกี่ยวข้องกับนักการเมือง น. ในจังหวัดสงขลา ซึ่งถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า เกี่ยวข้องกับการจัดหาที่ดิน เเละกว้านซื้อที่ดินเพื่อขายให้กับนายทุน ที่จะลงทุนในโครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะ ในช่วงปี 2558
นอกจากนั้น ยังพบว่า มีความผิดปกติ ในการออกเอกสารสิทธิประเภทโฉนด เช่น มีการเเจ้งว่าสภาพที่ดิน เเละการทำประโยชน์ก่อนการออกเอกสารสิทธิโฉนดนั้น เป็น “นาข้าว” เเต่สภาพจริงเป็นกุโบร์ ป่าชายหาด ไม่ได้เป็นนาข้าวเเต่อย่างใด
ที่ดินกุโบร์นาทับ คือ พื้นที่สาธารณะของประชาชน เเละเป็นพื้นที่สำคัญทางศาสนา กระบวนการยึดที่ดินมาออกเอกสารสิทธิเเละเจ้าของมีส่วนเกี่ยวพันกับการกว้านซื้อที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมจะนะ เเละตอนนี้ ราชการนิ่งเฉยต่อการตรวจสอบกรณีนี้ ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่า ที่ดินกุโบร์ จะกลายเป็นอื่นหรือไม่
2) พบว่า บัญชีเฟซบุ๊กชื่อ Saksit Khaothong ของ สส.สิงโต ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดสงขลา แชร์โพสต์นี้ของเพจ Beach For Life Thailand มาเผยแพร่ต่อ พร้อมกับแสดงข้อความของตัวเองว่า
“บุรีรัมย์กินเขากระโดง อ.จะนะกินดินกุโบร์!!!”
3) นายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ตนเกิดและเติบโต
ที่ตำบลนาทับ อำเภอจะนะ บ้านและครอบครัวประกอบอาชีพอยู่ในพื้นที่มาโดยตลอด ทุกวันนี้สถานประกอบการของครอบครัวก็มีที่ตั้งเป็นหลักเป็นแหล่ง ทั้งที่จะนะและสิงหนคร มีการประกอบธุรกิจที่สามารถตรวจสอบได้ ทำมาหากินอย่างเปิดเผยตามกฎหมาย
“บ้านผมสอนลูกหลานมาตลอดว่า จะหาเงินต้องหาอย่างสุจริต ทำมาหากินก็ต้องมีอาชีพ มีสถานประกอบการเป็นหลักเป็นแหล่ง ให้คนตรวจสอบได้ เงินที่เอากลับเข้าบ้านต้องเป็นเงินที่เราตอบได้ว่ามาจากไหน”
นายนิพนธ์กล่าวว่า สิ่งที่ครอบครัวไม่เคยสอน คือการให้ลูกหลานแสวงหารายได้จากสิ่งผิดกฎหมาย
ไม่ว่าจะเป็นการเปิดบ่อนการพนัน ทำเว็บพนัน ใช้บุคคลอื่นเป็นนอมินี หรือทำธุรกิจอย่างหนึ่งไว้บังหน้ากิจกรรมที่ผิดกฎหมาย
“ผู้ใหญ่ที่บ้านไม่เคยสอนว่า ถ้าอยากมีเงินก็ไปเปิดบ่อน ไปทำเว็บพนัน หรือเอาธุรกิจถูกกฎหมายมาบังหน้าเรื่องที่ผิดกฎหมาย เราโตมากับคำสอนว่า เงินสุจริตอาจหาได้ช้ากว่า แต่ใช้ได้อย่างไม่ต้องหลบหน้าใคร”
นายนิพนธ์กล่าวถึงกรณีที่ดินกุโบร์ท่ายาง นาทับ ว่าขอให้สังคมแยกระหว่างข้อเท็จจริงกับการกล่าวหาทางการเมืองให้ชัดเจน พร้อมยืนยันว่า ตนไม่มีที่ดินอยู่ในบริเวณกุโบร์ที่กำลังเป็นข่าวแม้แต่แปลงเดียว
“ผมพูดตรงๆ วันนี้เลยว่า ผมไม่มีที่ดินตรงกุโบร์แม้แต่แปลงเดียว เพราะฉะนั้นใครมีหลักฐานก็เอาออกมา อย่าพูดกันตามร้านน้ำชาแล้วเอามาแต่งเรื่องต่อ”
“ส่วนใครที่มีที่ดินอยู่ตรงนั้น หากตรวจสอบแล้วพบว่าเอาที่สาธารณะไปออกโฉนดโดยมิชอบ คนนั้นก็ต้องรับผิดชอบเอง ต้องเพิกถอน ต้องดำเนินคดีตามกฎหมาย จะเป็นใคร เป็นญาติใคร หรืออยู่ฝ่ายการเมืองไหนก็ไม่เกี่ยว เพราะคนทำต้องรับผิด ไม่ใช่เอานามสกุลของคนอื่นไปรับผิดแทน”
นายนิพนธ์กล่าวว่า หลักดังกล่าวไม่ใช่เรื่องซับซ้อน เพราะในจังหวัดสงขลาเองก็เคยมีกรณีบุกรุกพื้นที่ของรัฐและโบราณสถานที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมมาแล้ว ซึ่งนายศักดิ์สิทธิ์เองก็น่าจะรู้จักเรื่องนี้เป็นอย่างดี
“กรณีคนเข้าไปบุกรุกโบราณสถาน เขาน้อย-เขาแดง นายศักดิ์สิทธิ์ก็น่าจะรู้จักดี เพราะมีญาติผู้ใหญ่ใกล้ชิดอยู่ในคดีนั้น และศาลก็มีคำพิพากษาแล้วว่าใครทำ ใครต้องรับผิด”
คดีดังกล่าวเป็นกรณีลักลอบขุดดินออกจากพื้นที่โบราณสถานเขาน้อย อ.สิงหนคร จนเกิดหลุมลึกประมาณ 20 เมตร และอยู่ห่างจากฐานเจดีย์โบราณเพียง 34 เมตร โดยศาลจังหวัดสงขลาพิพากษาจำคุกจำเลยหลัก 2 ราย คนละ 6 ปี ไม่รอลงอาญา พร้อมชดใช้ค่าเสียหายรวม 10.5 ล้านบาท และจำเลยอีก 3 รายถูกพิพากษาจำคุกคนละ 2 ปี ไม่รอลงอาญา ก่อนที่วันที่ 7 กรกฎาคม 2569 ศาลอุทธรณ์ภาค 9 จะมีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น โดยหนึ่งในจำเลยที่ถูกพิพากษาจำคุก 6 ปี เป็นพี่สาวของนายเดชอิศม์
ขาวทอง ซึ่งเท่ากับเป็นญาติผู้ใหญ่ของนายศักดิ์สิทธิ์โดยตรง“ผมไม่ได้พูดเรื่องนี้เพื่อเอาครอบครัวใครมารับผิดแทนกัน แต่ยกขึ้นมาให้เห็นหลักง่ายๆ ว่า ญาติทำ ญาติก็รับผิด คนอื่นไม่ได้รับผิดแทน เช่นเดียวกัน ถ้าที่กุโบร์มีใครออกโฉนดทับที่สาธารณะ คนนั้นก็รับผิด จะเอาเรื่องของคนนั้นมาแต่งต่อแล้วโยนมาใส่ผมไม่ได้ เพราะแม้จะไม่เอ่ยชื่อ แต่คนที่ได้อ่านก็เชื่อได้ว่ากล่าวหาใคร”
นายนิพนธ์กล่าวอีกว่า ในการทำงานการเมือง ตนได้รับการสอนเช่นเดียวกันว่า อำนาจและตำแหน่งมีไว้ทำงานให้ประชาชน ไม่ใช่เครื่องมือแสวงหาผลประโยชน์ และการได้มาซึ่งคะแนนเสียงควรเกิดจากผลงาน ความไว้วางใจ และการอยู่กับประชาชน ไม่ใช่จากอำนาจของเงินที่ไม่สามารถอธิบายที่มาได้
“ผมเป็นนักการเมือง ก็ต้องลงพื้นที่ ทำงาน แก้ปัญหาให้ประชาชน ทำให้เขาเห็นว่าเราทำอะไรให้บ้านเมือง ที่บ้านไม่ได้สอนว่าอยากเป็นนักการเมืองก็ไปหาเงินสีเทามาซื้อใจประชาชน ไม่ได้สอนว่าเงินมาจากไหนไม่สำคัญ ขอเพียงมีมากพอสำหรับเลือกตั้ง สำหรับผม เงินทุกบาทต้องตอบประชาชนได้ว่ามาจากไหน
เพราะถ้าวันหนึ่งนักการเมืองต้องพึ่งเงินจากสิ่งผิดกฎหมาย วันนั้นคนที่อยู่เบื้องหลังเงินก้อนนั้นต่างหากที่จะกลายเป็นเจ้าของนักการเมือง”
นายนิพนธ์กล่าวว่า ตนเห็นนายศักดิ์สิทธิ์เป็นเหมือนลูกหลาน จึงอยากเตือนด้วยความหวังดีว่า หากตั้งใจจะสร้างภาพของการเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ ก็ควรเริ่มต้นจากการทำการเมืองด้วยข้อเท็จจริง ไม่ควรหยิบข่าวลือหรือข้อสงสัยมาปรุงแต่งให้กลายเป็นข้อกล่าวหา
“สิงโตยังเป็นคนรุ่นใหม่ ผมเห็นเหมือนลูกเหมือนหลาน จึงอยากฝากว่า ถ้าคิดจะเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ ก็อย่ารีบกระโดดลงไปในบ่อน้ำเน่าของการเมืองแบบเก่า หากมีหลักฐานก็เอาหลักฐานมากาง ผิดตรงไหนก็ให้กฎหมายจัดการ แต่ถ้าไม่มีหลักฐาน อย่าเอาเรื่องตามร้านน้ำชามาเต้าข่าวแล้วสาดใส่คนอื่น เพราะการเมืองแบบนั้นไม่ได้ทำให้คนพูดดูเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ขึ้นมาเลย และถ้าจะยึดหลักว่าที่ดินของรัฐต้องได้รับการปกป้อง ผมเห็นด้วยเต็มร้อย กุโบร์เป็นที่สาธารณะ ก็ต้องปกป้อง โบราณสถานก็ต้องปกป้อง ที่หลวงก็คือที่หลวงเหมือนกันทั้งหมด ใครบุกรุก ใครเอาไปออกเอกสารสิทธิโดยมิชอบ คนนั้นต้องรับผิด ใช้มาตรฐานเดียวกัน อย่าเลือกความถูกต้องเฉพาะเรื่องที่ตัวเองเอาไปโจมตีคนอื่นได้”
นายนิพนธ์กล่าวทิ้งท้ายว่า การเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ไม่ได้อยู่ที่อายุ แต่อยู่ที่วิธีคิดและวิธีทำการเมือง อยากเป็นการเมืองรุ่นใหม่ ต้องสะอาดทั้งวิธีหาเงินและวิธีหาคะแนน อย่าใช้เงินที่ตอบที่มาไม่ได้ซื้อใจคน และอย่าใช้ข่าวที่ตอบข้อเท็จจริงไม่ได้ทำลายคนอื่น เพราะคนสงขลาเขาดูออกว่าใครทำมาหากินอะไร ใครอยู่กับประชาชนอย่างไร และใครสร้างตัวมาจากไหน ดังนั้นก่อนจะชี้นิ้วไปที่คนอื่น อย่าลืมว่าประชาชนเขาก็มองกลับมาที่ตัวเราและคนรอบตัวเราเหมือนกัน หากที่ดินแปลงใดที่นายสิงโตกล่าวว่าเป็นที่กุโบร์และเป็นที่สาธารณะ ควรแจ้งกรมที่ดินดำเนินการเพิกถอนโฉนดและดำเนินคดีกับผู้บุกรุก ผู้ออกโฉนด ดีกว่าโพสต์บน social media หวังโหนกระแสไปวันๆ
วิเคราะห์ : ผมเห็นด้วยว่า เรื่องนี้ “มีประเด็น” ที่ควรค่าแก่การให้ สส.ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง สนใจ และก็เห็นด้วย ตามที่นายนิพนธ์ บุญญามณี สั่งสอนว่า “อย่าเอาเรื่องตามร้านน้ำชามาเต้าข่าวแล้วสาดใส่คนอื่น” และ
“ผมไม่ได้พูดเรื่องนี้เพื่อเอาครอบครัวใครมารับผิดแทนกัน แต่ยกขึ้นมาให้เห็นหลักง่ายๆ ว่า ญาติทำ ญาติก็รับผิดคนอื่นไม่ได้รับผิดแทน เช่นเดียวกัน ถ้าที่กุโบร์มีใครออกโฉนดทับที่สาธารณะ คนนั้นก็รับผิด จะเอาเรื่องของคนนั้นมาแต่งต่อแล้วโยนมาใส่ผมไม่ได้ เพราะแม้จะไม่เอ่ยชื่อ แต่คนที่ได้อ่านก็เชื่อได้ว่ากล่าวหาใคร”
อันที่จริง สส.สิงโต ยังมิได้กล่าวหาใคร ข้อความว่า “บุรีรัมย์กินเขากระโดง อ.จะนะกินดินกุโบร์!!!” ใช้จังหวัดกับอำเภอเป็นประธานของเรื่อง แต่ก็นั่นแหละ ในบทความที่แชร์ มีการกล่าวพาดพิงถึงคุณนิพนธ์ไว้แล้ว จึงเหมือน สส.สิงโต ไปผสมโรงด้วย จึงถูกบริภาษฟาดมาถึงการทำมาหากินของวงศ์ตระกูลแบบ “มึงดูครอบครัวมึงหรือยัง”
ทำอย่างที่คุณนิพนธ์แนะนำเลยครับ “แจ้งกรมที่ดินดำเนินการเพิกถอนโฉนดและดำเนินคดีกับผู้บุกรุก ผู้ออกโฉนด” แต่ก่อนจะถึงขั้นนั้น ตรวจสอบข้อเท็จจริงเสียก่อน หรือจะตั้งกระทู้ถามรัฐมนตรีที่กำกับดูแลกรมที่ดิน หรือจะยื่นเรื่องต่อกรรมาธิการชุดที่เกี่ยวข้อง หรือจะให้ฝ่ายกฎหมายของพรรคดำเนินการ ทั้งตรวจสอบ เพิกถอน และเอาผิด ก็ทำเสีย
อย่าให้เขาปรามาสได้ว่า “โพสต์บน social media หวังโหนกระแสไปวันๆ”
จิตกร บุษบา
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

