คอลัมน์ : เส้นใต้บรรทัด

‘ชัชชาติ’ยกเลิก‘แก้มลิง’จริงไหม?
เกิดกระแสข่าวลือและคลิปไวรัลสะพัดในโลกออนไลน์อย่างหนักว่า “ผู้ว่าฯ ชัชชาติ สั่งยกเลิกโครงการแก้มลิงตามแนวพระราชดำริของในหลวง รัชกาลที่ 9” จนกลายเป็นประเด็นร้อนแรง
โปรดทราบว่า โครงการแก้มลิงตามแนวพระราชดำริในกรุงเทพมหานคร มีจุดเริ่มต้นอย่างเป็นรูปธรรมจาก เหตุการณ์มหาอุทกภัยในปี พ.ศ. 2538 ซึ่งน้ำท่วมขังพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลยาวนานกว่า 2 เดือน พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) จึงได้พระราชทานพระราชดำริโครงการนี้ขึ้นเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2538 ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท เพื่อเป็นยุทธศาสตร์หลักในการบริหารจัดการน้ำและบรรเทาความเดือดร้อนของชาวเมืองหลวง
แนวคิดนี้เปรียบเสมือนระบบ Sponge City (เมืองฟองน้ำ) ที่มาก่อนกาล โดยมีรายละเอียดที่มาและโครงข่ายการทำงานในเขตกรุงเทพฯ ดังนี้ครับ
1) แรงบันดาลใจและหลักทฤษฎี
พระองค์ทรงใช้หลักการทางธรรมชาติจากการสังเกตพฤติกรรมของ “ลิง” เวลาที่คนส่งกล้วยให้ลิงจะรีบปอกเปลือก ยัดกล้วยใส่เคี้ยวแล้วนำไปเก็บไว้ที่กระพุ้งแก้มทั้งสองข้างจนเต็ม จากนั้นจึงค่อยๆ ทยอยนำออกมาเคี้ยวและกลืนลงท้องภายหลัง
เมื่อนำมาประยุกต์เข้ากับกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นเมืองพื้นที่ลุ่มต่ำและมักประสบปัญหาน้ำทะเลหนุนสูงจนน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาไม่สามารถระบายออกได้ โครงการแก้มลิงจึงทำหน้าที่เป็น “พื้นที่หน่วงน้ำชั่วคราว” (Detention Basin) เพื่อกักเก็บน้ำฝนและน้ำหลากเอาไว้ในบึงพักน้ำ รอจนกว่าระดับน้ำทะเลหรือน้ำในทางระบายน้ำหลักลดลง จึงค่อยระบายออกสู่ทะเลอ่าวไทยตามธรรมชาติ (Gravity Flow) ร่วมกับการใช้สถานีสูบน้ำเร่งระบาย
2) โครงข่ายแก้มลิงที่ล้อมรอบกรุงเทพฯ
ในอดีตมีการวางผังยุทธศาสตร์แก้มลิงไว้กระจายทั่วกรุงเทพฯ กว่า 20 จุด เพื่อรองรับน้ำจากสองฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยา:
• แก้มลิงฝั่งตะวันออก (รับน้ำเหนือและน้ำฝนฝั่งพระนคร):
• รับน้ำหลากจากตอนบน (สระบุรี, พระนครศรีอยุธยา, ปทุมธานี) ผ่านระบบคลองแนวเหนือ-ใต้ ไปพักไว้ที่คลองชายทะเลในจังหวัดสมุทรปราการ
• บึงหนองบอน (เขตประเวศ): เป็นหนึ่งในแก้มลิงตัวอย่างกลางเมืองที่ในหลวง รัชกาลที่ 9 พระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ในการพัฒนาเพื่อช่วยหน่วงน้ำในฝั่งตะวันออก
• บึงมักกะสัน (เขตราชเทวี): แก้มลิงใจกลางเมืองหลวงที่ช่วยระบายน้ำท่วมขังและช่วยเจือจาง
น้ำเสียในพื้นที่เขตเศรษฐกิจ
• แก้มลิงฝั่งตะวันตก (รับน้ำฝนฝั่งธนบุรี):
• แก้มลิงคลองมหาชัย - คลองสนามชัย (เขตบางขุนเทียน): โครงการเร่งด่วนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ทำหน้าที่รวบรวมน้ำหลากในพื้นที่ฝั่งธนบุรี นครปฐม และสมุทรสาคร เข้ามาเก็บกักในโครงข่ายคลอง ก่อนจะใช้ประตูระบายน้ำควบคุมเพื่อระบายลงสู่อ่าวไทยตอนน้ำลด
3) ประโยชน์ที่มากกว่าการแก้ปัญหาน้ำท่วม
นอกเหนือจากการป้องกันไม่ให้ตัวเมืองกรุงเทพฯ จมน้ำแล้ว แก้มลิงตามแนวพระราชดำริยังมอบประโยชน์อีก 3 ด้าน:
1. รักษาระบบนิเวศและบำบัดน้ำเสีย: น้ำเสียในคูคลองต่างๆ เมื่อไหลมารวมกันในแก้มลิง จะได้รับการเจือจางก่อนจะปล่อยลงสู่ทะเล ถือเป็นการใช้ “น้ำดีไล่น้ำเสีย” ไปในตัว
2. ป้องกันน้ำเค็มรุกล้ำ: ประตูระบายน้ำของโครงการแก้มลิงจะช่วยสกัดไม่ให้น้ำเค็มจากอ่าวไทยหนุนไหลย้อนกลับเข้ามาทำลายพื้นที่เกษตรกรรมในช่วงหน้าแล้ง
3. แหล่งกักเก็บน้ำจืด: บริเวณเหนือน้ำของประตูระบายน้ำสามารถเก็บสำรองน้ำจืดไว้ให้ประชาชน
รอบข้างใช้อุปโภค-บริโภคหรือทำเกษตรกรรมได้
4) โครงการที่ถูกภาคประชาชนและฝ่ายการเมืองตั้งข้อสังเกตว่า “หายไปหรือไม่ปรากฏแนวคุ้มครองในร่างผังเมืองรวม กทม. ฉบับใหม่” คือ กลุ่มโครงการบึงรับน้ำที่เคยผ่านประชาพิจารณ์ (ปี 2560) และผ่านมติ ครม. เห็นชอบหลักการเวนคืน (ปี 2562) ซึ่งมีทั้งสิ้น 6 โครงการ (ความจุกักเก็บน้ำรวมกว่า 5-6 ล้าน ลบ.ม.) โดยมีตัวอย่างโครงการที่เห็นภาพความเปลี่ยนแปลงเชิงพื้นที่ชัดเจน ได้แก่:
บึงรับน้ำบริเวณคลองคู้บอน (เขตคันนายาว/คลองสามวา): เนื้อที่ประมาณ 130 ไร่ ความจุ 870,000 ลบ.ม. ผ่านประชาพิจารณ์ปี 2560 และมติ ครม. ปี 2562 รวมถึงบรรจุในแผนสำนักการระบายน้ำปี 2565 แต่เมื่อถึงร่างผังเมืองปี 2566 พื้นที่กลับหายไปจากผังน้ำ และที่ดินเอกชนในแนวศึกษาถูกเปลี่ยนมือไปยังบริษัทอสังหาริมทรัพย์เพื่อรอการพัฒนาจัดสรร
บึงรับน้ำบริเวณคลองบางชัน (เขตมีนบุรี): เนื้อที่ทั้งหมด 39 ไร่ วางแผนเป็นบึงรับน้ำรองรับโซนมีนบุรี–คลองสามวา แต่ปัจจุบันแปลงที่ดินดังกล่าวกลายเป็นโครงการบ้านจัดสรรไปแล้ว
บึงรับน้ำบริเวณคลองสามวา 1 (เขตคลองสามวา): เนื้อที่ทั้งหมด 127 ไร่ ออกแบบให้เชื่อมโยงกับแนวคลองพระยาสุเรนทร์และคลองสามวา แต่จากความล่าช้าในการเวนคืน พื้นที่ส่วนใหญ่จึงถูกพัฒนาเป็นโครงการที่อยู่อาศัยไปเกือบหมดเช่นเดียวกัน
บึงรับน้ำบริเวณคลองสามวา 2 (เขตคลองสามวา): ความจุประมาณ 890,000 ลบ.ม.
บึงรับน้ำบริเวณคลองลำหม้อแตก (เขตสายไหม/บางเขน) และ บึงรับน้ำบริเวณคลองพระยาสุเรนทร์ (เขตคลองสามวา)
5) วันที่ 28 สิงหาคม 2569 นายณัฐนันท์ กัลยาศิริ (ทนายบอน) โพสต์เฟซบุ๊กหัวข้อทวงคืน [บึงรับน้ำคู้บอน] อีกรอบครับ ท่านผู้ว่าฯชัชชาติ สิทธิพันธุ์ โดยกล่าวว่า
โครงการบึงรับน้ำคู้บอน ถ้าสำเร็จจะมีเนื้อที่ประมาณ 130 ไร่ เก็บน้ำได้ 870,000 ลูกบาศก์เมตร ยิ่งไปกว่านั้น คนกรุงเทพตะวันออก มีนบุรี คลองสามวา คันนายาว จะมี “ปอด” ขนาดใหญ่มีพื้นที่สีเขียว มีสวนสาธารณะ สนามเด็กเล่น นอกจากป้องกันปัญหาน้ำท่วมแล้ว ยังมีคุณค่ามหาศาลในทางคุณภาพชีวิตอย่างประเมินค่าไม่ได้
โครงการบึงรับน้ำคู้บอน ชงเรื่องมาตั้งแต่ พ.ศ. 2560 จนถึงตอนนี้ ยังไม่สามารถดำเนินการได้สมัยท่านผู้ว่าฯชัชชาติฯ พี่น้องกลุ่มทวงคืนบึงรับน้ำฯ นำโดยพี่หมี พี่หญิง ก็ไปทวงกันมาหลายรอบแล้ว
สมัยก่อนผมเคยโพสต์ไว้ว่า “ถ้าโครงการนี้ไม่เกิด มีความเสี่ยงที่คนคลองสามวาและคันนายาวบริเวณ นั้น เช่น หมู่บ้านนันทิศา อาลักษณ์ บ้านพูน อาจจะต้องเป็นพื้นที่รับน้ำแทนบึงดังกล่าวในอนาคต”
วันนี้เกิดแล้วจริงๆ แต่ไม่ใช่เกิดบึงรับน้ำคู้บอน ที่น่าจะเกิดขึ้นแน่ๆ คือหมู่บ้านที่เอ่ยชื่อนั้น คงได้เป็นพื้นที่รับน้ำกันหมดครับ
ที่ผ่านมาคงไม่โทษใคร (ที่เป็นตัวบุคคล) และก็คงไม่มีใครการันตีได้ว่า ถ้าบึงรับน้ำนี้เกิดน้ำจะไม่ท่วม แต่ที่แน่ๆ มันก็คงบรรเทาเบาบางได้มากกว่านี้ครับ
ตามธรรมชาติของการระบายน้ำ กรุงเทพฯ ชั้นนอก มักถูกชะลอให้เป็นพื้นที่แช่น้ำ เพื่อป้องกันกรุงเทพชั้นใน น้ำเลยระบายช้า แช่นาน ดังนั้น การมีพื้นที่รับน้ำขนาดใหญ่ย่อมทำให้ กทม. มีทางเลือกในการพร่องน้ำ และบริหารจัดการน้ำได้มากกว่านี้ครับเห็นใจคนที่ต้องอยู่ในพื้นที่รับน้ำ แช่น้ำ ครับท่านผู้ว่าฯ”
6) เมื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่า
• ไม่มีคำสั่งจากผู้ว่าฯ กทม. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ให้ยกเลิกโครงการเป็นลายลักษณ์อักษร
• ปัญหาพื้นที่รับน้ำหายไป: โครงการบึงรับน้ำหลายแห่งค้างมาตั้งแต่ปี 2559-2560 โดยไม่มีการออกพระราชกฤษฎีกาเวนคืนที่ดิน ทำให้ไม่มีสภาพบังคับทางกฎหมาย และไม่ปรากฏในร่างผังเมืองใหม่
• การทบทวนความคุ้มค่า: ฝ่ายบริหารต้องประเมินความคุ้มค่าทางวิศวกรรมและเศรษฐศาสตร์ เนื่องจากราคาที่ดินสูงขึ้นมาก และบางพื้นที่ไม่สามารถเชื่อมต่อระบบระบายน้ำหลักได้อย่างมีประสิทธิภาพ
• สภาพความเป็นจริง: ปัญหาดังกล่าวเป็นการปล่อยให้โครงการตกไปตามสภาพจากความล่าช้าในอดีตและการต่อต้านจากการทำประชาพิจารณ์ของประชาชนในพื้นที่ ไม่ใช่การเซ็นยกเลิกนโยบาย
ดังนั้น การกล่าวหาว่า “นายชัชชาติ ยกเลิก” จึงเป็นคำกล่าวหาที่เจาะจงเกินไปไม่สามารถเอาผิดได้ แต่หากใช้คำว่า “ปล่อยให้สิ้นสภาพไป” โดยไม่ได้ให้ความสำคัญ อาจตรงกับพฤติการณ์มากกว่า !!
จิตกร บุษบา
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

