คอลัมน์ : กฎ กติกา ธุรกิจ

ฮั้วเลือก สว. พิสูจน์ได้จริงหรือไม่?
ข้อกล่าวหากรณี ฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในการคัดเลือก สว. ชุดที่ 13 ตามรัฐธรรมนูญ 2560 ถือเป็นหนึ่งในคดีทางการเมืองที่สร้างความสะเทือนโครงสร้างอำนาจและองค์กรอิสระอย่างมีนัยสำคัญ
กรณี “ฮั้ว สว.” เป็นสว.ที่เข้ามาในปี 2567 ที่ออกแบบให้เลือกกันเองและเลือกไขว้ระหว่าง 20 กลุ่มอาชีพ จากระดับอำเภอ จังหวัด สู่ระดับประเทศ โดยในระหว่างและหลังการนับคะแนน เกิดข้อสังเกตเรื่องความผิดปกติอย่างเป็นระบบ เช่น ผู้สมัครจำนวนมากได้ 0 คะแนน เพราะไม่ได้ลงคะแนนให้ตัวเอง,มีการลงคะแนนเป็นกลุ่มตามโพยตัวเลขเดียวกันอย่างแม่นยำ ซึ่งโอกาสที่เกิดขึ้นเป็นไปได้ยากมาก หรือแทบเป็นไปไม่ได้เลย และผลการคัดเลือกนำไปสู่กลุ่มที่ถูกเรียกว่า “สว. สีน้ำเงิน” ได้รับเลือกเข้ามาเป็นเสียงข้างมากในสภาสูงอย่างท่วมท้น
การร้องเรียนความผิดสังเกต นำไปสู่การยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และหน่วยงาน
ที่เกี่ยวข้อง ให้ตรวจสอบพฤติกรรมการจัดตั้งบุคคลเข้ามาเป็นผู้สมัครเพื่อเป็น “บันไดเสียง” (ผู้ลงคะแนนรับจ้าง) โดยมีการสนับสนุนทางการเงินจากกลุ่มการเมือง
กกต. ชุดใหญ่ ได้แต่งตั้ง คณะอนุกรรมการไต่สวน คณะที่ 26 ที่มีเจ้าหน้าที่ กกต. ร่วมกับเจ้าหน้าที่
จากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และพนักงานอัยการในการทำงาน ทำหน้าที่สืบสวน รวบรวมพยานหลักฐาน และจัดทำสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงด้วยการสอบปากคำพยานบุคคลจำนวนมาก รวมถึงใช้พยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ และทำการสรุปสำนวนชี้มูลความผิด เห็นควรให้ส่งฟ้องศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ถูกกล่าวหา 229 คน ซึ่งเป็น สว. 138 คน และบุคคลในเครือข่าย 91 คน
ต่อมา นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ได้มีคำสั่งมอบหมายให้ นายครรชิต เจริญอินทร์ รองเลขาธิการ กกต. ปฏิบัติหน้าที่ในการทำความเห็นและสรุปสำนวน ซึ่งได้มีความเห็นว่า ให้ กกต. ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของ สว. 136 คน
กกต. ชุดใหญ่ได้แต่งตั้ง คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 เพื่อกลั่นกรองความเห็นของคณะอนุกรรมการ คณะที่ 26 และทำความเห็นให้แก่ กกต. ชุดใหญ่ ซึ่งคณะอนุกรรมการ คณะที่ 36 มีมติให้ยกคำร้อง ในคดีข้อกล่าวหาเรื่องการฮั้วเลือกสว. สำหรับผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คน
ในที่สุด กกต. ได้ให้ข่าวว่า กกต. จะลงมติชี้ขาดเกี่ยวกับการฮั้วเลือก สว. ว่า จะส่งฟ้องศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ในวันที่ 14 กันยายน 2569 นี้
ในขณะเดียวกันกลุ่มเครือข่ายภาคประชาชน (iLaw) และ สส. พรรคประชาชน ซึ่งเป็นฝ่ายค้าน หรือที่เรียกว่าฝ่ายตรวจสอบการทำงานรัฐภาคประชาชน ได้ร่วมกันรวบรวม และแสดงหลักฐานบางส่วนเพื่อกดดันให้ กกต.ส่งฟ้องให้ศาลฎีกาวินิจฉัย โดยอ้างว่า มีพยานหลักฐานทางสถิติและการกระจายตัวของคะแนน (0 คะแนน) ภาพถ่ายและวิดีโอกระดานนับคะแนน โพยคะแนนและโค้ดลับการจัดตั้งหลักฐานนิติวิทยาศาสตร์และเส้นทางการเงิน (Digital Footprint) หลักฐานการติดต่อทางโทรศัพท์มือถือ และรวมถึงพยานบุคคลและคำให้การของอดีตผู้สมัคร
นอกจากนี้ ยังยืนยันว่า หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ เส้นทางการเงิน หลักฐานการติดต่อทางโทรศัพท์มือถือ และพยานบุคคลมีความแน่นหนาเพียงพอในระดับ “มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม” กกต. จึงมีหน้าที่ต้องส่งเรื่องให้ศาลฎีกาเป็นผู้ตัดสิน ไม่ควรตัดตอนยุติเรื่องไว้เองภายในองค์กร
ข้อสังเกตมีว่า ข้อมูลที่กลุ่มเครือข่ายดังกล่าวออกมาเผยแพร่ มีความถูกต้องน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใด เพราะการเข้าถึงข้อมูลดังกล่าว บุคคลธรรมดาทั่วไปที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ผู้มีหน้าที่ เกี่ยวข้อง ไม่สามารถจะเข้าถึงข้อมูลดังกล่าวได้ เว้นเสียแต่ว่า ข้อมูลดังกล่าวจะมีเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบภายในเป็นผู้ให้ข้อมูลแก่เครือข่าย
ปัญหาที่มีว่า กกต. ชุดใหญ่ จะยอมรับข้อมูลที่เปิดเผยเผยแพร่ในสังคมออนไลน์และข่าวทั่วไปไว้ในสำนวนหรือไม่ หากไม่ยอมรับข้อมูลไว้ในสำนวน อาจเป็นไปได้ว่า กกต. ชุดใหญ่ มีความเห็นว่า ยกคำร้องเรียนทั้งหมด และไม่ส่งฟ้องผู้ใดต่อศาลรัฐธรรมนูญ
ในอดีต เมื่อปีพ.ศ. 2559 คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เคยถูกศาลฎีกาพิพากษาจำคุก 2 ปี ในความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบถึง 3 คน ได้รับโทษจำคุกในเรือนจำ2 คน ส่วนอีก 1 คนเสียชีวิตไปก่อน
กรณีดังกล่าว เกิดขึ้นเกี่ยวกับการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรโดย กกต. เมื่อปี 2549 ที่เอื้อประโยชน์พรรคการเมืองใหญ่พรรคหนึ่ง จนผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็น สส. จากเพียงพรรคเดียว โดยพรรคการเมืองฝ่ายค้านหลัก 3 พรรค ไม่สมัครเข้ารับเลือกตั้งในครั้งนั้นด้วย และหลายเขตเลือกตั้งได้คะแนนไม่ถึงเกณฑ์ ที่จะเป็นสส. เพราะมีผู้สมัครรับเลือกตั้งเพียงคนเดียว จึงต้องจัดเลือกตั้งใหม่ และยังออกกฎระเบียบเอื้ออำนวยโอกาสให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งย้ายเขตการเลือกตั้งได้
ย้อนกลับมาถึงการเลือก สว. ล่าสุดเมื่อปี 2567 ที่ผ่านมา ตามรัฐธรรมนูญปัจจุบัน กกต. ไม่ได้เป็นผู้วินิจฉัยว่า การเลือก สว. ถูกต้องชอบธรรมหรือไม่ แต่มีหน้าที่เพียงว่า หากพิจารณาแล้วเห็นว่า การเลือก สว. มีข้อพิรุธ มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า มีการทุจริตต้องส่งฟ้องศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาด และกกต. เอง ไม่ใช่ศาลไม่มีหน้าที่วินิจฉัยการกระทำที่เกิดขึ้นว่า ผิดหรือถูก
กงล้อประวัติศาสตร์ จะหมุนย้อนกลับมาอีกครั้งหรือไม่ วันที่ 14 กันยายน 2569 ต้องจับตามองอย่างไม่กะพริบตา
ดร.รุจิระ บุนนาค
กรรมการผู้จัดการ
Marut Bunnag International Law Office
Twitter: @RujiraBunnag
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

