คอลัมน์ : Insight คริปโต

เราอยากได้สิ่งนั้นจริงๆ หรือแค่อยากได้เพราะคนอื่นมี?
ลองนึกถึงของชิ้นหนึ่งที่เมื่อเดือนก่อนเราไม่ได้อยากได้เลย อาจเป็นกระเป๋า โทรศัพท์ รถ หรือทริปต่างประเทศ แต่พอเห็นเพื่อนใช้ เห็นคนในโซเชียลพูดถึง หรือเห็นมันผ่านตาซ้ำๆ ของชิ้นเดิมก็เริ่มดูน่าสนใจ จาก “เฉยๆ” กลายเป็น “ก็น่ามีนะ” และไม่นานก็กลายเป็น “จริงๆ เราน่าจะต้องมี”
สิ่งที่เปลี่ยนอาจไม่ใช่สินค้าเลย แต่อาจเป็นมาตรฐานในหัวของเรา มนุษย์มักตัดสินว่าตัวเองมีมากหรือน้อยผ่านการเปรียบเทียบ เมื่อก่อนวงเปรียบเทียบอาจมีเพื่อนหรือญาติไม่กี่สิบคน แต่วันนี้เปิดโทรศัพท์สิบนาที ก็เห็นคนอายุเท่ากันที่ซื้อบ้าน เปิดธุรกิจ แต่งงาน หุ่นดี และเที่ยวต่างประเทศ พร้อมกันหมด
บางครั้งเราไม่ได้อยากได้กระเป๋า แต่อยากได้ความรู้สึกว่าตัวเองมีรสนิยมไม่ได้อยากได้รถ แต่อยากได้ความรู้สึกว่าตัวเองประสบความสำเร็จไม่ได้อยากไปเที่ยวที่นั้น แต่อยากได้หลักฐานว่าชีวิตของเรายังเดินหน้าและไม่ได้อยากมีชีวิตแบบคนอื่นทั้งหมดแต่อยากหนีความรู้สึกว่าชีวิตของตัวเองยังไม่ดีพอ
นี่ทำให้การบริโภคกลายเป็นเรื่องของตัวตนอย่างเงียบๆ เราไม่ได้ซื้อเพียงสิ่งของ แต่ซื้อคำตอบชั่วคราวให้กับความไม่มั่นคงบางอย่างในใจ ปัญหาคือ คำตอบแบบนี้อยู่ได้ไม่นาน เมื่อความตื่นเต้นจางลงสิ่งของยังอยู่ แต่ความรู้สึกที่เราพยายามซื้อกลับมาอาจหายไป แล้วเราก็ต้องมองหาสิ่งใหม่เพื่อเติมช่องว่างเดิมอีกครั้ง
คำถามสำคัญจึงอาจไม่ใช่ “เราซื้อไหวไหม” แต่คือ “เรากำลังพยายามรู้สึกอะไรผ่านการซื้อครั้งนี้”
ถ้าไม่มีใครเห็น เราจะยังอยากได้อยู่ไหมถ้าไม่มีใครกด Like เราจะยังรู้สึกว่ามันมีความหมายไหมถ้าไม่มีใครรู้ว่าเรามีสิ่งนี้ เราจะยังรู้สึกว่าชีวิตเราดีขึ้นหรือเปล่า
สิ่งที่น่าตกใจกว่า คือบางครั้งเราไม่ได้ซื้อของ แต่กำลังซื้อ “ตัวตน” ที่อยากเป็น
เราซื้อรองเท้าวิ่งใหม่เพราะรู้สึกว่าครั้งนี้จะจริงจังกับสุขภาพ ซื้อหนังสือกองใหม่เพราะชอบความรู้สึกว่า
กำลังพัฒนาตัวเอง หรือสมัครฟิตเนสเพราะแค่การจ่ายเงินก็ทำให้รู้สึกว่า “เริ่มแล้ว”
“การซื้อ” ให้ความรู้สึกของความก้าวหน้าได้เร็วกว่าการ “ลงมือทำ” ซื้อรองเท้าใช้เวลาห้านาที แต่สร้างนิสัยวิ่งอาจใช้หลายเดือน ซื้อหนังสือไม่กี่คลิก แต่อ่านให้จบต้องใช้วินัย เราจึงอาจเผลอซื้อภาพของตัวเองในอนาคต ทั้งที่พฤติกรรมจริงยังไม่เปลี่ยน
อีกนิสัยหนึ่งเกิดขึ้นเงียบๆ เมื่อรายได้เพิ่ม มาตรฐานชีวิตมักเพิ่มตาม กาแฟแก้วละ 70 บาท ที่เคยรู้สึกว่าดี อาจกลายเป็น 150 บาท ที่รู้สึกปกติ โรงแรมคืนละ 2,000 บาทที่เคยพิเศษ อาจกลายเป็น 5,000 บาทที่เริ่มธรรมดา
นี่คือเหตุผลว่าทำไม “มีมากขึ้น” ไม่ได้แปลว่า “รู้สึกว่ามีพอ” เสมอไป เพราะเมื่อฐานะดีขึ้น กลุ่มที่เราใช้เปรียบเทียบก็มักขยับตาม สิ่งที่เคยรู้สึกว่าเยอะจึงกลับกลายเป็นธรรมดาได้เร็วมาก
เราอาจยังซื้อของชิ้นนั้นได้ ยังไปเที่ยวที่นั้นได้ หรือยังอยากมีชีวิตที่ดีขึ้นได้ เพียงแต่ควรแน่ใจก่อนว่า เรากำลังเลือกมันเพราะมันสอดคล้องกับชีวิตที่อยากมีจริงๆ ไม่ใช่เพราะกลัวว่าชีวิตปัจจุบันจะดูน้อยเกินไปเมื่อเทียบกับคนอื่น
เพราะในท้ายที่สุด สิ่งที่น่ากลัวไม่ใช่การมีความอยากมากเกินไป แต่อาจเป็นการใช้เวลาทั้งชีวิตไล่ตามความอยากที่ไม่เคยเป็นของเราเองตั้งแต่แรก
บางทีสิ่งที่อันตรายที่สุด ไม่ใช่การอยากมีเหมือนคนอื่น แต่คือเริ่มใช้ชีวิตเพื่อไม่ให้รู้สึกว่าตัวเอง “ตามหลัง”
เพื่อนซื้อบ้าน เราเริ่มสงสัยว่าควรซื้อหรือยังคนอายุเท่ากันเปิดบริษัท เราเริ่มรู้สึกว่างานประจำที่เมื่อวานยังดี วันนี้ดูธรรมดา คนอื่นแต่งงาน เราเริ่มถามว่าชีวิตช้าไปหรือไม่ จาก “ฉันต้องการอะไร?” ค่อยๆ กลายเป็น “ในวัยนี้ฉันควรมีอะไรแล้ว?”
คำถามหลังไม่มีเส้นชัย เพราะจะมีคนที่มีมากกว่าหรือไปเร็วกว่าเราเสมอ ถ้าใช้ชีวิตคนอื่นเป็นไม้บรรทัด ความรู้สึกว่า “พอ” จะขยับหนีเราไปเรื่อยๆ
แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งไหนคือความต้องการจริง?
ลองสร้างระยะห่างระหว่าง “อยาก” กับ “ซื้อ” ของที่ไม่ได้วางแผนไว้ อาจรอ 24–72 ชั่วโมง ถ้ายังอยากได้หลังความตื่นเต้นหายไป มีโอกาสมากขึ้นว่ามันตอบโจทย์จริง ไม่ใช่แค่ Moment หนึ่งใน Feed
อีกคำถามที่ใช้ได้ดีคือ “ถ้าไม่มีใครเห็น เรายังอยากได้อยู่ไหม?” ถ้ารถคันนี้ไม่มีโลโก้ เรายังชอบไหม ถ้าไปเที่ยวแล้วโพสต์ไม่ได้ เรายังอยากไปหรือเปล่า ถ้าไม่มีใครรู้เงินเดือนเรา เรายังอยากทำงานนี้หรือไม่ คำถามนี้ไม่ได้มีไว้ตัดสินว่าเราฟุ่มเฟือยหรือชอบอวด แต่มันช่วยแยก “ประโยชน์” ที่เราได้รับจริง ออกจาก “สัญญาณ” ที่อยากส่งให้คนอื่นเห็น
สุดท้าย การมีชีวิตที่ดีไม่ใช่การหยุดอยาก หรือเลิก Social Media แต่คือการรู้ว่าอะไรมีค่ากับเราเพราะเราเลือกเอง และอะไรเริ่มมีค่าเพียงเพราะเห็นคนอื่นให้ค่ากับมันมากพอ ถ้าวันนี้ไม่มี Instagram ไม่มีใครรู้เงินเดือนเรา ไม่มีใครเห็นรถที่เราขับ ไม่มีใครรู้ว่าเราไปเที่ยวที่ไหน และไม่มีใครกด Like ชีวิตเราได้เลย เรายังอยากสร้างชีวิตแบบเดียวกับที่กำลังพยายามสร้างอยู่ตอนนี้หรือเปล่า?
คำตอบนั้นอาจบอกเราได้ดีกว่า Wish List ว่า อะไรคือสิ่งที่เราอยากได้จริงๆ และอะไรคือสิ่งที่เราเพียงเรียนรู้ว่าจะต้องอยากได้
ยาส์ชีลา ปูรี
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

