รวยไม่ไหวแล้ว

“พอแล้วๆ รวยไม่ไหวแล้ว ไม่มีที่เก็บตังค์แล้ว” คำโฆษณาชวนเชื่อของนายอนุทิน ชาญวีรกูล เมื่อตอนหาเสียง เวลานี้ก็ยังเป็น“วลียอดฮิต”ที่ถูกหยิบยกมาพูดถึงกัน ส่วนใหญ่จะถูกนำไปเปรียบเปรยเพื่อด้อยค่านายอนุทินเสียมากกว่า แต่อันที่จริงคนไทยในประเทศนี้ที่รวยไม่ไหวแล้วก็มีอยู่จำนวนไม่น้อย
โดยดูตัวเลขจากข้อมูลของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ซึ่งมีรายงานว่า ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 ที่อีกสองเดือนกำลังจะสิ้นปี คนไทยแห่ไปเที่ยวต่างประเทศเพิ่มขึ้นมากกว่าปีที่ผ่านมา เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกัน
สถิติดังกล่าวอ้างอิงจากข้อมูลของ“MSIG”ซึ่งเป็นบริษัทประกันวินาศภัยชั้นนำของไทย ที่ให้ประกันวินาศภัยครบวงจร พบว่า จำนวนตัวเลขการ“ประกันภัยการเดินทาง” เติบโตขึ้น 24 เปอร์เซ็นต์ และมีจำนวนกรมธรรม์รวม 606,461 กรมธรรม์ โดยเติบโตประมาณ 19 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568
ย้อนกลับไปดูตัวเลขในปี 2568 ที่การเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของ“ไลฟ์สไตล์”สำหรับคนไทยในยุคนี้ พบว่ามีคนไทยถึง 13.06 ล้านคนเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศ โดยเพิ่มขึ้น 11.4 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับปี 2567 และมีการใช้จ่ายรวมทั้งหมดมากกว่า 5.59 แสนล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้น 29.5 เปอร์เซ็นต์ ทั้งนี้ คิดเป็นค่าใช้จ่ายเฉลี่ยของแต่ละคน 42,790 บาทต่อทริป
เมื่อเห็นตัวเลขนี้แล้ว ต้องถือว่ามีคนไทยมากกว่า 13 ล้านคน จัดอยู่ในพวก“รวยไม่ไหวแล้ว” จากจำนวนประชากรไทยทั้งหมด 65.8 ล้านคน ตามตัวเลขอย่างเป็นทางการล่าสุดเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ซึ่งจำนวนคนไทยมากกว่า 13 ล้านคนนี้ ไม่นับบรรดา“เจ้าสัว”ที่รวยกระจุกไม่กี่สิบตระกูล ส่วนคนไทยที่จนจริงๆ แบบ “จนซ้ำซาก” ดูตัวเลขจากจำนวนคนไทยที่ได้สิทธิถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือ“บัตรคนจน” ซึ่งผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติตามโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ เมื่อสิ้นเดือนกันยายนที่ผ่านมามีทั้งหมด 11.25 ล้านคน
เรื่อง“รวยไม่ไหวแล้ว”นี้ ระหว่างวันที่ 7-11 ธันวาคมที่จะถึง หากไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงจากผลการประชุมวิป 3 ฝ่าย คือ ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน และฝ่ายคณะรัฐมนตรี คนไทยก็คงจะได้ยินซ้ำๆ แบบ“ผลิตซ้ำ”ของ สส.ฝ่ายค้าน ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายอนุทิน ชาญวีรกูล พร้อมรัฐมนตรีอีก 17 คนของพรรคภูมิใจไทย
เนื่องจากในญัตติของฝ่ายค้านที่เขียนนำร่องเกี่ยวกับประเด็นที่จะอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้น ระบุถึงคำพูดหาเสียงของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่เคยปราศรัยว่า “หากได้เป็นนายกรัฐมนตรีครบ 4 ปี จะทำให้ประชาชนรวยไม่ไหว” พร้อมทั้งบรรยายสรุปกล่าวหานายอนุทินไว้ในญัตติว่า
“ปล่อยให้บริวารและพวกพ้องฉวยโอกาส แสวงหาผลประโยชน์จากความเดือดร้อนของประชาชน ในช่วงเวลาวิกฤตข้าวยากหมากแพง มุ่งใช้งบประมาณแผ่นดินที่มีอยู่อย่างจำกัดจำเขี่ยเพื่อความมั่งคั่งและผลประโยชน์ของเครือข่ายพวกพ้อง หาได้สนใจไยดีต่อความทุกข์ร้อนของประชาชน และปัญหาของประเทศ เสแสร้งแกล้งรักชาติ เพื่อประโยชน์ทางการเมือง แต่กลับมีพฤติกรรมเนรคุณแผ่นดิน สมรู้ร่วมคิดรู้เห็นเป็นใจให้มีกระบวนการทุจริตการสอบเข้า บรรจุ และแต่งตั้งข้าราชการ รวมทั้งตัดตอนการตรวจสอบ แทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายทำให้ระบบราชการสยบยอมต่ออำนาจทางการเมือง”
มีคนไทยจำนวนไม่น้อยเมื่อได้ยินได้ฟังฝ่ายค้านกล่าวหานายอนุทิน ชาญวีรกูล ตามที่บรรยายไว้ในญัตติซึ่งเป็นแค่บางส่วนที่ยกมานั้น ต่างก็รู้สึกว่าเป็นไปได้อย่างไร ด้วยระยะเวลาเพียงแต่ 6 เดือนเศษที่“รัฐบาลอนุทิน 2”เข้ามาบริหารประเทศ สามารถทำให้ประเทศไทยเลวร้ายและวิกฤตไปทุกด้านได้ถึงขนาดนี้
ในทางกลับกัน การเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลของฝ่ายค้านในครั้งนี้ ฝ่ายที่จะได้ประโยชน์จริงๆ ก็คือรัฐบาล เพราะสามารถใช้โอกาสนี้ชี้แจงแสดงผลงาน ให้ประชาชนทั้งประเทศได้รับรู้จากการถ่ายทอดสด ว่ารัฐบาลได้ทำอะไรมาบ้าง เพื่อแก้ข้อกล่าวหาของฝ่ายค้าน
ผลงานบางส่วนของรัฐบาล ที่คนไทยส่วนใหญ่เห็นและได้รับประโยชน์จริงในระยะสั้นเฉพาะหน้า ก็คือ โครงการ“ไทยช่วยไทย พลัส” (60/40)”, “ช่วยลดค่าไฟฟ้า-ผลักดันพลังงานสะอาด” ข้อนี้คณะรัฐมนตรีก็เพิ่งจะมีมติอนุมัติเงินกู้ 7.2 หมื่นล้านบาทเดินหน้า 4 โครงการด้านพลังงาน เช่น โครงการโซลาร์ภาคประชาชน “ติดโซลาร์เซลล์-ขายไฟคืนได้” กรอบวงเงิน 5 หมื่นล้านบาท และรวมทั้ง“สูตรราคาน้ำมัน”ที่อ้างอิงราคาน้ำมันสำเร็จรูปจากตลาดสิงคโปร์ (MOPS) ในส่วนของ“ต้นทุนแฝงหรือราคาทิพย์” ซึ่งใช้มานาน 22 ปี กระทรวงพลังงานก็เพิ่งจะยกเลิกและประกาศใช้ “โครงสร้างการคำนวณราคาน้ำมันใหม่”ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป
หรือแม้แต่ปัญหา“ยิวอิสราเอล” นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ก็เพิ่งจะลงนามประกาศกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 28 ตุลาคมที่ผ่านมา “ถอนสัญชาติไทย”ของนายโจเซฟ เฮม แคนเตอร์ หรือ“แรบไบ โจเซฟ” ผู้นำชุมชนชาวยิวและประธานเครือข่ายชาบัด (Chabad) ในประเทศไทย ซึ่งจะเรียกว่าเป็น“เจ้าพ่อยิว”ในประเทศไทยก็ไม่ผิดนัก
เพราะ“แรบไบ โจเซฟ” ถือได้ว่าเป็นตัวการสำคัญของขบวนการ“ไซออนิสต์” ที่มีเครือข่ายอยู่ในจังหวัดเมืองท่องเที่ยว เช่นที่อำเภอเกาะสมุยและอำเภอเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี, จังหวัดภูเก็ต, จังหวัดเชียงใหม่, อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน และแม้แต่ในกรุงเทพฯ เป็นต้น หากปล่อยไว้ก็อันตรายต่อความมั่นคงของประเทศ ทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งบุคคลผู้นี้ได้“สัญชาติไทย”มาตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2556 สมัยรัฐบาล“ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” มีนายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็น “ผู้ลงนามอนุมัติ”
ว่าแต่ว่า เมื่อถึงวันอภิปรายจริง จะมีคนไทยสักกี่คนที่จะนั่งฟังการอภิปราย เพราะช่วงเวลานั้นถือว่าเป็นช่วงพักผ่อนและการเดินทางท่องเที่ยว ก่อนฉลองเทศกาลปีใหม่ !
รุ่งเรือง ปรีชากุล

