บทเรียนจากน้ำท่วม - มาช่วยกันคิด

ประเทศไทย โดยรัฐบาล ต้องมีแผนระดับชาติให้ครบวงจรเรื่องการป้องกันน้ำท่วม น้ำแล้ง ตั้งแต่การเก็บน้ำฝนให้มากที่สุด ปลูกป่า เพิ่มระบบชลประทานให้ครอบคลุมพื้นที่เกษตรทั้งหมดเท่าที่จะทำได้ ระบายน้ำ ที่เหลือให้ลงทะเลเร็วที่สุด มีระบบระบายน้ำทุกจังหวัดและ กทม. ให้มากและเร็วที่สุด มากกว่าขีดความสามารถในปัจจุบัน เพื่อป้องกันความรุนแรงของธรรมชาติในอนาคตที่จะมีบ่อยขึ้น รุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ป้องกันน้ำทะเลหนุน และมีการเตือนภัยล่วงหน้าอย่างแม่นยำ มีการบอกล่วงหน้าว่าถนนอะไรน้ำท่วมหรือจะท่วม ทั้งทางข่าวสื่อสารมวลชนและบนถนน มีความสามารถในการให้ความช่วยเหลืออย่างรวดเร็วทั่วถึง ในเวลาเดียวกัน รวมทั้งสามารถสูบน้ำออกจากทุกๆ ที่พร้อมกัน ถ้าคลองต่างๆ สามารถรับน้ำได้ อาจใช้ระบบโดรน เฮลิคอปเตอร์ รถสะเทินน้ำสะเทินบก ในการเข้าถึงที่ ที่ถูกน้ำตัดขาด มีรถสูง เรืออย่างเพียงพอ ฯลฯ
แล้วแต่ละบ้าน หมู่บ้าน ต่างก็ต้องเตรียมตัวกันด้วยทั้งนั้น
แต่ละบ้าน ชุมชนที่อยู่ในที่ลุ่ม ที่ต่ำ ที่น้ำเคยท่วมมาแล้วควรเรียนจากอดีต ต้องวางแผนป้องกันบ้านหมู่บ้านตนเองไว้ เช่น มีแนวทางป้องกันน้ำไหลเข้าหมู่บ้าน เป็นไปได้ไหมที่แต่ละบ้าน หมู่บ้านจะมีแก้มลิง หรือที่เก็บน้ำ รวมทั้งใต้ดิน ของตนเอง ที่ปกติเก็บน้ำไว้ใช้ แต่ในฤดูฝนอาจทำให้แห้งและเก็บน้ำได้เวลาฝนตกหนักๆ แต่ละบ้านมีวิธีกั้นน้ำเข้าบ้าน ถ้ามีกำแพงบ้านอยู่แล้วก็อาจง่ายขึ้น เพียงแต่มีอะไรมากั้นปิดประตู ที่จอดรถอาจทำให้สูงมากขึ้นเป็นพิเศษ เช่น อาจสูงถึง 2-3 เมตร และหรือมีวิธีการเก็บรถเพื่อไม่ให้รถจมน้ำ เช่น มีโรงรถที่เมื่อรถเข้าไปจอดแล้วเมื่อปิด น้ำเข้าไม่ได้ หรือจะมีวิธีอะไรก็แล้วแต่ที่ “ห่อหุ้มรถ” ได้อย่างง่ายๆ ซึ่งคนไทยคิดได้เก่งอยู่แล้ว เช่น ห่อรถด้วยพลาสติกแผ่นใหญ่ๆ แต่ถ้ามีวิธีถาวรที่ทำได้ง่ายๆ ก็จะสะดวกขึ้น จึงอยากให้นักคิดทั้งหลาย เช่น วิศวกร สถาปนิก ฯลฯ ช่วยกันคิด
แต่ละบ้าน หมู่บ้าน ควรมีเรือไว้บ้าง
แต่ละเขตควรมีรถราชการที่สูงที่วิ่งได้ถ้าน้ำท่วม 1-2 เมตรหรือไม่ ที่สร้างขึ้นพิเศษ แต่ละหมู่บ้านอาจช่วยกันลงขัน มีทั้งเรือและรถบรรทุกที่สูงเป็นพิเศษ ที่วิ่ง บรรทุกของ ได้อย่างไม่มีอันตราย
ทุกชุมชนควรมีที่หนีภัยของตนเองหรือไม่ มีที่พัก เก็บของ ที่จอดรถ ฯลฯ ควรมีท่อสูบน้ำใหญ่ เล็ก ฯลฯ อย่างเพียงพอ เขตต่างๆ ของ กทม.ควรมีที่สูบน้ำยักษ์ที่สามารถเคลื่อนที่ได้ ถ้ามีที่สูบน้ำซิ่งหรือยักษ์ หรือพญานาค เขตละ 1 เครื่อง ก็น่าจะพอ เพราะจะมีถึง 50 เขต เท่าที่ทราบ ราคาอาจมีตั้งแต่แสนบาทจนถึงเกือบล้านบาทต่อเครื่องแล้วแต่ขนาด ผมว่า กทม.ควรมีอย่างน้อย 10 เครื่อง (ถ้ายังไม่มี ยิ่งมากยิ่งดี) ที่สามารถเคลื่อนที่ได้ จะได้ไม่ต้องไปขอความช่วยเหลือจากต่างจังหวัด โดยเราต้องมีเครื่องสูบน้ำเพียงพอที่จะช่วยระบายน้ำจากทุกแห่งได้ในเวลาเดียวกัน เช่น ถ้ามีน้ำท่วม 30 แห่งสามารถสูบพร้อมกันได้เลยถ้าระดับน้ำในคลองเอื้ออำนวย
เราต้องมีแผนของชาติ ป้องกันน้ำเหนือ น้ำฝน น้ำทะเลที่อาจมาพร้อมกัน อย่าไปหวังพึ่งธรรมชาติว่าจะปรานีมาทีละอย่าง ฯลฯ ต้องวางแผนตั้งแต่บัดนี้ อย่างที่พูดเสมอๆ คนไทยเราเก่งอยู่แล้ว ถ้าทุกคน ทุกพรรค มาร่วมกันทำเพื่อประเทศ ประชาชนชาวไทย ทำโครงการใหญ่นี้ให้สำเร็จ ปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้งเกือบจะหมดไป หรือเบาบางลงมาก ถ้าเราวางแผน ป้องกันน้ำท่วมน้ำแล้งจริงๆ ก็จะประหยัดการสูญเสียในแต่ละปี ซึ่งมีน้ำท่วม/แล้งอยู่แล้วทุกปี และทุกๆ 5-10 ปีก็จะมีปัญหาใหญ่ๆ อีกเช่นปี 2569 ซึ่งเป็นการสูญเสียไปแบบเปล่าๆ เรามักแก้ปัญหาตอนเกิดแล้ว ทุ่มเงินแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ไม่ทำเพื่อป้องกันแบบระยะยาวแบบครบวงจร อย่างเอาจริงเอาจัง ถ้าเราลงทุนเต็มที่ในยามสงบให้ครบวงจร น้ำไม่ท่วม ไม่แล้ง จะคุ้มค่ามากกว่าการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ซึ่งจะเสียเงินไปเปล่าๆ และประชาชนเองก็ต้องสูญเสียทรัพยากรกันมากมายในแต่ละครอบครัว
ถ้างบประมาณไม่มี หรือมีไม่พอ (ควรมี เพราะเวลาฉุกเฉินก็มีจนได้) ก็ขอประชาชนทุกคนที่พอมีแรง ช่วยกันลงขันก็ยังได้ บ้านผมน้ำไม่ท่วม แต่ก็ยินดีที่จะช่วยลงขันสร้างระบบการป้องกันน้ำท่วม น้ำแล้ง อย่างถาวร รัฐบาลอาจต้องลงทุนปีละ 1-2 แสนล้านบาท โดยใช้เวลา 20 ปีอย่างต่อเนื่อง จริงจัง
ทั้งหมดที่พูดมานี้ไม่ใช่ว่าถูกต้อง ต้องทำ หรือทำได้ทั้งหมด แต่เป็นการกระตุ้นให้ทุกๆ คนช่วยกันคิดครับ ไม่มีวัตถุประสงค์ที่จะว่าใคร โทษใคร แต่ทุกคนควรมารวมหัวกันคิด ทำ เพื่อส่วนรวม เราเริ่มกันใหม่ตั้งแต่บัดนี้ วางแผนระยะสั้น และยาว มีคนไทยเก่งๆ มากมาย ต้องระดมมาช่วยกันคิดอย่างสร้างสรรค์เพื่อส่วนรวม ทำโครงการเพื่อป้องกันน้ำท่วม น้ำแล้ง แบบ once and for all และยังต้องมีระบบคอยบำรุงรักษาพัฒนาตลอดไป เราต้องอยู่กับธรรมชาติให้ได้ ถ้าไม่รีบวางแผน ทำแบบครบวงจร เราจะเสียแผ่นดินให้แก่ข้าศึกคนใหม่อย่างแน่นอน คือ ธรรมชาติ
นพ.พินิจ กุลละวณิชย์

