น้ำท่วม (กทม.)

กรุงเทพฯ (และหลายสิบจังหวัด)ในช่วงวันพฤหัสที่ 24 กันยายน 2569 จนถึงอย่างน้อยเช้าวันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน ประสบปัญหาน้ำท่วมรุนแรง โดยมีน้ำที่เกิดจากฝนตกสะสมประมาณ 300 กว่ามิลลิลิตรภายใน 3-4 วัน แต่กรุงเทพสามารถระบายน้ำได้เพียงประมาณวันละ 60 มม. หรือ 1,200 ลบ.ม.ต่อวินาที
ตอนที่ผมกลับบ้านบ่ายต้นๆ ของวันศุกร์ที่ 25 กันยายน รถยังวิ่งได้ดี (ถนนเพชรบุรีตัดใหม่เข้าเอกมัย) แต่พออีก 24 ชม. ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ ถนนเอกมัยแถวๆ ที่ผมอยู่น้ำท่วมหมด แต่ถนนทองหล่อ (สุขุมวิท 55) ที่อยู่ติดกับถนนเพชรบุรีตัดใหม่ไม่ท่วมเลย
ถนนวิภาวดีวิ่งไม่ได้เลย หลายถนนมีปัญหา แต่พอเช้าวันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน หลายๆ แห่ง รวมทั้งเอกมัย เพชรบุรีตัดใหม่บางส่วน ก็ดีขึ้น รถวิ่งได้ แต่หลายแห่งยังมีปัญหาอยู่อย่างมาก โดยเฉพาะที่ห่างไกลถนนหลัก เช่น ชุมชนเคหะร่มเกล้า เคหะคลองจั่น และคาดว่าจะยังมีน้ำค้างอยู่เป็นสัปดาห์ ฯลฯ
เช้านี้ (29 กย.) ถนนรถไม่ติดเลย เส้นทางที่ผมวิ่งเป็นประจำคือ แจ่มจันทร์ เอกมัย เพชรบุรีตัดใหม่ ประตูน้ำ ราชดำริ ฯลฯ
ผมพูดเสมอว่า ประเทศไทยโชคดีที่มีปัญหาจากภัยธรรมชาติน้อยมาก โชคดีกว่าหลายๆ ประเทศ เช่น ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ฯลฯ ที่มีทั้งแผ่นดินไหว ภูเขาไฟ สึนามิ พายุต่างๆ นานา แต่ทั้งๆ ที่เรามีเพียงน้ำท่วม น้ำแล้ง เราก็ยังแก้ปัญหาไม่ได้
ปัญหา คือ เราไม่เอาจริงอย่างต่อเนื่อง เรามีหลายหน่วยงานที่ดูแลน้ำ แต่ (เท่าที่ดู) ไม่มีการบูรณาการ ต้องทำให้ทุกหน่วยงานทำงานเหมือนอย่างที่นายกรัฐมนตรีกลับมาจากต่างประเทศเช้าวันที่ 27 กันยายน มาสั่งงานได้ทุกหน่วยงาน ประเทศไทยต้องเอาจริงเอาจังเกี่ยวกับปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง ซึ่งถ้าแก้ปัญหาหนึ่งได้ก็จะเป็นการแก้ปัญหาอีกอย่างไปในตัว เราต้องเอาจริงตั้งแต่บัดนี้และตลอดไป วางแผนระยะยาว และระยะสั้นและเริ่มต้นเลย หลักๆ มีไม่มาก ใครๆ ก็รู้ แต่รายละเอียดอยู่ที่การบริหารจัดการ ทุกๆ คน ทุกๆ หน่วยงาน ต้องทำโดยมีเป้าหมาย ข้อมูลเดียวกัน มีสายการบังคับบัญชาเดียวที่สั่งได้ทุกหน่วยงาน เพราะน้ำที่มาที่ กทม.ก็มีหลายสาเหตุ ทั้งจากทางเหนือ ซึ่งเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน จากฝน จากน้ำทะเลหนุน กรมอุตุ กรมชลประทาน กระทรวงทรัพยากร มหาดไทย ฯลฯ ต้องทำงานแบบบูรณาการ
น้ำที่ท่วม กทม.คราวนี้มาจากน้ำฝนที่ตกแช่ 3-4 วันเท่านั้น ยังไม่มีน้ำเหนือ หรือน้ำทะเลหนุนเท่าไหร่ หลักๆ คือ เราต้องพยายามระบายน้ำให้ได้มาก เร็วกว่านี้ ต่อไปนี้เราจะมีปัญหาเรื่องภัยธรรมชาติบ่อยขึ้น รุนแรงมากขึ้น และนานมากกว่าเดิม เราต้องเตรียมตัวที่จะรับฝนตกไม่ใช่วันละ 60 มม.เท่านั้น ต้องเตรียมรับวันละ 300-500 มม. ถ้าเป็นไปได้ทางด้านกายภาพและวิศวกรรม เพราะธรรมชาติไม่เคยปรานีใคร จะรุนแรงมากขึ้น ทั้งนี้ที่ธรรมชาติเป็นอย่างนี้ก็เป็นเพราะพฤติกรรมมนุษย์ในช่วงหลังปฏิวัติอุตสาหกรรม ปี ค.ศ. 1750-1850 เพราะเราเริ่มใช้พลังงานจากถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซ ฯลฯ ทำให้มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมาทำให้มีสภาวะโลกร้อน
อีกหน่อยธรรมชาติจะรุนแรงมากขึ้น ฝนจะตกหรือแล้งมากขึ้น บ่อยขึ้น รุนแรงขึ้น นานขึ้น น้ำทะเลจะสูงขึ้นเพราะน้ำแข็ง หิมะ จะละลายมากขึ้น อ.ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เคยกล่าวไว้ว่าน้ำ 100 หยดเราเก็บไว้ได้เพียง 3 หยด ฉะนั้นเราจะต้องเก็บน้ำให้มากที่สุด เมื่อเก็บน้ำได้เต็มที่แล้วถ้ายังมีน้ำอีกมาก เราต้องสร้างทางให้น้ำไหลลงทะเลโดยให้มีอันตรายต่อประชาชนให้น้อยที่สุด โดยเร็วที่สุด ซึ่งอย่างที่รัฐบาลเพิ่งประกาศในวันที่ 29 กย. เกี่ยวกับโครงการคลองชัยนาทป่าสัก โดยเพิ่มคลองจากป่าสัก 136 กม. ลงสู่อ่าวไทย ซึ่งจะเป็นการผันน้ำลงสู่ทะเล โดยจะใช้เวลาสร้าง 8 ปี งบประมาณ 165,000 ล้านบาท หรือผันน้ำไปสู่ที่ๆ ประชาชนต้องการ ต้องขุดแม่น้ำ คลอง หนอง บึง ให้กว้าง ลึก มีกำแพงกั้น และต้องมีระบบ “กั้นน้ำทะเล”อย่างประเทศเนเธอร์แลนด์และทำให้ดีกว่า เนื่องจากเทคโนโลยีมีความก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น
เราต้องสร้าง “แก้มลิง” อย่างที่พ่อหลวง ร.9 ท่านรับสั่งไว้ สร้างให้มากที่สุดทั่วประเทศ ตั้งแต่สุดภาคเหนือจรดใต้สุด ถ้าเป็นไปได้ สร้างท่อส่งน้ำติดต่อกันสำหรับทุกเขื่อนใหญ่ๆ เพราะมีบ่อยที่ฝนตกต่ำกว่าเขื่อน ฉะนั้นถ้าเขื่อนใดน้ำเต็มก็สูบส่งไปยังเขื่อนที่ยังรับน้ำได้อีก
และรัฐบาล ภาคเอกชน ต้องไม่ไปสร้างบ้าน ที่อยู่อาศัย ในทางเดินของน้ำ ที่ๆ ต่ำ ทุกๆ ที่อยู่อาศัย ชุมชนต้องมีระบบป้องกันน้ำที่ดี เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่ากรุงเทพแผ่นดินทรุดต่ำลงทุกปี ถ้าเราไม่วางแผนตั้งแต่บัดนี้ก็จะช้าไป ผมไม่อยากให้ใครต้องทนทุกข์ทรมานเหมือนพี่น้องประชาชนเช่นที่ร่มเกล้า คลองจั่น ฯลฯ พวกเราหลายคนโชคดี แต่อยากให้ทุกๆ คนโชคดีด้วย โชคดีด้วยการวางแผนอย่างจริงจังและทำต่อเนื่อง
การป้องกันน้ำท่วม น้ำแล้ง ไม่ใช่หน้าที่ของ กทม.หรือหน่วยงานหนึ่งหน่วยงานใด เพราะมันใหญ่เกินไป รัฐบาลต้องออกมาเป็นผู้นำ อยากให้รัฐบาลทำงานแบบที่ท่านนายกรัฐมนตรีทำในขณะนี้ ลงตรวจพื้นที่ สั่งการให้ทุกหน่วยช่วยกัน ที่ไหนเดือดร้อนหน่วยช่วยต้องไปถึงทันที น้ำ ไฟ อาหาร ห้องสุขา การรักษาพยาบาล ฯลฯ และทำแบบนี้ตลอดไปตั้งแต่บัดนี้ จริงๆ แล้วถ้าระบบดี ไม่น่าจะต้องเป็นนายกสั่งการทุกที แต่ต้องสร้างระบบที่ดีไว้ เริ่มตั้งแต่การป้องกัน ฯลฯ
นี่เรายังโชคดีที่มีแต่น้ำฝนถึงแม้จะมาก ถ้าตกเท่านี้ช่วงเวลาที่น้ำเหนือก็มา และน้ำทะเลหนุนขึ้นมาก จะมีความเสียหายที่ยิ่งใหญ่กว่านี้
ปรากฏการณ์ของปี 2554 และปี 2569 จะปรากฏขึ้นเรื่อยๆ บ่อยขึ้น รุนแรงขึ้น ประเทศไทยต้องกล้าลงทุน ดีกว่าเสียไปเปล่าๆ เช่นปี 2554 ที่สูญเสียเศรษฐกิจไปถึง 1.4 ล้านๆ บาท!? ถ้าเอาเงินนี้มาวางแผนให้ดี ครบวงจร ทำต่อเนื่องให้เร็วที่สุดเราคงไม่มีปรากฏการณ์ 2569 และที่สำคัญ คือต้องไม่มีการคอรัปชั่นในการก่อสร้างต่างๆ นานา เราต้องนำโดรนมาใช้ให้มากกว่านี้ เพราะมีหลายสถานที่ๆ รถเข้าไม่ได้ และเรือมีไม่พอ
ทุกๆ คนต้องช่วยกัน เพราะน้ำท่วม น้ำแล้ง เกิดจากพวกเราทุกๆ คน ไม่มากก็น้อย ที่มีส่วนทำให้โลกร้อน เราต้องป้องกัน ลดโลกร้อน เช่น ด้วยการช่วยกันปลูกป่า ไม่ใช้ถ่านหิน น้ำมัน ก๊าซ ฯลฯ
นพ.พินิจ กุลละวณิชย์

