ชงปปช.สอบต่อ DSIสรุปสำนวนคดีสแกนม่านตา โยง‘นักการเมือง-จนท.รัฐ’เอี่ยว

ชงปปช.สอบต่อ DSIสรุปสำนวนคดีสแกนม่านตา โยง‘นักการเมือง-จนท.รัฐ’เอี่ยว

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ชงปปช.สอบต่อ
DSIสรุปสำนวนคดีสแกนม่านตา
โยง‘นักการเมือง-จนท.รัฐ’เอี่ยว

ดีเอสไอสรุปสำนวนคดีสแกนม่านตาแลกเหรียญดิจิทัล ส่ง ป.ป.ช.ไต่สวนข้อเท็จจริง หลังพบนักการเมือง-จนท.รัฐมีเอี่ยว

เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 รายงานข่าวแจ้งว่า วันที่ 3 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ทำหนังสือด่วนที่สุดที่ ยธ 0823 ถึงเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีรายละเอียดว่า ด้วยกรมสอบสวนคดีพิเศษได้สอบสวนกรณีธุรกิจสแกนม่านตาแลกเหรียญคริปโตภายใต้โครงการ Worldcoin อันอาจเป็นความผิดตามพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 14 วรรคหนึ่ง(1) เป็นคดีพิเศษที่ 148/2568


จากการสอบสวนน่าเชื่อว่า กรณีกลุ่มบุคคลและคณะบุคคลที่ทำความผิดเกี่ยวกับ “ธุรกิจสแกนม่านตาแลกเหรียญคริปโต ภายใต้โครงการ Worldcoin” มีพฤติการณ์ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งอาจมีการกระทำที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 ตามมาตรา 28 ประกอบมาตรา 30 และมาตรา 48 จึงขอส่งสำนวนการสอบสวนคดีพิเศษที่ 148/2568 มายังท่านเพื่อโปรดพิจารณาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ รายละเอียดปรากฏตามสิ่งที่ส่งมาด้วย หากผลเป็นประการใดโปรดแจ้งให้กรมสอบสวนคดีพิเศษทราบด้วย ทั้งนี้ มอบหมายให้นายวิทวัส สุคันธรส ผู้อำนวยการกองคดียาเสพติด เป็นผู้ประสานงานเรื่องดังกล่าว และถ้าการตรวจสอบของกลางอื่นเสร็จแล้วดีเอสไอจะส่งผลตรวจสอบพร้อมของกลางไปยังท่าน เพื่อประกอบการพิจารณาดำเนินการเพิ่มเติมต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันเดียวกันนี้คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษส่งสำนวนคดี 6 กล่อง แฟ้ม 10 แฟ้ม และเอกสารประมาณ 5,000 แผ่น ไปยังสำนักงาน ป.ป.ช. จังหวัดนนทบุรี เสร็จเรียบร้อยแล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีดังกล่าวสืบเนื่องจากนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)เปิดเผยถึงประเด็นภาพเหตุการณ์เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2567 ซึ่งเป็นภาพการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และบริษัทไพรม์ ออพ พอร์ทูนิตี้ฟันด์ วิซีซี จากประเทศสิงคโปร์(Prime Opportunity Fund VCCSingapore) มีนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ตำแหน่งขณะนั้น) ร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนาม MOU

ซึ่งนายไชยชนกขอให้ตรวจสอบติดตามและรายงานผลดำเนินการดังกล่าวด่วนที่สุด พร้อมมีคำสั่งเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 ยกเลิกบันทึกข้อตกลง (MOU) ระหว่างกระทรวงดีอีฯ และบริษัท Prime Opportunity Fund VCC Singapore ดังกล่าว หลังพบความไม่ชอบมาพากล และประสานขอให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)กับสำนักงาน ปปง. ช่วยตรวจสอบข้อเท็จจริง นอกจากนี้ ยังพบข้อพิรุธหลายเรื่อง อาทิ การจัดทำ MOUดังกล่าว เริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม 2567 และลงนาม MOU วันที่ 27 มีนาคม 2567 ใช้เวลาดำเนินการเพียง 3 วันและพบว่าเกี่ยวโยงกับการเก็บข้อมูลสแกนม่านตาคนไทยกว่า 1.2 ล้านราย

กระทั่งกรมสอบสวนคดีพิเศษรับเป็นคดีพิเศษที่ 148/2568 เพื่อตรวจสอบกรณีธุรกิจสแกนม่านตาแลก
เหรียญคริปโตเคอร์เรนซี ภายใต้โครงการ Worldcoin และเชิญ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย(ตำแหน่งขณะนั้น รมว.ดิจิทัลฯ)นายวัลลภ รุจิรากร (ตำแหน่งในขณะนั้น เลขานุการ รมว.ดิจิทัลฯ) และนายวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ประธานกรรมการ ก.ล.ต. ในฐานะอดีตปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ เพื่อสอบปากคำพยานเกี่ยวกับที่มาที่ไปของการจัดทำ MOU ระหว่างกระทรวง
ดิจิทัลฯกับบริษัทไพรม์ ออพ พอร์ทูนิตี้ฟันด์ วิซีซี จากประเทศสิงคโปร์ และขยายผลตรวจสอบพื้นที่เป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับบริษัทกลุ่มที่นำเข้าโครงการสแกนม่านตา ที่เชื่อมโยงกับการจัดทำ MOU ระหว่างกระทรวงดิจิทัลฯ กับกองทุน Prime Opportunity Fund VCC ประเทศสิงคโปร์ จากการตรวจสอบของพนักงานสอบสวนพบว่า การดำเนินการในโครงการสแกนม่านตาพบความผิดปกติในการบริหารโครงการและการแบ่งผลประโยชน์จากเหรียญ คริปโตเคอร์เรนซี่ ที่ได้รับจากต่างประเทศ ซึ่งมีมูลเข้าข่ายเป็นความผิดพ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 14

รายงานข่าวระบุอีกว่า ผลสอบของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงของกระทรวงดีอี รวมถึงพยานหลักฐานการสอบสวนของดีเอสไอพบว่าเรื่องดังกล่าว มีข้าราชการฝ่ายการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐของกระทรวงดีอีรวม6 ราย เข้ามาเกี่ยวข้องกับ MOU ซึ่งตามกฎหมายถ้าพบมีเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือฝ่ายการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องดีเอสไอต้องนำสำนวนพร้อมรายละเอียดพฤติการณ์ แจ้งไปยังคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อรับไปดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 ซึ่งเป็นอำนาจของ ป.ป.ช. ในการไต่สวนเจ้าหน้าที่รัฐ กระทำผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม หลังจากนี้เป็นการพิจารณาของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ว่าจะรับไปดำเนินการเองทั้งหมด หรือจะส่งส่วนใดส่วนหนึ่งกลับมายังดีเอสไอให้ดำเนินการ

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top