วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569
๔. การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
(ดิลกะ ลัทธพิพัฒน์)
“…งานด้านการศึกษาเป็นงานที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของชาติ เพราะความเจริญและความเสื่อมของชาตินั้น ขึ้นอยู่กับการศึกษาของพลเมืองเป็นข้อใหญ่ จึงต้องจัดการศึกษาให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น…”
พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร ณ วิทยาลัยวิชาการศึกษาประสานมิตร ๑๒ ธันวาคม ๒๕๑๒
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ ทรงตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาทรัพยากรบุคคลเพื่อให้ประชาชนมีทักษะ สามารถพึ่งพาตนเองและจัดการปัญหาส่วนรวมได้ ดังเห็นได้จากพระราชกรณียกิจด้านการพัฒนาการศึกษา ทรงส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาทุกระดับทุกประเภท โดยมีตัวอย่างมากมายตั้งแต่สมัยต้นรัชกาล พระองค์ทรงห่วงใยเป็นพิเศษในชีวิตและอนาคตของเยาวชน โดยเฉพาะกลุ่มที่มาจากครอบครัวที่เสียเปรียบด้านเศรษฐกิจและสังคม อยู่ในพื้นที่ชนบทหรือท้องถิ่นชายแดนห่างไกลการคมนาคม
นอกจากงานด้านการศึกษาแล้วพระองค์ยังทรงริเริ่มโครงการในพระราชดำริหลายโครงการที่สร้างสรรค์นวัตกรรมและองค์ความรู้เพื่อถ่ายทอดให้พสกนิกรสามารถนำไปใช้ประกอบอาชีพได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยเฉพาะงานด้านการเกษตรและการประมง ซึ่งเป็นองค์ความรู้ที่มีความจำเป็นมากในการพัฒนาประเทศในระยะแรก อาทิ โครงการฟาร์มตัวอย่างและศูนย์วิจัยและพัฒนาประมง โครงการเหล่านี้กลายเป็นศูนย์การเรียนรู้ให้แก่เกษตรกรได้นำองค์ความรู้ไปปรับใช้กับสภาพปัญหาในพื้นที่ตนเองได้อย่างเหมาะสม ซึ่งนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิต เพิ่มรายได้ และลดความเหลื่อมล้ำของสังคม
ในช่วงสี่ทศวรรษที่ผ่านมา ความเป็นอยู่ของประชาชนไทยดีขึ้นมาก ประเทศไทยพัฒนาจากประเทศรายได้ต่ำเป็นประเทศที่มีระดับรายได้ปานกลางค่อนข้างสูง เด็กเกือบทุกคนสามารถเข้าเรียนในระดับประถมศึกษา และอัตราการเข้าเรียนระดับมัธยมก็เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด อย่างไรก็ดี ภายใต้ระบบเศรษฐกิจที่มีความสลับซับซ้อนมากขึ้น การขยายโอกาสทางการศึกษาอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะยกระดับประเทศไทยไปสู่ประเทศที่มีรายได้ สูงได้ จำเป็นต้องมีการพัฒนาคุณภาพการศึกษาควบคู่ไปกับการพัฒนาด้านงานวิจัยและพัฒนา (R&D) ให้ทัดเทียมกับประเทศที่พัฒนาแล้ว เพื่อให้แรงงานไทยมีศักยภาพในการสร้างนวัตกรรม มีทักษะในการใช้และรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ
งานวิจัยของธนาคารโลกพบว่าผลตอบแทนจากการลงทุนด้าน R&D ของภาครัฐในกลุ่มประเทศ ASEAN+3 เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณร้อยละ ๓๐๐ ขณะที่ R&D ของภาคธุรกิจมีผลตอบแทนประมาณร้อยละ ๘๐อย่างไรก็ดี เป็นที่น่าเสียใจว่าที่ผ่านมาประเทศไทยกลับมีการลงทุนด้าน R&D ที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค ดังเห็นได้จากสัดส่วนเงินลงทุนด้าน R&D ของไทยซึ่งน้อยกว่าร้อยละ ๐.๕ ของ GDP มาโดยตลอด ขณะที่ประเทศจีนได้เพิ่มสัดส่วนเงินลงทุนด้าน R&D จากร้อยละ๐.๕ ในปี พ.ศ. ๒๕๓๙ มาเป็นร้อยละ ๒.๑ ในปัจจุบัน ส่วนเวียดนามตั้งเป้าที่จะเพิ่มสัดส่วนการลงทุนด้าน R&D ไว้ที่ร้อยละ๒ ภายในปี พ.ศ. ๒๕๖๓ ดังนั้น เพื่อให้ประเทศไทยสามารถเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและพัฒนาเป็นประเทศที่มีรายได้สูง รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ ดังที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ ได้ทรงปฏิบัติไว้เป็นตัวอย่าง
๕. ในหลวงกับวิสาหกิจเพื่อสังคม
(ภาวิน ศิริประภานุกูล)
แนวคิดการพัฒนาเศรษฐกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งสะท้อนผ่านกระแสพระราชดำรัสและพระราชกรณียกิจนานัปการ ตั้งอยู่บนหลักการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง โดยการพัฒนาลักษณะนี้มิได้ต้องการผลลัพธ์ที่รวดเร็วและฉาบฉวย หากแต่มุ่งหวังการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างที่คงทน ที่จะทำให้ประชาชนสามารถยืนหยัดอยู่บนลำแข้งของตนเองได้ในระยะยาว
หน่วยธุรกิจในลักษณะวิสาหกิจเพื่อสังคมถูกนำมาใช้เป็นองค์ประกอบสำคัญเพื่อสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยปวงชนชาวไทยสามารถเรียนรู้จากประสบการณ์วิสาหกิจเพื่อสังคมของพระองค์เพื่อนำมาใช้เป็นแบบอย่างในอนาคต โดยบทความนี้จะขอกล่าวถึง บริษัท ดอยคำผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด ซึ่งมีที่มาและลักษณะการดำเนินการที่มีความน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง
บริษัท ดอยคำผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด จัดตั้งขึ้นปี พ.ศ.๒๕๓๗ แต่มีจุดเริ่มต้นที่เกี่ยวพันกับพระราชกรณียกิจช่วงปี พ.ศ. ๒๕๑๒ ที่ทรงต้องการแก้ปัญหาการปลูกฝิ่นของชาวเขาในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศ โดยช่วงเวลาดังกล่าว พระองค์มีพระราชดำริให้จัดตั้งโครงการหลวงพระบรมราชานุเคราะห์ชาวเขาขึ้น เพื่อส่งเสริมให้ชาวเขาปลูกพืชชนิดอื่นทดแทนการปลูกฝิ่น อาทิ ท้อ ลิ้นจี่ แอปเปิ้ล มันฝรั่ง เป็นต้น
การดำเนินการโครงการหลวงสามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้คนให้หันมาปลูกพืชทดแทนได้ อย่างไรก็ตาม พืชผลทดแทนดังกล่าวมิใช่สิ่งที่ชาวบ้านคุ้นเคย ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาการจัดหาตลาดรองรับผลผลิตดังกล่าว พระองค์จึงมีพระราชดำริให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปแก้ไขปัญหา นำมาซึ่งการจัดตั้งบริษัท ดอยคำผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด ในที่สุด
การดำเนินการหลักของ บริษัทดอยคำผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด เป็นการดำเนินการด้านการตลาดให้ผลผลิตการเกษตรในโครงการหลวงอย่างครบวงจร โดยมิได้มุ่งหวังผลกำไร บริษัทมีบทบาทหลักในการยกระดับราคาสินค้าเกษตรโครงการหลวง ผ่านการแปรรูปสินค้าอย่างมีคุณภาพและการจัดหาช่องทางจัดจำหน่ายที่เข้าถึงผู้บริโภค
เมื่อมองจากจุดตั้งต้นแล้วสามารถกล่าวได้ว่า บริษัท ดอยคำผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด เป็นองค์ประกอบสำคัญอย่างยิ่งยวดที่ป้องกันมิให้ชาวเขาหวนกลับไปปลูกฝิ่นอีกครั้ง บริษัทยังมีบทบาทในการยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวเขาเหล่านั้นรวมถึงยังเป็นพื้นที่สำหรับการฝึกฝนเรียนรู้ในการทำธุรกิจอีกด้วย และที่สำคัญอาจกล่าวได้ว่าการจัดตั้งบริษัทเป็นเสมือนการเติมเต็มในสิ่งที่ขาดให้กับโครงการพัฒนา ซึ่งจะส่งผลให้โครงการดังกล่าวสามารถอยู่รอดและเติบโตได้ด้วยตนเองอย่างยั่งยืนในทุกองค์ประกอบ
พระอัจฉริยภาพที่สะท้อนผ่านการดำเนินโครงการพัฒนาที่ยั่งยืนนี้สมควรอย่างยิ่งต่อการน้อมรำลึกถึง และการนำไปเป็นต้นแบบในการดำเนินงานการพัฒนาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป
…………………….
๖. ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงกับการดำเนินนโยบายการคลัง
(อธิภัทร มุทิตาเจริญ)
ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ผู้มีพระวิสัยทัศน์กว้างขวาง ทรงตระหนักถึงกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกและผลกระทบในบริบทของประเทศไทย แนวพระราชดำริปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่พระราชทานแก่พสกนิกรเพื่อให้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขบนหลักความพอประมาณ มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกัน สามารถนำมาเป็นบทเรียนสำหรับการดำเนินนโยบายการคลังของประเทศไทยในปัจจุบันได้อย่างดียิ่ง
“พอประมาณ” คือ ความพอดีไม่มากเกินไป ไม่น้อยเกินไป ตั้งอยู่บนความเป็นจริง หลักความพอประมาณนี้ สอนให้ผู้บริหารประเทศตั้งอยู่บนความพอดี ไม่มองโลกในแง่ดีจนเกินไป ใช้ความสมเหตุสมผลในการดำเนินโครงการสาธารณะ ตัวอย่างหนึ่งคือ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ โครงการเหล่านี้ควรได้รับการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ(Feasibility study) อย่างรอบคอบ โดยใช้สมมุติฐานที่ตั้งอยู่บนความเป็นจริงและเปิดเผยให้สาธารณชนตรวจสอบได้ ก่อนการตัดสินใจดำเนินการ
ดั่งพระราชดำรัสในปี พ.ศ. ๒๕๔๐ “จะทำโครงการอะไร ก็ต้องนึกถึงขนาดที่เหมาะสมที่เรียกว่าอัตภาพ หรือกับสิ่งแวดล้อม ฉะนั้นการที่จะทำโครงการอะไร จะต้องทำด้วยความรอบคอบและอย่าตาโตเกินไป ”
“มีเหตุผล”คือ คิดไตร่ตรองผลกระทบอย่างรอบด้าน หลักความมีเหตุผลนี้สำคัญยิ่งสำหรับการออกแบบมาตรการการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ แนวปรัชญานี้ชี้ว่า เราไม่ควรมุ่งหวังแค่เพียงผลลัพธ์ในรูปของตัวเลขการขยายตัวของ GDP เท่านั้น แต่ควรจะคำนึงถึงผลกระทบในระดับจุลภาค ต่อความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างแท้จริงด้วย ตัวอย่างหนึ่ง คือ โครงการการมอบแรงจูงใจในรูปภาษี หรือตัวเงินอื่นๆ เพื่อให้ประชาชนเร่งซื้อของหรือสร้างหนี้ภายในระยะเวลาที่กำหนด รัฐบาลไม่ควรพิจารณาเพียงประสิทธิผลการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นเพียงไม่กี่ไตรมาสเท่านั้น แต่ยังควรที่จะไตร่ตรองผลกระทบรายบุคคลต่อสภาวะทางการเงินของผู้เข้าร่วมโครงการด้วย
ดั่งพระราชดำรัสปี พ.ศ. ๒๕๓๖ “ทฤษฎีว่าถ้ามีเงินเท่านั้นๆ มีการกู้เท่านั้นๆ หมายความว่าเศรษฐกิจก้าวหน้า แล้วประเทศก็เจริญมีหวังว่าจะเป็นมหาอำนาจ ขอโทษเลยต้องเตือนเขาว่าจริง ตัวเลขดี แต่ถ้าเราไม่ระมัดระวังในความต้องการพื้นฐานของประชาชนนั้นไม่มีทาง”
“มีภูมิคุ้มกัน”คือ สร้างเศรษฐกิจไทยให้แข็งแกร่งจากภายใน ลดความอ่อนไหวต่อปัจจัยทั้งในและนอกประเทศ พระองค์ท่านทรงสอนให้คนไทยสร้างรากฐานในการดำรงชีวิต ซึ่งรากฐานนั้นจะมั่นคงได้ต้องอาศัยภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่ง ในบริบทการคลัง ภูมิคุ้มกันหนึ่งที่สำคัญคือการมีพื้นที่ทางการคลัง(Fiscal Space)ที่มากเพียงพอที่จะรองรับสิ่งต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้โดยไม่คาดฝัน ตัวอย่างหนึ่งคือ การรักษาระดับหนี้สาธารณะไว้ไม่ให้สูงเกินไป จนจำกัดความสามารถของรัฐบาลในการก่อหนี้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในยามที่จำเป็น
ดั่งพระราชดำรัสปีพ.ศ.๒๕๔๑“เศรษฐกิจพอเพียงสอนให้เราไม่โลภจนเป็นการผลาญตัวเองแต่เป็นเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนและมีภูมิคุ้มกัน”
จะเห็นได้ว่าปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนั้นสะท้อนความเป็นจริงในบริบทการคลังได้เป็นอย่างดี การดำเนินนโยบายการคลังโดยให้ความสำคัญกับ ๓ ห่วง นั่นคือ ความพอประมาณ การมีเหตุผล และการมีภูมิคุ้มกัน ภายใต้เงื่อนไขของการมีความรู้และคุณธรรม จะสามารถนำพาประเทศไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน
…………………………..
ขอขอบคุณสถาบันวิจัยเศรษฐกิจ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มา ณ โอกาสนี้ด้วยครับ
สำหรับบทความตอนที่ 3 (ตอนสุดท้าย) โปรดติดตามในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2559 ครับ

เกรด 4.00 อาจไม่ใช่คำตอบ! ณัฏฐ์ มงคลนาวิน ชี้ทางรอดเด็กไทยยุค AI 2026
แฟนคลับส่งกำลังใจ อ้ายสติ๊ก อินฟลูฯดัง หัวใจเต้นผิดจังหวะอยู่ไอซียู
หนุน อนุทิน เดินตลาดฟังเสียงจริง! เทพไท จี้อัปวงเงินคนละครึ่ง 5,000 บาท ช่วย ปชช.
เศรษฐกิจสงกรานต์ซบเซา? ผลโพลชี้คนไทยปรับแผนงดฉลอง ประหยัดงบ เซ่นพิษน้ำมันแพง
ร้อนปรอทแตก! ทั่วไทยร้อนจัด เตือนเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี