วันอาทิตย์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2569
ผมขออนุญาตใช้พื้นที่คอลัมน์ ในการช่วยเผยแพร่ข้อมูลข้อเท็จจริงจากเบื้องหลังการทำงานของคุณบรรยง พงษ์พานิช
ต่อบทบาทสำคัญในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้อีกแรงครับ
------------------------
สองปีครึ่งไปทำอะไรมา ผลเป็นยังไง เรียนรู้อย่างไรบ้าง
ตามที่เป็นข่าวน่ะแหละครับ ผมได้ยื่นหนังสือลาออกจากการทำงานในตำแหน่งต่างๆ ของรัฐบาลชุดนี้แล้วทั้ง 4 ตำแหน่ง ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. 2559 อันได้แก่ กรรมการนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ(คนร.) กรรมการต่อต้านคอร์รัปชั่นแห่งชาติ(คตช.) ...ซึ่งสองชุดนี้ท่านนายกฯเป็นประธาน อีกสองชุดคือ คณะที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี(ดร.สมคิด เป็นประธาน) และคณะทำงานสานพลังประชารัฐชุด E4 การปรับแก้กฎหมายและกลไกภาครัฐ(ชุดนี้ดร.วิษณุ กับคุณกานต์ ตระกูลฮุน เป็นประธานร่วม)
ตอนแรกผมตั้งใจจะลาออกมาเงียบๆ ไม่อยากให้เป็นข่าวอะไร เพราะสำนึกตัวดีว่าผมไม่ใช่คนสลักสำคัญอะไร แต่มันก็ดันเป็นข่าว แถมบางฉบับก็ลงคลาดเคลื่อนอันอาจทำให้มีการเข้าใจผิด ก็เลยชี้แจงไปสั้นๆ ว่า ทั้งหมดนั้นเป็นการ“ลาออก”โดยสมัครใจ เพราะเห็นว่าเป็นเวลาอันสมควรแล้ว ได้ทำงานมาสองปีครึ่งแล้ว นานกว่าที่ตั้งใจดั้งเดิมไว้เกือบปี
ด้วยนิสัยและคติส่วนตัวที่ว่า “พูดจริง พูดหมด ไม่ต้องจำ” กับต้องการที่จะสนับสนุนส่งเสริมให้เรื่องที่ผมได้ร่วมทำ ร่วมทุ่มเท ร่วมริเริ่มกับท่านอื่นๆ ในคณะกรรมการชุดต่างๆ ซึ่งผมมั่นใจว่าล้วนเป็นประโยชน์ยิ่งกับประเทศชาติ ให้ได้มีการสานต่อจนเกิดประโยชน์แท้จริง จึงจะขอมาบันทึกเรื่องราว เล่าให้เพื่อนๆ ทั้งหลายฟังกัน(คนที่ไม่ใช่เพื่อนจะแวะเวียนเข้ามาด่าทอบ้างก็ไม่ว่ากันนะครับ)
ต้องขอเริ่มโดยการเล่าเรื่องย้อนหลังไปตั้งแต่ก่อนการปฏิวัติรัฐประหาร 22 พ.ค.2557 เลยนะครับ.....
ช่วงปลายปี 2556 ในสมัยปลายรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ที่มีการเสนอ“พ.ร.บ.นิรโทษกรรมเหมาเข่ง” และมีการประท้วงยืดเยื้อกว้างขวางนั้น ผมได้เคยเขียนบทความขนาดยาว 7 ตอน เรื่อง“ข้อเสนอต่อประเทศไทย” วิเคราะห์ถึงปัญหา ที่มาและรากฐานของปัญหา ของประเทศ ของระบอบทักษิณ รวมทั้งเสนอทางออกทางแก้ไว้ (ใครสนใจกลับไปอ่านได้ในโพสต์ 12 ธ.ค. 2556 ได้ครับ)...ซึ่งจะเห็นได้ว่าสองปีครึ่งของการทำงานต่อมา ผมยึดหลักการเดิมมาตลอด เพียงปรับเพิ่มบางเรื่องตามการเรียนรู้ที่เพิ่มขึ้น
พอต้นปี 2557 ผมก็เข้าร่วมกลุ่มกับกลุ่ม“สองเอา สองไม่เอา” คือ เอาปฏิรูป เอาเลือกตั้ง ไม่เอาความรุนแรง ไม่เอารัฐประหาร พยายามให้มีการรอมชอม เดินหน้าปฏิรูปทุกด้านภายใต้ระบอบประชาธิปไตย โดยผมเชื่อว่าการปฏิวัติรัฐประหารไม่ใช่ทางแก้ปัญหา และไม่น่าจะมีขึ้นได้
แล้วผมก็คาดผิด.... วันที่ 22 พ.ค. 2557 สถานการณ์ก็สุกงอมจนเกิดการปฏิวัติขึ้น คณะคสช.ก็เข้ายึดอำนาจปกครองประเทศมาจนทุกวันนี้ ซึ่งในระยะแรกผมก็พยายามเรียกร้องให้คสช.“ทำให้น้อย แล้วถอยให้เร็ว” ซึ่งโรดแมปในตอนแรกก็ประกาศว่าจะกลับสู่ประชาธิปไตยในเร็ววัน ประมาณว่าจะเลือกตั้งได้ในสิ้นปี 2558
พอปฏิวัติไปได้สักสองสัปดาห์ ผมก็ได้รับการติดต่อเชิญให้เข้าไปหารือถึงปัญหาของประเทศ ที่กองบัญชาการกองทัพบก ถนนราชดำเนิน ...ซึ่งทีแรกผมนึกว่าถูกเรียกตัวเพื่อไป“ปรับทัศนคติ” แต่ให้เกียรติไม่ประกาศเรียกทางทีวี แต่ก็ได้รับการยืนยันว่าเป็นการเชิญมาเพื่อรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหาของชาติและแนวคิดในการแก้ไขจริงๆ
ผมเข้าไปพร้อมกับท่านอื่นๆ อีก 3 ท่าน โดยได้ประชุมกันถึง 5 ชั่วโมง 18.00-23.00 น. โดยมีฝ่ายทหาร 4 ท่าน ยศพลเอก
หนึ่งท่าน ที่เหลือยศพันเอก เข้าร่วมรับฟัง (ขอสงวนนามผู้เข้าร่วมประชุมนะครับ) ซึ่งผมคิดว่าเป็นการรับฟังปัญหาอย่างตั้งใจและจริงใจ ...โดยในส่วนของผม ก็จะเน้นถึงปัญหาเชิงโครงสร้าง คือ การขยายตัวของขนาด บทบาท และอำนาจรัฐ โดยเฉพาะในช่วงสิบปีหลัง ที่จำนวนข้าราชการและพนักงานราชการเพิ่มขึ้นถึง 50% และค่าใช้จ่ายบุคลากรเพิ่มเกือบสามเท่าตัว(ส่วนนี้อ้างอิงจากงานวิเคราะห์ของสถาบันไทยอนาคตศึกษา) และการที่รัฐวิสาหกิจขยายตัวโดยมีสินทรัพย์เพิ่มจาก 4.7 ล้านๆ เป็น 13 ล้านๆ และรายได้เพิ่มจาก 1.5 ล้านๆ เป็น 5.1 ล้านๆ และแน่นอนครับ การขยายตัวของรัฐและรัฐวิสาหกิจ ย่อมหมายถึง“ความไม่มีประสิทธิภาพ”และ“คอร์รัปชั่น” ซึ่งผมมั่นใจว่านี่คือต้นเหตุสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทย“ติดกับดัก” กลายเป็น“คนป่วยแห่งเอเชีย” ...
และในวันนั้น ผมก็ได้เสนอแนวทางและหลักการในการปฏิรูปไว้หลายอย่าง รวมทั้งได้พูดถึงมาตรการที่อาจทำได้ในระยะสั้นบางอย่างเช่น การนำเอามาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลเพื่อความโปร่งใสในการก่อสร้างภาครัฐของ Construction Sector Transparency Initiative (COST)มาใช้ในบางโครงการ และการควบคุมการโฆษณาประชาสัมพันธ์ภาครัฐ ที่เดิมใช้เงินรวมปีละประมาณ 8,000 ล้านบาท โดย TDRI ได้เคยวิจัยว่า ประมาณครึ่งหนึ่งไม่เกิดประโยชน์ใดๆกับประชาชนเลย เป็นการเอางบประมาณไปหาเสียงทางการเมือง มีการรั่วไหลเยอะ และที่สำคัญในบางครั้งกลายเป็นงบ“ซื้อสื่อ” ทำให้สื่อไม่ทำหน้าที่ตรวจสอบการทำหน้าที่ของหน่วยงานรัฐอย่างที่ควร ซึ่งในประเทศพัฒนาแล้วเขาจะมีกฎควบคุมเรื่องนี้ (จริงๆ เสนอหลายอย่างมาก ที่ยกสองเรื่องนี้เพราะมีผลแทบทันที)
ที่ผมประทับใจในการประชุมคืนนั้น ก็คือดูฝ่ายทหารจะมีความตั้งอกตั้งใจอย่างมาก มีการซักถามรายละเอียดและจดบันทึกอย่างดี มีการทบทวนความถูกต้องก่อนเลิกประชุม...แต่ที่ประทับใจมากกว่าก็คือ วันรุ่งขึ้นก็ได้รับการแจ้งว่า หัวหน้าคสช.เห็นด้วยในหลายเรื่อง และขอให้ผมติดต่อองค์กร COST International ได้เลย จะเอามาใช้ในโครงการสนามบินสุวรรณภูมิส่วนต่อขยาย ซึ่งผมก็ได้ดำเนินการประสานงานจนในที่สุดประเทศไทยก็ได้เป็นสมาชิก COST Inter ในต้นปี 2558 และในขณะนี้ก็ได้ใช้กับโครงการสุวรรณภูมิและโครงการอื่นๆ อีกหลายโครงการ(การดำเนินงานอาจจะยังล่าช้าและขลุกขลัก กับยังไม่ได้รับความร่วมมืออย่างเต็มที่จากหน่วยงานอยู่บ้าง ซึ่งก็ทราบว่ากำลังปรับปรุงกันอยู่) ซึ่งโครงการนี้ได้รับความช่วยเหลือจากสถานทูตอังกฤษเป็นอย่างดี จนวันลงนามร่วมโครงการ ทางสถานทูตก็เป็นเจ้าภาพ เอกอัครราชทูตมาร์ค เคนท์ ร่วมกล่าวสุนทรพจน์กับนายกรัฐมนตรี...ในขณะที่เรื่องกฎหมายประชาสัมพันธ์นั้น ทางคสช.ก็ขอให้เริ่มดำเนินการได้เลย โดยในระยะสั้นหัวหน้าคสช.ได้สั่งการให้ระงับการเอาภาพผู้นำ ภาพผู้ใหญ่ในคสช.และรัฐบาลไปทำการขึ้นบิลบอร์ดคัตเอาท์ รวมทั้งห้ามเอาภาพลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์ไปพลางก่อนแล้ว (เขาบอกว่าโชคดีที่ผมไปทักดักไว้ก่อน เพราะมีข้อเสนอของเอเยนซี่เยอะแยะที่จะเอารูปบิ๊กๆ ทั้งหลายขึ้นบิลบอร์ด กับลงนสพ. เพื่อทดแทนรูปใบหน้านักการเมืองทั้งหลายที่เคยมีอยู่เกลื่อนเมืองและต้องเอาลงหลังการรัฐประหาร จนทำให้ คัตเอาท์ว่างครึ่งเมือง)....พวกเราคงชักจะลืมกันไปแล้วนะครับว่า เมื่อก่อนน่าเบื่อแค่ไหนที่ตามริมถนน ตามหน้าหนังสือพิมพ์ มีคัตเอาท์มีรูปหน้านักการเมืองเต็มพรืดไปหมด โดยที่ประชาชนไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย
...ซึ่งการดำเนินการในเรื่องนี้ ผมได้ไปขอให้องค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น(ACT)เป็นเจ้าภาพ ร่วมกับสี่องค์กรสื่อ คือ สมาคมนักข่าวฯ สภาการหนังสือพิมพ์ฯ สมาคมนักข่าววิทยุโทรทัศน์ฯ และสภาวิชาชีพข่าววิทยุโทรทัศน์ฯ ขอให้ TDRI ช่วยร่างกฎหมาย แล้วร่วมกันนำไปยื่นให้กับพล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ ปลัดกระทรวงกลาโหม(ขณะนั้น)ในวันที่ 15 สิงหาคม 2557 (จะเห็นว่าทำงานได้รวดเร็วมาก) ซึ่งภายหลังทางคสช.ได้ขอให้นำเข้าสภาปฏิรูปพิจารณาดำเนินการ ยื้อกันไปยื้อกันมา(ก็จะลดงบตั้งปีละสี่ห้าพันล้านนี่ครับ ใครจะยอมกันง่ายๆ) จนสปช.ยุบไปก็ไม่เห็นเรื่องออกมา ...ล่าสุดนี่ได้ข่าวว่าจะไม่ออกเป็นกฎหมายแล้ว จะออกเป็นระเบียบสำนักนายกฯแทน ...เอาเถอะครับ ออกมาเป็นอะไรก็ยังดี (ผมคิดว่าร่างกม.ที่พวกเราจัดทำนั้นดีมาก ครอบคลุมวัตถุประสงค์ และปฏิบัติได้ไม่ยาก หาอ่านได้นะครับ เราร่างสองเดือนเสร็จ แต่ผ่านไปสองปียังไม่คืบหน้าเลย นี่แหละครับกระบวนการปฏิรูปไทย)
เล่าสองเรื่องเล็กๆ ที่พยายามทำแล้ว ขอกลับมาเรื่องใหญ่นะครับ....
หลังจากกลับจากประชุมที่กองทัพบกได้สักสองสัปดาห์ กลางเดือนมิถุนายน 2557 ขณะที่ผมอยู่ที่นิวยอร์ก ก็ได้รับแจ้งว่า ทางคสช.รับทราบและเห็นด้วยว่า การปรับปรุงและดูแลการดำเนินการของรัฐวิสาหกิจเป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วน จะจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นดูแล ขอเชิญให้ผมเข้าร่วมด้วยในฐานะผู้ทรงคุณวุฒิภาคเอกชน ซึ่งทีแรกผมก็ปฏิเสธทันที เพราะไม่เคยคิดรับตำแหน่งใดๆ
ในคณะรัฐประหารเลย ด้วยผมมีจุดยืนและท่าทีคัดค้านต่อต้านการปฏิวัติมาตลอด(ก็อยู่ในกลุ่มสองเอา สองไม่เอานี่ครับ) แต่เมื่อได้รับฟังเจตนาและโครงสร้างการทำงาน รวมทั้งผู้ที่จะได้ร่วมทำงาน กับทั้งภรรยา ผมสนับสนุนให้เข้าไปลองทำ เพราะเป็นเรื่องที่ผมศึกษาผลักดันมาตลอดในทุกๆ รัฐบาล ก็เลยยอมตอบรับ
พอวันที่ 26 มิถุนายน 2557 แค่เดือนเศษหลังรัฐประหาร คสช.ก็ออกคำสั่งที่ 75/2557 แต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ มีกรรมการเป็นนายทหารและข้าราชการ 11 คน เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ 6 คน คือ คุณทวีศักดิ์ กออนันตกุล
คุณบัณฑูร ล่ำซำ ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ดร.วิรไท สันติประภพ คุณรพี สุจริตกุล และผม...ซึ่งเมื่อตั้งคณะรัฐมนตรี 31 สิงหาคม ก็ปรับเอารัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องเข้ามาแทนคสช.บางราย และเมื่อปรับครม.หรือแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการก็มีการปรับตามความเหมาะสม แต่ในส่วนผู้ทรงคุณวุฒิ ไม่เคยปรับเปลี่ยนจนกระทั่งผมลาออกเมื่อต้นพฤศจิกายน 2559 นี้
ที่เล่ามาทั้งหมดก็คือเรื่องราวที่ทำให้ผมเริ่มเข้าไปรับทำงานในรัฐบาลนี้ ซึ่งตลอดเวลาสองปีครึ่งที่ทำงานผมยึดถือหลักการที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่แรกเริ่มตลอดเวลา ดังนี้
- งานที่ทำจะเป็นงานปฏิรูปเท่านั้น จะไม่ขอยุ่งเกี่ยวกับงานบริหารทั่วไป พยายามหลีกเลี่ยงไม่เกี่ยวข้องกับมาตรการระยะสั้นใดๆ นอกจากถ้ามาตรการนั้นๆ มีผลกระทบต่อการปฏิรูปที่เกี่ยวข้องอยู่
- ผมจะมุ่งเน้นแต่การปฏิรูปเชิงสถาบัน(Institutional Reform)คือ การเปลี่ยนรูปแบบกฎกติกา เปลี่ยนรูปแบบหลักการบริหารจัดการ ไม่เน้นเรื่องตัวบุคคล หรือการปฏิรูปเชิงกายภาพใดๆ(เช่น การลงทุน การเลือกอุตสาหกรรมที่จะส่งเสริม)
- ผมเชื่อและตระหนักดีว่าการปฏิรูปที่ดี ควรเกิดในเวทีประชาธิปไตยที่เปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้เสียเข้ามามีส่วนร่วม และควรต้องมีการถกเถียงต่อรอง...ดังนั้นจึงจะพยายามเลือกทำในสิ่งที่ค่อนข้างชัดแจ้งว่าควรปฏิรูป แต่เนื่องจากในภาวะประชาธิปไตย(ที่ยังไม่พัฒนา)ที่ผ่านมาไม่มีการปฏิรูปเพราะมีเงื่อนไขหรือผลประโยชน์บางอย่างขัดขวางอยู่
- วิธีการและแนวทางการปฏิรูปที่ทำนั้น ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ หรือนวัตกรรมใดๆ เกือบทั้งหมดเป็นวิธีการและแนวทางที่ผ่านการศึกษาและผ่านการปฏิบัติพิสูจน์ที่ได้ผลมาแล้วในนานาประเทศ เพียงแต่นำมาปรับใช้ให้เหมาะกับบริบทและจังหวะเวลาของไทย
-ในสภาพทำงานแท้จริงนั้นมีสภาวะและเงื่อนไขหลายอย่างที่อาจไม่สามารถทำการปฏิรูปไปสู่อุดมการณ์ได้ทันที จำเป็นต้องทำอย่างมีขั้นตอน ค่อยเป็นค่อยไป
- การทำงานทั้งหมดเป็นรูปแบบคณะกรรมการมาจากหลายฝ่าย ผมต้องเคารพการตัดสินใจและรับผิดชอบร่วมกัน ดังนั้นความคิดเห็นและการทำงานทั้งหมดจะเป็นข้อสรุปร่วม ความคิดเห็นของเราอาจไม่ได้รับการเห็นด้วยนำไปปฏิบัติเสมอไป ทั้งผลงาน ทั้งความรับผิดชอบไม่ได้เป็นของผมคนเดียว
ทั้งหกข้อนั้น เป็นหลักการที่ผมใช้ในการทำงานตลอดสองปีครึ่งที่ผ่านมา ซึ่งเรื่องที่ผมเกี่ยวข้องนั้นมีอยู่สามเรื่องเท่านั้นเอง คือ รัฐวิสาหกิจ - ต่อต้านคอร์รัปชั่น – ปฏิรูปกฎระเบียบ
วันนี้ ผมจะขอเล่าแค่ที่มาที่ไป และหลักการที่ผมใช้ไว้แค่นี้ก่อนนะครับ แล้วจะทยอยมาเล่ารายละเอียดทั้งสามเรื่องให้ฟังเท่าที่
ในส่วนที่ไม่เป็นความลับและคิดว่าไม่กระทบกระเทือนใคร
ขอเรียนว่า ....ที่นำมาบันทึกเล่าไว้นี้ ผมไม่ได้ต้องการอวดอ้างเอาความดีความชอบใดๆ(เพราะมันไม่ใช่งานของผมคนเดียวตามที่ว่าไว้แหละครับ) แต่เป็นเพียงความหวังว่าจะสร้างเสริมความเข้าใจให้ผู้ที่สนใจได้มากขึ้น กับหวังว่าจะมีส่วนช่วยให้การปฏิรูปที่ยังดำเนินต่อไปมีโอกาสสัมฤทธิ์ผลมากขึ้น เพราะสุดท้ายแล้ว การปฏิรูปใดๆ จะเกิดผลสำเร็จอย่างยั่งยืนได้ ประชาชนต้องเอาด้วย ต้องเห็นประโยชน์ที่จะได้รับร่วมกันเท่านั้น ไม่ว่าจะปฏิรูปภายใต้ระบอบใดๆ ก็ตาม
รออ่านตอนต่อไปนะครับ น่าจะมีสามด้าน อีกสามตอน

พายุฤดูร้อน-ลูกเห็บ ถล่มอ่วม 2 อำเภอนครพนม แผงลอยตลาด-หลังคาบ้านปลิวว่อน
โลกฝากความหวังปักกิ่ง! ณัฏฐ์ มงคลนาวิน เจาะลึกสงครามอิหร่าน-ยุทธศาสตร์ทางเลือกที่สาม
โพลเปิดผลสำรวจ ‘จับปรับจริง 10 ข้อหาจราจร’ เห็นด้วยโทษขับรถประมาท จี้ลดค่าปรับขับเร็ว
ทรัมป์-อิหร่าน ไร้สัจจะ เทพไท อัดยับ! ทำตัวเป็นเด็กเล่นขายของ
อุตุฯเตือนฉบับ 10 พายุฤดูร้อน...เช็กเลยจังหวัดไหนโดนบ้าง?

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี