วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
ในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง “พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค” หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้ชูนโยบายที่น่าสนในนโยบายหนึ่ง นั่นคือนโยบาย “เสรีโซลาร์”
พรรครวมไทยสร้างชาติเคยเผยแพร่คลิปเสียงของนายพีระพันธุ์ กล่าวถึงนโยบายนี้ว่า
“เพื่อปลดล็อกกฎหมายและขั้นตอนที่ไม่จำเป็น เปิดทางให้ประชาชนสามารถติดตั้งโซลาร์เซลล์ผลิตไฟฟ้าใช้เองได้อย่างเสรี โดยไม่ต้องขออนุญาตหลายระดับ ทั้งที่เป็นเพียงการใช้ชีวิตพื้นฐาน ซึ่งที่ผ่านมา คนไทยจำนวนมากต้องแบกรับภาระค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
...พรรครวมไทยสร้างชาติ ยืนยัน จะนำกฎหมาย “โซลาร์เสรี” กลับมาผลักดันอีกครั้ง พร้อมต่อยอดการผลิตอุปกรณ์หลักของระบบโซลาร์เซลล์ภายในประเทศ เพื่อลดต้นทุน เพิ่มการเข้าถึง ควบคู่กับมาตรการสนับสนุนด้านการเงิน เพื่อให้ประชาชนลดต้นทุนการติดตั้งลงอย่างเป็นรูปธรรม
...ถึงเวลาแล้วที่คนไทยจะหลุดพ้นจากการพึ่งพานายทุนพลังงาน และก้าวสู่การเป็นเจ้าของพลังงานของตนเองอย่างแท้จริง”
1) เหตุที่ใช้คำว่า พรรครวมไทยสร้างชาติ ยืนยัน จะนำกฎหมาย “โซลาร์เสรี” กลับมาผลักดันอีกครั้ง ก็เพราะกฎหมายฉบับนี้ เคยถูกกีดกันมาก่อน จนไม่อาจเดินหน้าได้
วันที่ 30 กันยายน 2568 ดร.อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ผู้ยกร่างกฎหมายส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ เปิดเผยว่า หลังจากนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีพลังงานเพียงไม่กี่วันมีหนังสือจากเลขาธิการกฤษฎีกาถึงคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 ก.ย.2568 ซึ่งมีสาระสำคัญ “ไม่เห็นชอบในการออกกฎหมายเสรีโซลาร์” โดยอ้างว่าหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องสามารถมีนโยบายออกเป็นประกาศได้อยู่แล้ว ไม่ต้องยกร่างเป็นพระราชบัญญัติ ทั้งนี้ ร่างพ.ร.บ.ส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ได้ผ่านอนุมัติหลักการจาก ครม.ชุดก่อนมาแล้ว และไม่เคยมีกฎหมายลักษณะส่งเสริมมาก่อน มีแต่กฎหมายให้อำนาจรัฐยืนบังแดดประชาชนเท่านั้น
ดร.อรรถวิชช์ กล่าวว่า ผมในฐานะผู้ร่างกฎหมายฉบับนี้ ได้อ่านจดหมายของเลขาธิการกฤษฎีกาแล้ว “เสียดาย” กฤษฎีกาน่าจะทราบดีว่า การเปิดเสรีโซลาร์ได้ต้องตั้งเรื่องจากหลายหน่วยงานต่างสังกัดกันและมีกฎหมายเกี่ยวข้องกว่า 6 ฉบับ
1.พ.ร.บ.โรงงาน โดย กรมโรงงานอุตสาหกรรม
2.พ.ร.บ.การประกอบกิจการพลังงาน โดย สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน
3.พ.ร.บ.ผังเมือง โดย กรมโยธาธิการและผังเมือง
4.พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร โดย สำนักงานเขต/องค์การบริหารส่วนตำบล
5.พ.ร.บ.พัฒนาและส่งเสริมพลังงาน โดย กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน
6.ระเบียบของการไฟฟ้านครหลวง,การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
“กฤษฎีกามีข้อเสนอแนะให้แต่ละหน่วยไปออกกฎหมายลูกปลดล็อกเปิดเสรีโซลาร์โดยที่ไม่ต้องออกเป็นพระราชบัญญัติ ผมถามจริงๆ ทำได้จริงเหรอ กี่ปีครับ หน่วยงานจะยอมหรือไม่ ประชาชนสามารถแปลงแสงอาทิตย์มาเป็นไฟฟ้าได้ฟรี รายได้และค่าธรรมเนียมต่างๆ ลดหายไป หน่วยงานต่างๆ จึงดึงเรื่องมาถึงวันนี้ เขาตั้งใจขวางทางครับ ถ้าเขาอยากทำ เขาทำได้ไปนานแล้ว
พ.ร.บ.เสรีโซลาร์ที่ผมร่างมีแค่ 32 มาตรา หากได้เข้าสภากฎหมายจะมีผลทันก่อนยุบสภา ส่วนอุปกรณ์โซลาร์ราคาประหยัดฝีมือคนไทยโดยกระทรวงพลังงานก็ผ่านการทดสอบด้านคุณภาพแล้วพร้อมผลิตได้ เสียดายมากถ้าไม่ได้ทำต่อ ผมอยากเห็นนายกฯอนุทินสานต่อนโยบายส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งเรื่องนี้พรรคภูมิใจไทยก็เคยหาเสียงไว้และให้ความสำคัญไว้เช่นกัน”
2) ถัดจากนั้นอีก 1 สัปดาห์ (8 ตุลาคม 2568) ดร.อรรถวิชช์ ก็ให้สัมภาษณ์สื่ออย่างละเอียด ว่า...
“ที่ผ่านมาร่างกฎหมายฉบับนี้โดนขัดขวางทุกรูปแบบ เพราะเป็นกฎหมายที่ขัดประโยชน์ของหลายกลุ่ม ซึ่งทำให้ภาคประชาชนเสียโอกาสที่จะได้เข้าถึงพลังงานไฟฟ้าราคาถูก และภาคอุตสาหกรรมเสียโอกาสที่จะได้พัฒนาธุรกิจจากการใช้พลังงานสะอาด”
ดร.อรรถวิชช์ กล่าวว่า ในฐานะที่ตนเป็นผู้ยกร่างกฎหมายมาหลายฉบับ ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่โดนคณะกรรมการกฤษฎีกาตีตกกฎหมายทั้งฉบับ ด้วยข้อกล่าวอ้างที่ไม่ถูกต้องและตนสามารถชี้แจงโต้แย้งได้ทุกประเด็น โดยเฉพาะเรื่องความซ้ำซ้อนของกฎหมาย ซึ่งตนขอยืนยันว่า ร่าง พ.ร.บ.โซลาร์เสรี ไม่มีความซ้ำซ้อนกับกฎหมายอื่นๆ แต่อย่างใด เพราะร่างกฎหมายฉบับนี้เกิดขึ้นเพื่อ “ส่งเสริม” ให้มีการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์โดยเฉพาะ แต่กฎหมายอื่นๆ ที่มีอยู่คือการ “ควบคุม” หรือ ยืนบังแดดของประชาชน ทำให้การใช้พลังงานแสงอาทิตย์เป็นไปด้วยความยุ่งยาก ซับซ้อน ทั้งยังต้องเสียค่าดำเนินการหลายหมื่นบาท ซึ่งกฎหมายลักษณะนี้มีถึง 6-7 ฉบับ พร้อมยืนยันว่า การแก้ไขกฎหมายที่มีอยู่แต่ละฉบับไม่สามารถทำได้ จำเป็นต้องร่างกฎหมายใหม่ขึ้นมาเท่านั้น
ส่วนประเด็นเรื่องบทลงโทษนั้น ดร.อรรถวิชช์ชี้ว่าบทกำหนดโทษในร่าง พ.ร.บ.โซลาร์เสรี นั้น มีไว้สำหรับกรณีที่ผู้ติดตั้งโซลาร์เซลล์ไม่ดำเนินการแก้ไขตามคำแนะนำเมื่อมีการตรวจสอบพบว่าการติดตั้งนั้นเป็นอันตรายหรือสร้างความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น ซึ่งเป็นลักษณะธรรมดาของการตรากฎหมายทั่วไป
ดร.อรรถวิชช์กล่าวอีกว่า ร่าง พ.ร.บ.โซลาร์เสรีนี้ ยังเป็นกฎหมายที่จะเปลี่ยนวิธีคิดด้านการผลิตไฟฟ้าในประเทศไทย โดยประชาชนและผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงไฟฟ้าพลังงานสะอาดได้เอง ไม่ต้องรอความพร้อมของภาครัฐและเอกชนรายใหญ่
“ในอดีตความมั่นคงทางพลังงานจะมีฐานแนวคิด คือพลังงานต้องเหลือใช้ แม้ต้องจ่ายค่าไฟแพงขึ้นก็ตาม อย่างเช่น ประเทศไทยเซ็นสัญญาผลิตและใช้ไฟฟ้า 50,000 เมกะวัตต์ แต่ในช่วงที่มีการใช้มากที่สุดก็ยังอยู่แค่ 30,000 เมกะวัตต์
แต่เทรนด์โลกในอนาคต ความมั่นคงทางพลังงานไม่เหมือนอดีตอีกต่อไป เพราะหลายประเทศมุ่งเน้นการใช้พลังงานสะอาดมาผลิตไฟฟ้า หากไม่ทำตามก็จะถูกกีดกันทางการค้า และต้องจ่ายภาษีนำเข้าแพงขึ้น
เพราะฉะนั้น แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (Power Development Plan-PDP) จะต้องวางแผนในการผลิตและการใช้พลังงานสะอาดภายในประเทศให้มีสัดส่วนที่เหมาะสม และต้องทยอยเลิกการใช้พลังงานที่มาจากฟอสซิลและแหล่งต่างๆ เช่น ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ เพื่อให้เป็นไปตามเทรนด์ของโลก ซึ่งหากดำเนินการตามนี้ และรอให้เอกชนเปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาดในการผลิตไฟฟ้า ก็จะเป็นการเสียโอกาสของประเทศและคนไทยไป
ดังนั้น พ.ร.บ.โซลาร์เสรี จึงจะเปิดกว้างในเรื่องนี้ให้กับทุกภาคส่วน ทั้งภาคประชาชน โรงงาน และนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ ได้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดเองได้ทันที โดยไม่ต้องรอผู้ผลิตไฟฟ้าจากภาคเอกชน ทั้งยังสามารถพัฒนาสู่ธุรกิจที่ตอบโจทย์ Green Energy 100% ได้ด้วย” ดร.อรรถวิชช์กล่าว
นอกจากนี้ ร่าง พ.ร.บ.โซลาร์เสรี ยังเป็นกฎหมายฉบับแรกที่พูดถึงเรื่องการทำลายแผงโซลาร์เซลล์และแบตเตอรี่ที่จะต้องมีการกำจัดอย่างถูกวิธี และยังเปิดทางให้กระทรวงพลังงานสามารถดำเนินการจัดหาอุปกรณ์สำหรับผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ในราคาถูก เพื่อลดต้นทุนการติดตั้งให้กับประชาชนด้วย
ดร.อรรถวิชช์ ยังตั้งข้อสงสัยถึงจังหวะในการตีตกร่างกฎหมายของคณะกรรมการกฤษฎีกา เพราะเป็นช่วงคาบเกี่ยวกับการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ซึ่งรัฐบาลชุดเก่าไม่มีอำนาจสั่งการใดได้แล้ว จึงต้องรอแนวทางของรัฐบาลชุดใหม่ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อกับกฎหมายนี้ แต่ตนจะพยายามประสานให้มีการผลักดันกฎหมายเข้าสภาเพื่อให้มีผลบังคับใช้ และย้ำว่าจะเดินหน้าผลักดันกฎหมายนี้ต่อไปอย่างแน่นอน
3) หลังการเลือกตั้ง พรรครวมไทยสร้างชาติ มี สส.จากระบบบัญชีรายชื่อเพียง 2 คน คือ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค กับนายชัชวาลล์ คงอุดม
ต่อมานายพีระพันธุ์ ประกาศลาออกจากการเป็น สส. ส่งผลให้มีการเลื่อนผู้ที่อยู่ลำดับถัดไปในบัญชีรายชื่อคือ นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ขึ้นมาเป็น สส.แทน
4) เมื่อได้เป็น สส. ดร.อรรถวิชช์ ก็รีบสานต่อความตั้งใจเดิมเรื่อง “เสรีโซลาร์” ทันที
วันที่ 25 มีนาคม 2569 สื่อรายงานว่า ดร.อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ เข้ายื่นเสนอร่างกฎหมายสำคัญของพรรครวมไทยสร้างชาติ จำนวน 2 ฉบับ ต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร ภายหลังสามารถรวบรวมรายชื่อ สส. สนับสนุนได้ครบอย่างน้อย 20 คน ตามเงื่อนไขที่รัฐธรรมนูญกำหนด
ดร.อรรถวิชช์ ระบุว่า แม้พรรครวมไทยสร้างชาติจะมี สส. เพียง 2 คน แต่ได้เดินหน้าผลักดันกฎหมายทั้งสองฉบับอย่างต่อเนื่อง พร้อมขอบคุณเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ร่วมลงชื่อสนับสนุนจนสามารถยื่นเข้าสู่สภาฯ ได้สำเร็จ
สำหรับร่างกฎหมายฉบับแรก คือ ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ หรือ “กฎหมายเสรีโซลาร์” ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของประเทศไทย มีเป้าหมายปลดล็อกข้อจำกัดในการติดตั้งโซลาร์เซลล์ภาคประชาชน โดยเสนอให้ยกเลิกขั้นตอนการขออนุญาตจาก 5 หน่วยงานหลัก ได้แก่ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กรมโรงงานอุตสาหกรรม, ราชการส่วนท้องถิ่น (สำนักงานเขต เทศบาล อบต.) และการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) หรือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) โดยจะปรับเป็นระบบ “แจ้งครั้งเดียวจบ” ผ่านช่องทางออนไลน์ และกำหนดให้มีการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยโดยวิศวกรที่มีใบอนุญาต เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย ลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อนและเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงพลังงานสะอาดได้สะดวกมากขึ้น
ส่วนร่างกฎหมายฉบับที่สอง คือ ร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิต (ฉบับแก้ไข) หรือ “กฎหมายปฏิรูปเครดิตบูโร” มุ่งแก้ปัญหาการ “แช่แข็ง” ลูกหนี้ในระบบ โดยเสนอให้ผู้ที่ชำระหนี้ครบและปิดบัญชีแล้ว สามารถลบประวัติได้ทันที พร้อมห้ามสถาบันการเงินนำข้อมูลเดิมไปเผยแพร่ต่อ นอกจากนี้ ยังเสนอปรับรูปแบบการแสดงข้อมูลเครดิตเป็นระบบคะแนน (Credit Scoring) แทนการเปิดเผยประวัติทั้งหมด ไม่นำข้อมูลหนี้ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 มาคำนวณ และเปิดให้ประชาชนตรวจสอบคะแนนเครดิตของตนเองได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่ออย่างเป็นธรรม
ดร.อรรถวิชช์ กล่าวย้ำว่า ร่างกฎหมายทั้งสองฉบับมีเป้าหมายสำคัญในการลดอุปสรรคเชิงโครงสร้างที่กระทบต่อประชาชนโดยตรง ทั้งด้านต้นทุนพลังงานและโอกาสทางการเงิน พร้อมผลักดันให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรม และเสริมศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว
สรุป : ท่ามกลางวิกฤตน้ำมันที่เกิดขึ้น ต้องติดตามกันว่า รัฐบาลไทยภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่เคยเชื่อกฤษฎีกา วางเฉยต่อกฎหมายเสรีโซลาร์มาครั้งหนึ่งแล้ว ครั้งนี้จะเปลี่ยนท่าทีหรือไม่ เหนือสิ่งอื่นใด ต้องขอบคุณในความมุ่งมั่นของ ดร.อรรถวิชช์ และพรรครวมไทยสร้างชาติ เป็นอย่างยิ่ง
สู้เข้าไปอย่าได้ถอย !!

นาทีชีวิต! ลุงวัย 63 ปี ก้มล้างถัง ลื่นหัวทิ่มปักลงไปในถังน้ำ เคราะห์ดีลูกเห็นทัน
คุมตัวคนส่งมอบปืน M4 หนุ่มจีน เจ้าของคลังแสง สารภาพเป็นผู้รับเงินโอนเข้าบัญชี
WHO ยืนยัน พบผู้ติดเชื้อไวรัสฮันตา 6 ราย - ดับ 3 ราย ชี้โอกาสระบาดทั่วโลกต่ำ
ไอซ์ รักชนก ทะเลาะกับละคร โวย'สอดสร้อยมาลา' ด้อยค่าคณะราษฎร
นาโตสั่นคลอน นายกฯเยอรมนี ประกาศกร้าวต้องไปต่อ หลังหัก ทรัมป์ ปมช่วยรบอิหร่าน

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี