วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569
กับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกในช่วงนี้ไม่มีอะไรไว้วางใจได้เท่าไหร่ เมื่อวานซืนหุ้นไทยก็ร่วงกระหน่ำ มีหลายตัวเลขเศรษฐกิจของคู่ค้าสำคัญอย่างสหรัฐ ที่ไม่สู้ดี การไม่ต่อเรื่องของ LTF ในปี 2562 ประกอบกับสภาวการณ์ทางเศรษฐกิจของจีนระดับฐานรากค่อนข้างย่ำแย่ จนนักท่องเที่ยวจีนเที่ยวไทยน้อยลงแบบมีนัยสำคัญมาก ตอกย้ำเศรษฐกิจปากท้องประชาชนที่เงินสะพัดน้อย นักท่องเที่ยวไม่เข้าก็พาลจะแย่ไปยิ่งกว่าเดิมอีก
วันนี้เราจะมาดูกันในส่วนของการเงิน การลงทุนกันบ้าง ปัจจัยส่วนใหญ่ที่พุ่งมากระทบไทยเราล้วนแล้วแต่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกประเทศ บทความของเราในวันนี้ จะเป็นการขยายความบทสรุปของคุณวรวรรณ ธาราภูมิ ประธานกรรมการบริหารบลจ.บัวหลวง จำกัด ที่ได้กรุณาเล่าเอาไว้ในเฟซบุ๊คส่วนตัวก่อนหน้านี้เอาไว้
เกิดอะไรขึ้นกับ “หุ้นร่วงทั้งโลก” เอายังไงดี !?
สถานการณ์ลงทุนหุ้น “ในระยะสั้น” ช่วงนี้ ถูกกดดันจากปัจจัยต่างประเทศ ได้แก่ การที่ FED จะปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายขึ้นต่อเนื่อง จนผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปีของสหรัฐ ขึ้นไปอยู่ในระดับเกินกว่า 3% แนวโน้มเศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวลง ความกังวลเรื่องสงครามการค้า ราคาน้ำมัน
เมื่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรในสหรัฐ สูงขึ้นจนถึงระดับหนึ่ง นักลงทุนทั่วโลกเลยแห่กันนำเงินออกจากตลาดหุ้นต่างๆ ที่มีความเสี่ยงสูงกว่าพันธบัตร แล้วนำเงินไปลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลแทน ซึ่งก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นปกติของการลงทุน ... มาแล้วก็ไป ... ไปแล้วก็มา
ที่น่าจับตาและไม่เป็นข่าวคืออัตราดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้านของสหรัฐ หรือ US housing loan fix rate30 ปี ที่เคยเป็น 3.5% ในปี 2016 นั้น ตอนนี้ขึ้นมาแตะ5% เป็นครั้งแรกในรอบ 8 ปี และมีทีท่าว่าจะขึ้นต่อ
เมื่อเป็นแบบนี้ คนจะกู้ซื้อบ้านก็จะถอย เพราะระดับ 5% เป็น emotional level ที่ทำให้คนจะกู้เกิดกลัวว่าอัตราดอกเบี้ยในอนาคตจะขึ้นไปอีกจนผ่อนไม่ไหว เลยไม่กู้ทำให้มีผลต่อ US housing market ซึ่งสำคัญมากๆ ต่อเศรษฐกิจสหรัฐ
ที่สนุกสนานต่อเนื่องก็คือ ลุงไดโน ทรัมป์ (เป็นไดโนเสาร์ตัวสุดท้ายที่รอดชีวิตมาได้จนถึงวันนี้) แกทวิตด่าผู้ว่าการ FED ว่าเป็นตัวการทำให้หุ้นร่วง จากนโยบายขึ้นอัตราดอกเบี้ย FED … ทำให้ผู้ว่าการแบงก์ชาติประเทศอื่นๆออกมาโต้แย้ง … แต่ผู้ว่าการ ธปท. ดร.วิรไท โชคดี ที่ยังไม่ได้ขึ้นอัตราดอกเบี้ย และนายกฯ ลุงตู่ก็ยังยุ่งกับการเดินสายโดยมิได้หาเสียง
อัตราดอกเบี้ยนโยบายไทย จะขึ้นในปีนี้ไหม
คุณวรวรรณบอกว่า หลายค่ายมองว่าขึ้นปีนี้แน่บางค่ายบอกว่ายัง แต่การจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้พี่มองว่าไม่ง่าย เพราะเงินเฟ้ออาจจะไม่มาอย่างที่คาดคิดกัน เนื่องจากรายได้ต่อหัวภาคเกษตรลดลง ข้าวกำลังออกใหม่ให้เก็บเกี่ยวได้ในไตรมาสสุดท้ายนี้ ราคาย่อมลดลง นอกจากนี้ รายได้ภาคอุตสาหกรรมต่อหัวก็น้อยลง ที่สำคัญคือโอทีลด … โอทีนี่สำคัญสำหรับมองว่าภาคการผลิตไปได้ดีไหม เพราะหากนายจ้างกำลังขยายการผลิต อย่างแรกไม่ใช่จ้างคนเพิ่ม แต่จะเป็นการให้คนงานทำงานล่วงเวลา
ดังนั้น เงินเฟ้อในระดับที่ต้องขึ้นดอกเบี้ยภายในปีนี้จึงน่าจะเกิดยาก
แต่เศรษฐกิจไทยยังดี ไม่ใช่หรือ ?
ก็ใช่ ... GDP เราขยายตัวจริง แต่มันกระจุกตัว โดยท่องเที่ยวมีสัดส่วนถึงกว่า 20% ซึ่งส่วนนี้มาจากจีนมากเราจึงต้องไม่มีเรื่องกับจีน ... ห้ามมี ห้ามด่า ห้ามเถียง เพราะเรายังพึ่งเขามาก
เจ้าหน้าที่รัฐที่ชอบตบทรัพย์นักท่องเที่ยวจีนนั้น เอาไปกุดหัวซะ ไม่ต้องแคร์แอมเนสซะตี้ เพราะพวกนี้ไม่ได้ช่วยปากท้องของคนไทยแต่อย่างใดเลย
คนจีนแบกเงิน แบกรายได้ แบกความสะพัดทางเศรษฐกิจมาให้ทั่วหัวระแหงแบบนี้ อยากจะขอย้ำเลยครับว่า เจอเจ้าหน้าที่รัฐเรียกเก็บส่วยตอนคนจีนเข้ามาทำ Visa on arrival คนไหน สั่งพักงานไล่ออกให้หมดกระบวนการโกงของข้าราชการเสียที
คนจีนนี่ขยายความเพิ่มเติมคือ อาจจะล้งเล้งไปมากแต่ว่าความจริงแล้วน่ารักและพร้อมปฏิบัติตามกฎ ต้องอย่าลืมว่า เขาโตกันมาในสภาพสังคมแบบกฎหมายแข็งมากๆ เขาพร้อมจะเชื่อฟังทางการอยู่แล้ว
และเรื่องพื้นฐานทางการเงินของประเทศยังเข้มแข็งจนบาทถูกมองว่าเป็น Safe Haven นั้นก็เป็นเรื่องจริงตามที่ผู้ว่า ธปท. กับ รองนายกฯให้สัมภาษณ์...อันนี้ของจริง ไม่ได้โม้
แล้วหุ้นไทยจะเป็นยังไง
มองด้านอารมณ์ผู้ลงทุน มันก็เป็นอย่างที่เห็น มีขึ้น มีลง มีทรง มีทรุด
มองด้านเหตุผล ...ตลาดหุ้นไทยตอนนี้มีระดับอัตราปันผล 2.9% แต่ Y+US bond yield ให้ผลตอบแทนเกิน 3% เงินร้อนของต่างชาติจึงไหลออกจากหุ้นไทยและที่อื่นๆ กลับไปลงทุนใน US Bond
แต่มีอีกเรื่องคือ กองทุนไทยเข้าตลาดหุ้นไทยเยอะในกลางเดือน กันยายนที่ผ่านมาที่ระดับดัชนีประมาณนี้ ดังนั้น ตอนนี้จึงน่าจะทยอยลงทุนได้
จะมองถูกหรือผิด ไม่รู้ ไม่รับรอง แต่เงินลงทุนของตนเองใน Provident Fund ที่เคยเอาออกจากหุ้นมาอยู่Money Market Fund ทั้งหมดนั้น พี่ได้ทยอยเอาไปอยู่ในหุ้นไทยบ้างแล้ว รวมถึงการลงทุนใน LTF ก็สั่งซื้อไปแล้ว
ความเสี่ยงที่ต้องจับตา
ไม่ใช่ตลาดหุ้น แต่เป็นตลาดพันธบัตรไทย เพราะเงินต่างชาติในตลาดพันธบัตรไทยที่มีมากเป็นประวัติการณ์ (จะเพราะมองว่าบาทเป็น Safe Haven) ซึ่งถ้าถอนออกเมื่อไหร่ก็คงปั่นป่วนไม่น้อย
ส่วนระยะยาว ประมาณอีก 4 ปี คือปี 2022 ต้องระวังหนี้ภาครัฐจากโครงสร้างพื้นฐาน ไม่รู้ว่าโปรเจกชั่นกระแสเงินสดของรัฐบาลที่ควรมีในวันนี้ มองเห็นว่าอีก 4 ปีข้างหน้าจะเป็นตัวแดงหรือไม่
ขอให้ใช้สติและมีโชคในการลงทุน
ขอบคุณพี่ตู่วรวรรณมา ณ โอกาสนี้ด้วยนะครับ ที่อธิบายเรื่องที่หลายคนเวลาอ่านเนื้อหารายละเอียดการวิเคราะห์เรื่องการเงินการลงทุนแล้วจะมีความสับสนงงงวยมากยิ่งกว่าเดิม คุณวรวรรณเป็นคนหนึ่งที่ อธิบายการเงินการลงทุนในภาษาชาวบ้านได้มีอรรถรสเป็นอย่างมาก
ภาพรวมของประเทศเราในทางเศรษฐกิจไม่ได้มีอะไรน่าเป็นห่วงไม่ได้จะมีวิกฤติ ไม่ได้ฐานะการคลังย่ำแย่ ไม่ได้มีหนี้ล้นพ้นตัวจนเอาไม่อยู่ อย่างที่หลายฝ่ายโจมตี เพื่อดิสเครดิตในทางการเมืองต่อรัฐบาลไทย
และที่สำคัญความคึกคักทั้งหลายจะกลับมาในไม่ช้านี้ช่วงเลือกตั้งอย่างแน่นอน

เกรด 4.00 อาจไม่ใช่คำตอบ! ณัฏฐ์ มงคลนาวิน ชี้ทางรอดเด็กไทยยุค AI 2026
แฟนคลับส่งกำลังใจ อ้ายสติ๊ก อินฟลูฯดัง หัวใจเต้นผิดจังหวะอยู่ไอซียู
หนุน อนุทิน เดินตลาดฟังเสียงจริง! เทพไท จี้อัปวงเงินคนละครึ่ง 5,000 บาท ช่วย ปชช.
เศรษฐกิจสงกรานต์ซบเซา? ผลโพลชี้คนไทยปรับแผนงดฉลอง ประหยัดงบ เซ่นพิษน้ำมันแพง
ร้อนปรอทแตก! ทั่วไทยร้อนจัด เตือนเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี