วันอาทิตย์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569
ในช่วงเวลาเดียวกันกับที่รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ดำเนินการประกาศนโยบายต่อรัฐสภา ทางภาคประชาชนโดยคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) และเครือข่าย ก็ได้จัดเวทีแถลงข้อเสนอต่อสาธารณชน และคณะรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่าด้วยเรื่อง การกำหนดทิศทางและแก้ปัญหาบ้านเมือง ขนานกันไป
ผมจึงขอถือโอกาสนี้ทำการประมวลเชิงเปรียบเทียบความปรารถนาของภาครัฐ กับความประสงค์ของภาคประชาชนดังกล่าว เพื่อจักได้แสดงให้เห็นถึงความสอดคล้อง และความแตกต่าง ซึ่งจะสะท้อนทั้งวิสัยทัศน์ มุมมอง และความเข้าอกเข้าใจเกี่ยวกับสถาบันของประเทศ รวมถึงลู่ทางที่จะขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้าด้วยกันได้หรือไม่
เริ่มจากทางฝ่าย ครป. ที่ได้มีข้อคิด ข้อเสนอ ข้อประสงค์ ออกมารวม 11 ข้อ ซึ่งผสมผสานกันได้เป็น 3 หมวดหลัก ดังนี้
1.ด้านการเมืองและการบริหารราชการแผ่นดิน
- การแก้ไขบุคลากรไม่มีคุณภาพในคณะรัฐมนตรี โดยขจัดพวกประวัติสีเทา และเอาคนดี มีคุณภาพ มีความซื่อตรงซื่อสัตย์ เข้ามาทำงาน
- การดำเนินการปฏิรูปการเมืองอย่างเป็นระบบ โดยคำนึงถึงหลักประชาธิปไตย และหลักสิทธิเสรีภาพ รวมทั้งการส่งเสริมบทบาทพลเมือง
- การบริหารราชการด้วยหลักธรรมาภิบาล ป้องกันและปราบปรามการทุจริต เช่น การให้ผู้มีตำแหน่ง อำนาจต่างๆ เซ็นปฏิญญาที่จะทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ไปจนถึงการให้ประชาชนได้เข้าถึงซึ่งข้อมูล ข่าวสารอย่างกว้างขวาง เพื่อรับรู้และตรวจสอบได้
- การสนับสนุนการกระจายอำนาจ โดยการลด ตัดตอน การกระจุกตัวของอำนาจที่ส่วนกลาง ไปจนถึงการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด
- การสร้างความตระหนัก ทัศนคติ ของผู้ใช้อำนาจรัฐต่างๆ ว่า จักพึงเคารพในเรื่องสิทธิมนุษยชนของพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย
- การรวบรวมจิตใจผู้คนทุกหมู่เหล่าให้ร่วมเป็นหนึ่งเดียวกัน เป็นองคาพยพในการเปลี่ยนแปลง ประเทศไทยให้ก้าวหน้า ทันสมัย โดยเฉพาะการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง
2. เศรษฐกิจ
- การขจัดทุนผูกขาดครอบงำประเทศ และเสริมสร้างระบบเศรษฐกิจการค้าที่เป็นธรรม รวมทั้งการแก้ไข กฎหมายภาษีต่างๆ ให้เป็นธรรม
3. สังคม
- การแก้ไขปัญหาด้านคุณภาพชีวิต และยกระดับแรงงาน
- การปฏิรูปการศึกษาไปในทิศทางของการกระจายอำนาจ
- การยกเลิกยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง และความผันแปรของโลกกว้าง
- การแก้ปัญหาปากท้อง หรือคุณภาพชีวิตพื้นฐาน และการเป็นอยู่ ป้องกัน รักษาทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม
- การแก้ปัญหาผลกระทบต่อประชาชนจากโครงการพัฒนาเศรษฐกิจขนาดใหญ่ต่างๆ ไปจนถึงขั้นการทบทวน ยกเลิก
- การแก้ปัญหาการถือครองที่ดินที่เกินความจำเป็น และกระทบกระเทือนต่อสิ่งแวดล้อม และชุมชน
- การส่งเสริมและพัฒนาแรงงาน และสาขาอาชีพ
ส่วนทางฝ่ายรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นั้น ผมขอสรุปโดยผนวก 12 เรื่องหลัก กับ 12 เรื่องเร่งด่วนเข้าด้วยกัน เพราะมีบางเรื่องที่ซ้อนกัน ดังนี้
1. การเมืองการปกครอง
- การปฏิรูปการบริหารจัดการภาครัฐ และการพัฒนาระบบการบริการประชาชน
- การป้องกันและปราบปรามการทุจริตมิชอบ
- การแก้ไขปัญหายาเสพติด และสร้างความสงบสุขในพื้นที่ชายแดนภาคใต้
- การสนับสนุนให้มีการศึกษา การรับฟังความเห็นของประชาชน และการดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญ
2. เศรษฐกิจ
- การพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจและการกระจายความเจริญสู่ภูมิภาค
- การพัฒนาสร้างความเข้มแข็งจากฐานราก
- มาตรการเศรษฐกิจเพื่อรองรับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก
- การวางรากฐานระบบเศรษฐกิจของประเทศสู่อนาคต
3. สังคม
- การปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพของคนไทยทุกช่วงวัย
- การพัฒนาระบบสาธารณสุข และหลักประกันทางสังคม
- การแก้ไขปัญหาในการดำรงชีวิตของประชาชน
- การปรับปรุงระบบสวัสดิการ และพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน
- การให้ความช่วยเหลือเกษตรกร และพัฒนานวัตกรรม
- การยกระดับสวัสดิการของแรงงาน
- การเตรียมคนไทยสู่ศตวรรษที่ 21
- การจัดเตรียมมาตรการรองรับภัยแล้ง และอุทกภัยอื่นๆ (สิ่งแวดล้อม)
- การฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและการรักษาสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างการเจริญเติบโตอย่างยั่งยืน
นอกจากนั้น ผมก็ขออนุญาตข้ามที่จะระบุในประเด็นเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์ เรื่องความมั่นคงของประเทศ เรื่องศาสนา และเรื่องการ
ต่างประเทศไป เนื่องจากเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องที่จะต้องกระทำอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นคณะรัฐบาลใด
แต่ในเรื่องอื่นๆ นั้นถือเป็นการสะท้อนมุมมอง วิสัยทัศน์ และความมุ่งมั่นตั้งอกตั้งใจของคณะรัฐบาล และสะท้อนองค์ความรู้และความจริงใจ
ซึ่งก็จะเห็นว่า ในประเด็นเรื่องการกระจายอำนาจนั้นไม่ได้อยู่ในความคิดของรัฐบาลแต่อย่างใด ส่วนเรื่องปรองดองสมานฉันท์ก็ลืมไปได้เลย ในขณะที่เรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับ 2560 (ซึ่งไม่เป็นประชาธิปไตย) ที่พรรคร่วมรัฐบาลทำการเรียกร้องก่อนเข้าร่วม ทางรัฐบาลให้ยาหอมเพียงระบุโดยใช้คำว่า “ศึกษา” เท่านั้น เพราะกฎหมายรัฐธรรมนูญดังกล่าวได้เอื้อประโยชน์ และอำนาจให้แก่ฝ่ายข้าราชการประจำ ฝ่ายกองทัพ (หรือฝ่ายรัฐราชการนิยม) แล้วตัวผู้นำรัฐบาลที่ได้ประโยชน์ดังกล่าว จะไปเสียเวลาเปลี่ยนแปลงเพื่ออะไร?
ที่น่าสังเกตก็คือ ได้อยู่ในอำนาจเบ็ดเสร็จมาแล้วตั้ง 5 ปี ไม่เห็นจะพูดถึง หรือดำเนินการอะไรกับ 12 หลัก 12 เร่งด่วน นี้เลย เหมือนอยู่ๆ พอมาเป็นรัฐบาลสืบทอดอำนาจ เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2562 สิ่งเหล่านี้ก็ปิ๊งเข้ามาในหัวว่าจะต้องดำเนินการ ประชาชนก็ย่อมกังขาว่า แล้ว 5 ปีที่ผ่านมา ทำไมไม่ได้ทำอะไรเหล่านี้เลย ยิ่งไปกว่านั้น ถ้า 5 ปีภายใต้อำนาจเบ็ดเสร็จยังบ้อท่า แล้วอีก 4 ปีต่อไปจะบ้ออะไรกันอีก
จะออกนโยบายใดๆ ต้องฟังเสียงประชาชน
จะประกาศนโยบายใดๆ ต้องพูดจากับประชาชน
จะดำเนินนโยบายใดๆ ต้องทำไปเพื่อประชาชน
กษิต ภิรมย์
kasitfb@gmail.com

มาแล้ว! กรมอุตุฯคาดหมายอากาศ 7 วันข้างหน้า ตั้งแต่ 25-31 ม.ค.69
ไอซ์ครวญ100ล.เลยเหรอ! ธรรมนัสฟ้องหมิ่น-ถามจะได้เจอกันมั้ย
กกต.เปิดเวทีถกประชามติแก้ รธน. 27 ม.ค.นี้ คิว 10 พรรค ก่อนเผยแพร่ NBT ใช้ประกอบการตัดสินใจ
อธิบดีอัยการ สคช.เตือนเกรียนคีย์บอร์ด ปมวิจารณ์จนถูกฟ้อง ชี้ไม่รู้จริงอย่าโพสต์ ทุกโพสต์มีราคา
นายกฯยันไทยยังไม่พบผู้ติดเชื้อนิปาห์ ขอให้ยึดโมเดลโควิดเฝ้าระวัง คัดกรองนทท.จากประเทศเสี่ยง

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี