วันเสาร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2569
อีกแค่ 7 วัน เกาะภูเก็ต จะเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ตามโมเดล Phuket Sandbox
อันที่จริง ไม่ใช่เฉพาะนักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่นักท่องเที่ยวไทยเราเอง ก็สามารถจะเดินทางไปท่องเที่ยวที่ภูเก็ตได้ด้วยเช่นกัน (ตามเงื่อนไขการฉีดวัคซีนหรือการตรวจเชื้อ)
1. ดร.เสรี วงษ์มณฑา ตั้งข้อสังเกตและข้อเสนอแนะที่น่าสนใจ ระบุว่า
“....ไม่รู้ว่าใครคิดที่จะเก็บเงินค่า swab นักท่องเที่ยวที่จะมาเยือน Phuket Sandbox ครั้งละ 4,500 บาท 3 ครั้ง (เมื่อมาถึง เมื่ออยู่ 7 วัน และเมื่อครบ 14 วัน) ก็เกือบ 15,000 บาท มาสองคนผัวเมียก็เกือบ 30,000 เงินที่จะมาเที่ยวหายไปเยอะเลย
ขอถามว่า เราต้อง swab เขา 3 ครั้งเลยหรือ ในเมื่อเขาฉีดวัคซีนแล้ว 2 เข็ม ผ่านมาแล้ว 14 วันก่อนที่เขาจะเดินทางมาเมืองไทย จะ swab น้อยลงได้หรือไม่
เราต้องคิดเงินเขาแพงขนาดนั้นเลยหรือ จะคิดถูกกว่านั้น หรือใช้งบประมาณพิเศษอะไรตรงนี้ยกเว้นค่าใช้จ่ายได้หรือเปล่า ให้พวกเขาเต็มใจจะมาเที่ยวเมืองไทย
จะอ้างว่าเราเก็บคนไทยที่ไม่ใช่กลุ่มเสี่ยงก็เกือบๆ ประมาณนี้ไม่ได้นะ คนไทยที่ไม่เสี่ยงแต่อยากตรวจเอง เราจึงคิดเงินแพง แต่นักท่องเที่ยวเขาไม่ใช่คนที่ขอให้เราตรวจ เราบังคับให้เขาตรวจ จะคิดด้วยหลักการเดียวไม่ได้
ถ้าคิดเขาแพงเขาไม่มา เราก็ไม่ได้รายได้จากการมาเที่ยวของเขา แต่ถ้าคิดถูกกว่านี้หรือไม่คิดเลย เอารายได้จากที่เขามาเที่ยว มาใช้จ่ายค่ากินค่าอยู่ไม่ดีกว่าหรือ
ให้โรงแรม ให้ร้านอาหาร ให้ธุรกิจอื่นๆ ได้รายได้จากนักท่องเที่ยว แล้วรัฐบาลได้รายได้จาก VAT จากภาษีเงินได้นิติบุคคล มันจะไม่ดีกว่าหรือ คิดดู อันไหนได้มากกว่ากัน
คิดกันให้ลึกๆ สักนิด อย่าคิดตื้นๆ ถ้าจะส่งเสริมการท่องเที่ยวจริงๆ ต้องคิดแบบ incentive mindset ไม่ใช่ restriction mindset ที่ทำให้ entry protocol ยุ่งยากจนคนไม่อยากมา
ใครก็ตามเป็นคนคิดจะเก็บเงินตรงนี้ คิดใหม่นะ ตอนนี้มีเสียงนินทาแล้วด้วยว่าจะมีคนกินหัวคิวในการส่งนักท่องเที่ยวไปตรวจตามโรงพยาบาลต่างๆ
ตอนนี้เกิดคำถามแล้วว่าหน่วยไหนจะมากินหัวคิว เป็นการท่า การท่องเที่ยวตม. หรือ สธ. ถ้ายังยืนกรานที่จะเก็บ แล้วมีคนสืบได้ว่ามีนโยบายนี้ออกมาเพื่อกินหัวคิว รัฐบาลเสียหายแน่
ขอร้องคิดใหม่เถอะค่ะ รายได้จากค่าตรวจมันสู้รายได้จากที่พวกเขาเต็มใจจะเข้ามาเที่ยว มาจับจ่ายใช้สอยในประเทศไม่ได้หรอกค่ะ ทั้งรายได้ผู้ประกอบการ คนงาน และรัฐบาลที่จะได้ภาษี
เชื่อเถอะ ถ้าเก็บค่าตรวจนักท่องเที่ยวจะหายไปมากกว่าครึ่ง...”
2. ข้อคิดความเห็นของ ดร.เสรี เป็นการเสนอแนะที่สร้างสรรค์ ต้องการให้การรีสตาร์ทเครื่องยนต์เศรษฐกิจการท่องเที่ยวประสบความสำเร็จ สมควรที่ผู้เกี่ยวข้องพึงพิจารณา และชี้แจงแนวทางต่อไป
แน่นอน เรื่องความปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญ การตรวจอาจจำเป็นต้องมี แต่เมื่อตั้งใจจะเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ การคำนวณผลได้จึงควรพิจารณาภาพรวมที่มีต่อเศรษฐกิจเป็นสำคัญ ไม่ทำให้เกิดรายจ่ายจุกจิกที่จะก่อให้เกิดความรู้สึกลบจาก “ลูกค้า”
3. หลักการการเปิดพื้นที่นำร่องรับนักท่องเที่ยวในจังหวัดภูเก็ต และจังหวัดสุราษฎร์ธานี (เกาะสมุย เกาะพะงัน เกาะเต่า) มีแนวทางที่น่าสนใจ ดังนี้
เกณฑ์การรับนักท่องเที่ยว แบ่งเป็น
ก่อนเดินทางเข้ามาถึง
1) ให้มีเอกสารที่ใช้ในการเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักร ดังนี้
- หนังสือรับรองว่าเป็นบุคคลที่เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรได้ (Certificate of Entry - COE)
- ใบรับรองแพทย์ที่ยืนยันว่าผู้เดินทางไม่มีเชื้อโรคโควิด-19 (Medical certificate with a laboratory result indicating that COVID-19 is not detected) โดยวิธีRT-PCR โดยมีระยะเวลาไม่เกิน 72 ชั่วโมงก่อนการเดินทาง
- กรมธรรม์ประกันภัยที่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพ และรักษาพยาบาลหรือหลักประกันอื่นใด ซึ่งรวมถึงกรณีโรคโควิด-19 ตลอดระยะเวลาที่ผู้เดินทางอยู่ในราชอาณาจักร ในวงเงินไม่น้อยกว่า 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ ฯลฯ
2) กำหนดประเทศของนักท่องเที่ยวเป็นกลุ่มประเทศเสี่ยงต่ำและปานกลาง หรือกลุ่มประเทศตามที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด และตามที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เสนอ ทั้งนี้ กรณีที่มาจากประเทศอื่นต้องอยู่ในประเทศที่กำหนดอย่างน้อย 21 วัน กรณีผู้มีสัญชาติไทย และชาวต่างชาติที่มีถิ่นพำนักในประเทศไทยจะต้องเดินทางมาจากกลุ่มประเทศเสี่ยงต่ำและปานกลาง หรือตามที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด
3) ได้รับวัคซีนตามกำหนดของประเทศไทยครบกำหนดสองเข็ม (ตามประเภทวัคซีน) อย่างน้อย 14 วัน ก่อนการเดินทาง และมีเอกสารรับรองการได้รับวัคซีน (Vaccine Certificate) กรณีเด็กสามารถเดินทางมาพร้อมผู้ปกครองที่ได้รับวัคซีนตามที่กำหนด
4) กรณีเคยติดเชื้อ ต้องได้รับวัคซีนตามกำหนดสองเข็ม (ตามประเภทวัคซีน)อย่างน้อย 14 วัน
เมื่อเดินทางมาถึง
1) จะต้องดำเนินการตามข้อกำหนดผู้เดินทางเข้าราชอาณาจักรฯ
2) ติดตั้งแอปพลิเคชั่น Thailand Plus ร่วมกับระบบสารสนเทศอื่นที่ทางจังหวัดกำหนด และในกรณีเดินทางเข้าจังหวัดภูเก็ตต้องติดตั้งแอปพลิเคชั่นหมอชนะ (ภาษาอังกฤษ)
3) เข้ารับการตรวจหาเชื้อการตรวจหาเชื้อโควิด-19 ณ สนามบิน โรงแรมที่พักหรือจุดตรวจ
4) เดินทางเข้าที่พักที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐาน SHA Plus กรณีเกาะสมุยเกาะพะงัน เกาะเต่า เข้าที่พักแบบ ALQ
5) ทราบผลการตรวจแล้วไม่พบเชื้อ สามารถออกเดินทางท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตได้ (กรณีเกาะสมุย เกาะพะงัน เกาะเต่า สามารถออกนอกห้องพัก และใช้บริการในบริเวณที่พัก)
6) พำนักในภูเก็ตอย่างน้อย 14 คืน กรณีอยู่น้อยกว่า 14 คืน ต้องเป็นการเดินทางออกนอกราชอาณาจักรด้วยเที่ยวบินตรงเท่านั้น
- กรณี เกาะสมุย เกาะพะงัน เกาะเต่า วันที่ 1-3 นักท่องเที่ยวสามารถออกนอกห้องพักและใช้บริการบริเวณที่พัก, วันที่ 4-7 นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางท่องเที่ยวในระบบปิดตามเส้นทางที่กำหนด, วันที่ 8-14 นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางท่องเที่ยวในพื้นที่อำเภอเกาะสมุย อำเภอเกาะพะงัน เกาะเต่า โดยไม่กักตัวแบบมีเงื่อนไข
7) การตรวจหาเชื้อโควิด-19 ด้วยวิธี RT - PCR อีกจำนวน 2 ครั้งในวันที่ 6-7 และ 12-13 หรือตามข้อกำหนดของศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19
8) ปฏิบัติตามมาตรการ D-M-H-T-T-A อย่างเคร่งครัด
ก่อนเดินทางออก
ก่อนเดินทางออกจากจังหวัดภูเก็ต/พื้นที่ของเกาะสมุย เกาะพะงัน เกาะเต่าไปจังหวัดอื่นๆ ให้แสดงหลักฐานยืนยันว่าได้พำนักในที่พัก SHA Plus/ALQ ตามระยะเวลาที่กำหนด และมีผลการตรวจเชื้อโควิด-19 ตามที่ราชการกำหนด
4. การเตรียมการที่สำคัญอื่นๆ ที่ ครม.และ ศบค.กำหนดไว้ชัดเจน เช่น การฉีดวัคซีนของประชาชนในพื้นที่
นอกจากนี้ ยังมีการจัดตั้งศูนย์บริหารจัดการ ทั้งจังหวัดภูเก็ต และจังหวัดสุราษฎร์ธานี (เกาะสมุย เกาะพะงัน เกาะเต่า) มีระบบกำกับควบคุมในที่พัก (Covid Manager อาสาสมัครสาธารณสุขประจำโรงแรม) มีระบบกำกับควบคุมในการเดินทาง Sealed Route โดยที่พักและบริษัทนำเที่ยว รวมทั้งจัดระบบควบคุมคัดกรองด่านเข้า-ออกทางอากาศและทางเรือทั้ง 3 เกาะ และเชื่อมโยงเครือข่ายเพื่อตรวจสอบ
มีการเตรียมความพร้อมมาตรการการเฝ้าระวังป้องกันควบคุมโรค การเตรียมความพร้อมของทรัพยากรด้านการแพทย์สาธารณสุข กำลังคนในการกำกับติดตาม และทรัพยากรสนับสนุนอื่นๆ จังหวัดภูเก็ตและจังหวัดสุราษฎร์ธานี มีการจัดบุคลากรทางแพทย์ อุปกรณ์ และหอผู้ป่วยเพื่อรองรับกรณีมีผู้ป่วยอย่างเพียงพอ พร้อมจัดทำแผนเพื่อรับสถานการณ์โดยจัดตั้ง Command Center และคณะทำงานเพื่อกำกับดูแลและให้คำแนะนำ
ประการสำคัญ มีการจัดทำแผนรับมือและแผนชะลอหรือยกเลิกโครงการด้วย
สำหรับจังหวัดภูเก็ต กรณีมีจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่มากกว่า 90 รายต่อสัปดาห์ มีลักษณะการกระจายโรคในจังหวัดทั้ง 3 อำเภอ และมากกว่า6 ตำบล และมีการระบาดเกิน 3 คลัสเตอร์ หรือมีการระบาดในวงกว้างที่หาสาเหตุหรือความเชื่อมโยงไม่ได้ มีผู้ติดเชื้อครองเตียงตั้งแต่ร้อยละ 80 ของศักยภาพโดยจะมีมาตรการปรับเปลี่ยน 4 ระดับ ดังนี้ 1) ปรับลดกิจกรรม 2) ดำเนินการตามแผนปฏิบัติการเพื่อรองรับสถานการณ์ (Sealed route) 3) มาตรการกักตัวภายในสถานที่พัก Hotel Quarantine 4) ทบทวนยุติโครงการ Phuket Sandbox
สำหรับเกาะสมุย เกาะพะงัน เกาะเต่า จัดทำแผนเกณฑ์การยกเลิกการรับนักท่องเที่ยว เมื่อมีการระบาดโดยใช้ศักยภาพในการรองรับของโรงพยาบาลเกาะสมุย (โรงพยาบาลแม่ข่ายใน 3 เกาะ) เป็นเกณฑ์กำหนด โดยระบบของเกาะสมุยสามารถรองรับการติดเชื้อสะสมได้ในระบบ Samui Sealed Route Model ได้ 20 รายต่อ 2 สัปดาห์ ซึ่งสามารถรองรับการระบาดรุนแรงของโรคได้ทั้งหมดในกรณีที่ไม่มีการส่งต่อ และสามารถรองรับผู้ป่วยได้มากขึ้น เมื่อส่งต่อไปยังโรงพยาบาลที่มีศักยภาพสูงขึ้นได้ ทั้งนี้ เมื่อพบผู้ติดเชื้อ และคาดการณ์ว่าจะมีการระบาดที่ระบบปกติจะไม่สามารถรองรับได้ จึงจะกลับไปใช้ระบบ ALQ ของกระทรวงสาธารณสุข
จะเห็นได้ว่า เป็นการดำเนินการที่มีการวางแผน วางมาตรการที่ค่อนข้างรัดกุม
ขอให้กำลังใจคนทำงาน อยากเห็นนักท่องเที่ยวมาเยอะๆ และหวังว่าไม่เกิดผลด้านลบ ประเทศไทยจะได้เดินหน้ากันต่อไปเสียที
สารส้ม

รวบแล้ว!เพื่อนแสบ หลอกหญิงไทยค้ากามบาห์เรน
เอ็ดดี้ เปิดผลกระทบ 3 ชั้น หากศาลวินิจฉัย 44 สส.ก้าวไกล ผิดจริง
อ.อัจฉราวดี จี้รื้อฟรีวีซ่า หวั่นนอมินีอิสราเอลฮุบที่ดินเกาะพะงัน-ลามถึง 3 จว.ใต้
ยื่นร่างฯ 1 พ.ค.นี้ ไอซ์ เดินสายเปิดแคมเปญรณรงค์ ปฏิรูปประกันสังคม
ฝนตกมาราธอน 10 ชม. นครพนมฟ้าผ่าตูมเดียวระทึก เด็กชายวัย 14 สลบคาครัว-วัวดับ 3 ตัว

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี