วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569
ค่อนข้างชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ แล้วกับ “การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.)” โดยเบื้องต้นคาดว่าน่าจะเกิดขึ้นประมาณเดือน พ.ค. 2565 ขณะที่บรรดา “ว่าที่ผู้สมัคร” ทั้งที่ลงสนามในนามพรรคการเมืองและอิสระต่างเริ่มลงพื้นที่พบปะประชาชน รวมถึงชูนโยบายแก้ปัญหาต่างๆ นานา ที่ชาวเมืองหลวงต้องประสบพบเจอ ทั้งแต่การจราจรติดขัดและอุบัติเหตุบนท้องถนน ฝุ่นพิษ PM2.5 น้ำท่วมขังรอการระบาย ฯลฯ
อนึ่ง สถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ที่ดำเนินมากว่า 2 ปีแล้ว มีคำกล่าวหนึ่งว่า “โควิดช่วยทำให้ประเด็นที่แต่ละสังคมไม่ค่อยอยากพูดถึงถูกทำให้มองเห็นชัดขึ้น” ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ “แรงงานข้ามชาติ” ที่ทั้งไทยและอีกบางประเทศแม้จะควบคุมการระบาดในพลเมืองหรือประชาชนได้ดี แต่ไปพบการระบาดแบบกลุ่มก้อน (คลัสเตอร์) ขนาดใหญ่ในชุมชนหรือถิ่นที่อยู่อาศัยของแรงงานข้ามชาติ ก่อนจะย้อนกลับมาระบาดยังประชาชนของรัฐชาติตนเองในที่สุด โดยจุดร่วมสำคัญคือ แรงงานข้ามชาติมักเข้าไม่ถึงสิทธิด้านสุขภาพ ขณะที่สุขอนามัยก็ไม่ค่อยดีนัก
สัปดาห์นี้ “ที่นี่แนวหน้า” ขอบอกเล่าข้อเสนอจาก เครือข่ายวิชาการเพื่อสังคมเป็นธรรม (Jusnet) , หน่วยปฏิบัติการวิจัยความมั่นคงของมนุษย์และความเท่าเทียม สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (HuSE) และสำนักงานวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) เรื่อง “การจัดบริการสุขภาพแรงงานข้ามชาติ เพื่อให้กรุงเทพมหานครมีความมั่นคงทางสุขภาพ บรรลุวิสัยทัศน์ความยั่งยืนและเป็นธรรม” ที่เผยแพร่เมื่อวันที่22 ก.พ. 2565 ที่ผ่านมา
ข้อเสนอนี้เริ่มต้นด้วยข้อสังเกตว่า ประเทศไทยมีแรงงานข้ามชาติ (หรือแรงงานต่างด้าวในภาษาทางกฎหมาย) มากที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
(อาเซียน) แต่กลับไม่ปรากฏนโยบายเรื่องนี้ในแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ.2561-2580) และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2560-2564) เช่นเดียวกันระดับเมืองคือ กทม. แผนปฏิบัติราชการปี 2564 ของสำนักการแพทย์ และสำนักอนามัย ซึ่งรับผิดชอบการจัดบริการสุขภาพในกรุงเทพฯ ไม่ปรากฏเป้าหมายการจัดบริการสุขภาพ และ/หรือการควบคุมป้องกันโรคในกลุ่มแรงงานข้ามชาติ
การระบาดของไวรัสโควิด-19 ในกลุ่มแรงงานข้ามชาติในพื้นที่กรุงเทพฯ ทั้งคลัสเตอร์ก่อสร้าง ตลาดสด ร้านอาหาร พื้นที่ชุมชนแออัด สะท้อนให้เห็นว่า“กทม. ไม่อาจละเลยแรงงานข้ามชาติ ซึ่งคาดว่ามีอยู่ราวร้อยละ 10 ของจำนวนประชากรในกรุงเทพฯ 10.7 ล้านคน” ทั้งนี้ แรงงานข้ามชาติถือเป็นส่วนใหญ่ของกลุ่มแรงงานรายได้น้อย ทิศทางการพัฒนาเมืองของกรุงเทพฯจึงไม่อาจละเลยพลเมืองทางเศรษฐกิจเหล่านี้ได้
โดยข้อเสนอเชิงนโยบายถึง “ผู้ที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.” ได้แก่ 1.บูรณาการแรงงานข้ามชาติเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มประชากรเป้าหมายในแผนการพัฒนา 2.สร้างเจตคติเชิงบวกต่อการบูรณาการแรงงานข้ามชาติในสังคมไทยผ่านระบบสุขภาพ/ประกันสังคม 3.จัดให้มีการจำหน่ายบัตรประกันสุขภาพคนต่างด้าวและแรงงานต่างด้าวให้กับแรงงานข้ามชาติทุกกลุ่มในกรุงเทพฯ โดยไม่คำนึงถึงสถานะการเข้าเมือง
4.จัดให้มีมาตรการทางภาษีที่ลดหย่อนภาษีให้กับนายจ้างแรงงานข้ามชาติที่จัดให้ลูกจ้างแรงงานข้ามชาติมีประกันสุขภาพ/ประกันสังคม หรือเรียนภาษาไทย/อบรมพัฒนาทักษะก่อนทำงาน รวมทั้งผู้ประกอบการหอพัก/ห้องเช่าที่จัดเก็บค่าเช่าห้องพักมาตรฐานในอัตราไม่เกินร้อยละ 30 ของรายได้แรงงานข้ามชาติ 5.จัดตั้ง
ศูนย์กระจายข้อมูลข่าวสารด้านสุขภาพ ผ่านเครือข่ายร้านขายยาในกรุงเทพฯ และ 6.พัฒนาศูนย์บริการสุขภาพแรงงานข้ามชาติ หรือหน่วยบริการปฐมภูมิที่เป็นมิตรกับแรงงานข้ามชาติ ให้ครอบคลุมพื้นที่ชุมชนแรงงานข้ามชาติหนาแน่นใน กทม.
ข้างต้นคือข้อเสนอจากคณะนักวิชาการ โดยอ้างอิงจากรายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการสำรวจสถานการณ์แรงงานข้ามชาติในเมืองใหญ่ และการส่งเสริมบทบาทภาคเอกชนในการพัฒนาระบบสุขภาพแรงงานข้ามชาติทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถเข้าไปอ่านข้อเสนอ การจัดบริการสุขภาพแรงงานข้ามชาติ เพื่อให้กรุงเทพมหานครมีความมั่นคงทางสุขภาพ บรรลุวิสัยทัศน์ความยั่งยืนและเป็นธรรม ฉบับเต็มได้ที่เว็บไซต์ https://husechula.wordpress.com/
อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อจำกัดที่สำคัญคือ “นโยบายหลายอย่างอาจไม่สามารถดำเนินการได้โดย กทม. เพียงลำพัง” อาทิ ประกันสุขภาพ/ประกันสังคม โดยผลการศึกษาพบว่า ประกันสุขภาพตอบโจทย์ทั้งนายจ้างและแรงงานข้ามชาติได้ดีกว่า แต่ประกันสังคมนั้นฝั่งแรงงานข้ามชาติพบปัญหาความยุ่งยากซับซ้อนในการเข้าถึงสิทธิ ขณะที่ฝั่งนายจ้างมองว่าสร้างความลำบากโดยเฉพาะกิจการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ซึ่งนโยบายจำหน่ายบัตรประกันสุขภาพแรงงานต่างด้าว ต้องได้รับการสนับสนุนจาก กระทรวงสาธารณสุข
เช่นเดียวกับ นโยบายลดหย่อนภาษีเพื่อส่งเสริมการปรับปรุงคุณภาพชีวิตของแรงงานข้ามชาติ ทั้งต่อนายจ้างและผู้ประกอบการหอพัก/ห้องเช่า ต้องได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงการคลัง รวมไปถึง นโยบายด้านการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ต้องครอบคลุมบุตรหลานผู้ติดตามแรงงานข้ามชาติด้วย แม้ในกรุงเทพฯ จะมีโรงเรียนสังกัด กทม. แต่ก็มีโรงเรียนที่ไม่ได้อยู่ในสังกัด กทม. ด้วย ซึ่งจะอยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงศึกษาธิการ
โดยเฉพาะ “ทัศนคติเชิงลบต่อแรงงานข้ามชาติ”เช่น ในข้อเสนอข้างต้นที่อ้างผลการศึกษาซึ่งสอบถามความคิดเห็นจากบุคลากรผู้ให้บริการสุขภาพ 89 คน พบว่า บุคลากรทางสุขภาพในพื้นที่เขตเมืองโดยมากมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับแรงงานข้ามชาติน้อยกว่านายจ้าง ตัวอย่างทัศนคติเชิงลบ อาทิ มองว่าแรงงานข้ามชาติส่งผลลบต่อเศรษฐกิจไทย (ร้อยละ 68) เป็นแหล่งโรค (ร้อยละ 77)
ไม่ควรมีสิทธิอะไรหากเข้ามาผิดกฎหมาย (ร้อยละ 70)และเป็นภาระงบประมาณ/บุคลากรทางสุขภาพ (ร้อยละ 75)ซึ่งก็สอดคล้องกับงานศึกษาทัศนคติต่อแรงงานข้ามชาติก่อนหน้า ที่ยืนยันไปทิศทางเดียวกันว่า หากบุคคลทั่วไปรวมทั้งบุคลากร ทางสุขภาพมีความรับรู้และความเข้าใจที่มากขึ้นเกี่ยวกับแรงงานข้ามชาติ ทัศนคติจะเป็นไปในทางบวกมากขึ้น
ข้อจำกัดทั้งหลายเหล่านี้สามารถคลี่คลายลงได้..หาก “รัฐบาลกลาง” เห็นความสำคัญ!!!
เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี