วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
3. หลักการสำคัญในการนำความคิดที่ถูกต้องไปปฏิบัติ
เมื่อบุคคลได้บ่มเพาะความคิดที่ถูกต้องแล้ว
การนำไปใช้ต้องมีหลักการที่ยึดถือเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับพฤติกรรม
โดยหลักการที่สำคัญที่สุดคือการปรับเปลี่ยนกรอบความคิด (Cognitive Reframing)
หลักการนี้มุ่งเน้นการเปลี่ยนการพูดกับตนเอง (Self-talk) จากแง่ลบให้เป็นเชิงรุก
เช่น การเปลี่ยนความคิดว่า “ฉันทำไม่ได้”เป็น “ฉันกำลังเรียนรู้วิธีทำสิ่งนี้”
หลักการต่อมาคือการมุ่งเน้นในสิ่งที่ควบคุมได้ (Controllable Focus)
ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก
บุคคลควรแยกแยะระหว่างปัจจัยภายนอกที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้
กับปฏิกิริยาตอบโต้และการวางแผนของตนเอง
การรักษาความเป็นเจ้าของชีวิต (Agency)
ช่วยลดสภาวะสิ้นหวัง (Learned Helplessness) และ
ส่งเสริมความยืดหยุ่นทางอารมณ์
• นอกจากนี้ การสร้างความสัมพันธ์ที่เกื้อกูล (Constructive Relationship)
ต้องอาศัยการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพและการฟังอย่างตั้งใจ (Active Listening)
การให้ความสำคัญกับอารมณ์เบื้องหลังคำพูด (Empathy)
และการแสดงออกผ่านภาษากายที่เปิดกว้างจะช่วยลดการป้องกันตนเองของคู่สนทนา
การให้ข้อมูลป้อนกลับควรเน้นที่การพัฒนาบทบาทและภารกิจ (Role-based Feedback)
แทนที่จะตำหนิตัวบุคคล เพื่อรักษาความภาคภูมิใจในตนเองของทุกฝ่าย
4. การนำความคิดที่ถูกต้องไปแก้ปัญหาในระดับต่างๆ
ความคิดที่ถูกต้องมีพลวัตในการแก้ไขปัญหาที่ครอบคลุมทุกมิติของชีวิต
ตั้งแต่ระดับปัจเจกบุคคลไปจนถึงระดับโครงสร้างประเทศ
1.การแก้ไขปัญหาของตนเองและครอบครัว
ในระดับส่วนตัว
ความคิดที่ถูกต้องช่วยจัดการความเครียดผ่านการเจริญสติและการออกกำลังกาย
ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการลดอัตราการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด
การฝึกสำรวจความคิดลบแบบ “การกรองออก” (Filtering)หรือ
“การกล่าวโทษตนเอง” (Personalizing)
ช่วยให้บุคคลก้าวพ้นภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวล
สำหรับสถาบันครอบครัว
ความคิดที่ถูกต้องเป็นเครื่องมือในการลดความขัดแย้งระหว่างวัย
การที่ผู้ปกครองมี Growth Mindset
จะทำให้พวกเขาส่งเสริมความเพียรพยายามของบุตรหลานมากกว่าความฉลาด
งานวิจัยระบุว่าเด็กที่เติบโตในครอบครัวที่มองความผิดพลาด
เป็นเรื่องธรรมดาของการเรียนรู้
จะมีความมั่นใจในการเผชิญความท้าทายในโลกภายนอกและมีทักษะการตัดสินใจที่ดีขึ้น
2.การแก้ไขปัญหาเพื่อนมิตรและสังคม
ในการทำงานและความสัมพันธ์ทางสังคม
ความคิดที่ถูกต้องช่วยให้เรามองข้ามความบาดหมางส่วนตัว
และมุ่งเน้นไปที่เป้าหมายส่วนรวม (Outward Mindset)
การใช้ทักษะการแก้ปัญหาความขัดแย้ง (Conflict Resolution)
โดยปราศจากความต้องการแก้แค้น (Fantasies ofRevenge)
ช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำงานร่วมกัน
บุคคลที่มีความเห็นอกเห็นใจสูงจะมีแนวโน้มที่จะสนับสนุนความเสมอภาคทางสังคมและ
ลดพฤติกรรมการครอบงำกลุ่มอื่น
3.การแก้ไขปัญหาของบ้านเมืองและประเทศชาติ
ปัญหาในระดับมหาภาค เช่น การทุจริตคอร์รัปชันและความเหลื่อมล้ำ
ต้องใช้การคิดเชิงวิพากษ์ในระดับพลเมือง
(Digital Literacy & Media Literacy)
เพื่อตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ
ความคิดที่ถูกต้องในระดับชาติ
หมายถึงการที่ประชาชนตระหนักว่าตนเองคือส่วนหนึ่งของความเปลี่ยนแปลง
(Global Citizenship Education) และ
มีความกล้าหาญในการขับเคลื่อนสังคมบนหลักการประชาธิปไตย
ที่ไม่หยุดอยู่เพียงปัญหาในประเทศเท่านั้น
การวิเคราะห์การแก้ปัญหาของประเทศไทย:
แนวทางการแก้ไขปัญหาของประเทศไทยในอนาคต
การปฏิรูปประเทศไทย
ต้องการการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบที่สอดประสานกับ“ความคิดที่ถูกต้อง”
ในระดับมหาภาค
ซึ่งสามารถสรุปได้เป็น ๓ แนวทางหลักดังนี้:
1.การปฏิรูปโครงสร้างทางอำนาจและกฎหมาย
รัฐต้องดำเนินการกระจายอำนาจสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างแท้จริง
ทั้งในด้านการบริหารงานบุคคลและการคลัง
เพื่อลดสภาวะ “รัฐราชการรวมศูนย์” ที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนา
กฎหมายที่มีเนื้อหาฟุ่มเฟือยหรือเป็นอุปสรรคต้องได้รับการสังคายนาเพื่อให้เกิดความเท่าเทียมและลดช่องว่างการเข้าถึงเทคโนโลยี
2. การปฏิรูปเศรษฐกิจและความเหลื่อมล้ำ
การสร้างระบบสวัสดิการพื้นฐานแบบถ้วนหน้า (Universal Basic Welfare)
เป็นกุญแจสำคัญในการลดความเสี่ยงจากการถดถอยทางเศรษฐกิจ
รัฐต้องมีมาตรการตรวจสอบและจัดการการผูกขาด (Rent Management)
เพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจที่มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรม และ
สนับสนุนเศรษฐกิจฐานรากในพื้นที่ให้สามารถพึ่งพาตนเองได้
3. การปฏิรูปการศึกษาและทุนมนุษย์
ประเทศไทยต้องเปลี่ยนจากการผลิตบุคลากรตามความถนัดเดิมไปสู่
“การศึกษาที่ตอบสนองตลาดแรงงาน” (Demand-driven Education)
ผ่านการ Reskill และ Upskill ตลอดชีวิต
การปรับหลักสูตรสถานศึกษาให้เน้นการคิดเชิงรุก (Active Learning)
และความฉลาดทางดิจิทัลเป็นสิ่งจำเป็นอย่างเร่งด่วน
เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
• ข้อแนะนำเชิงยุทธศาสตร์เพื่อการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน
เพื่อนำประเทศไทยออกจากสภาวะ “ต้มกบ”
ภาครัฐและภาคประชาชนต้องร่วมมือกันในมิติที่ลึกซึ้ง:
1. การสร้างธรรมาภิบาลในภาครัฐ:
หน่วยงานของรัฐต้องมีโครงสร้างที่กะทัดรัด ทันสมัย และมีสมรรถนะสูง
(High Performance Public Service)
โดยได้รับการตรวจสอบอย่างเข้มข้นจากภาคประชาชน
2. การเตรียมพร้อมสู่สังคมสูงวัย:
การยกระดับระบบสาธารณสุขปฐมภูมิและการแพทย์แผนไทยเพื่อเป็นฐานเศรษฐกิจใหม่
จะช่วยสร้างความมั่นคงทางสุขภาพควบคู่ไปกับการเติบโตของรายได้
3. การยึดมั่นในเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs):
ประเทศต้องให้ความสำคัญกับการปกป้องสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ควบคู่ไปกับการลดความเหลื่อมล้ำทางรายได้เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานโลก
ชัยวัฒน์ สุรวิชัย

บุกค้นบ้านหรูกลางเมืองพัทยา รวบ 3 จีนเทา ลักลอบผลิต บุหรี่ไฟฟ้าซอมบี้
ในหลวง-พระราชินี พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ ทูตต่างประเทศ เฝ้าฯ กราบบังคมทูลลา
ทูตอิหร่าน ดัน จีน เป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยหยุดสงคราม ก่อน ทรัมป์ เหยียบแผ่นดินมังกร
ต๊ะ นารากร เผยเหตุผลไม่ทำช่องข่าวตัวเอง เพราะไม่อยากขโมยงานใคร
ในหลวง โปรดเกล้าฯให้ผู้ว่าฯนราธิวาส เชิญสิ่งของพระราชทาน มอบกำลังพลบาดเจ็บเหตุคนร้ายลอบวางระเบิด

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี