วันจันทร์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2569
ประเทศไทยศิวิไลซ์ไทยแลนด์แดนสยามเมืองยิ้มนั้น มองในมุมที่ไม่ต้องหาสาระอะไรก็ขำดี และสุขภาพจิตก็ไม่เสียด้วย โดยเฉพาะเรื่องบ่นก่นด่ารัฐบาล ถือว่าเป็นเรื่องปกติ ฉะนั้น ใครที่ขึ้นมาเป็นรัฐบาล ก็ต้องทำตัวให้เหมือน“กระโถนท้องพระโรง” เฉพาะอย่างยิ่งคนเป็นนายกรัฐมนตรี ต้องรับให้ได้ และต้องใช้ผลงานอย่างเดียวเท่านั้นเป็นเครื่องพิสูจน์
คำว่า“กระโถน” เราคนไทยต่างก็รู้กันดี ว่าหมายถึงภาชนะที่ใช้สำหรับบ้วนน้ำหมาก บ้วนน้ำลาย หรือทิ้งสิ่งของที่ไม่ต้องการ ส่วนคำว่า“ท้องพระโรง” คนไทยแต่ก่อนเก่าสมัยโบราณจะรู้ดี หมายถึงห้องโถงใหญ่ในพระราชวัง หรือในพระที่นั่ง ใช้เป็นที่สำหรับขุนนางหรือข้าราชการเข้าเฝ้าพระเจ้าแผ่นดิน เวลาเสด็จออกว่าราชการ หรือออกมหาสมาคมรับแขกเมือง และยังหมายรวมไปถึงศาลาลูกขุน ซึ่งเป็นที่ทำการของข้าราชการชั้นสูง
สถานที่ดังว่านั้น จึงต้องมีกระโถนตั้งไว้สำหรับให้ผู้ที่มารวมกัน ณ ที่นั้นเป็นจำนวนมาก ไว้บ้วนน้ำลายบ้วนน้ำหมาก หรือทิ้งชานหมาก ซึ่งคนไทยสมัยก่อนไม่ว่าหญิงหรือชายนิยมกินหมากกันอย่างแพร่หลาย และเด็กๆ สมัยก่อนชอบกันนักกับการได้แอบเล่นเชี่ยนหมากของย่าของยาย ที่มีปูนแดงหมากพลูยาเส้นและครกสากใบเล็กๆ สำหรับตำหมากอยู่ในเชี่ยนนั้น และข้างเชี่ยนหมากก็ต้องมีกระโถนด้วย
การรณรงค์ให้คนไทยเลิกกินหมาก ได้มีขึ้นสมัยรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม ประมาณปี 2482 ช่วงเดียวกับที่เกิดสงครามโลกครั้งที่สอง อันเป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย“รัฐนิยม” ที่จอมพล.ป. นายกรัฐมนตรี เห็นว่าการกินหมากไม่เป็น“อารยะ”และล้าหลังทางวัฒนธรรม เช่นกินแล้ว“ฟันดำ” กินแล้วก็ยังบ้วนน้ำหมากตามพื้นถนนทำให้สกปรกเลอะเทอะ ไม่เจริญตา
นอกจากจะมีการรณรงค์ให้คนไทยเลิกกินหมาก โดยเริ่มจากข้าราชการเป็นต้นแบบแล้ว ก็ยังเลยเถิดไปถึงการห้ามมีการค้าขายหมาก ห้ามทำสวนหมาก ใครที่มีสวนหมากถูกตัดถูกโค่นทิ้งหมด
อีกทั้ง นโยบาย“รัฐนิยม”ยุคของจอมพล ป.พิบูลสงคราม ผู้ซึ่งเป็นบุคคลที่เป็นหนึ่งในคณะราษฎรสายทหารในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ยังมีนโยบายนอกเหนือจากการยกเลิกกินหมากอีกเรื่องหนึ่ง คือ“มาลานำไทย” เป็นนโยบายกึ่งบังคับให้ประชาชนไทยทุกคนสวมหมวกเวลาออกจากบ้าน ที่เป็นเช่นนี้ก็เพื่อต้องการสื่อความหมายเชิงสัญญล์กษณ์ ว่าการสวมหมวกคือ“การสร้างชาติ” เพื่อนำชาติไปสู่ความเจริญ รวมไปถึงการสวมสูท ผูกเนคไท
แบบว่า“เห็นช้างขี้ขี้ตามช้าง”จะให้เหมือนฝรั่งตะวันตก เช่นเดียวกัน“ประชาธิปไตย”ที่คณะราษฎรไปลอกมาจากฝรั่งเศสและเยอรมนี ด้วยเหตุที่ระดับหัวขบวนของคณะราษฎรทั้งสายทหารและพลเรือน ต่างก็ได้ไปร่ำเรียนในสองประเทศนี้ จนบัดนี้การเปลี่ยนแปลงการปกครองเกือบจะ 100 ปีแล้ว “ประชาธิปไตย”ของไทยก็ยังไปไม่ถึงไหน อำนาจยังอยู่ในมือคนกลุ่มเล็กๆ
สำหรับเรื่อง“กระโถนท้องพระโรง”ที่กล่าวถึงในตอนต้นนั้น เวลานี้นายอนุทิน ชาญวีรกูล กำลังตกอยู่ในสภาพนั้น แต่มีความแตกต่างกันตรงที่ นายอนุทินเหมือน“กระโถน”ที่ตั้งอยู่กลาง“สามแยกปากสุนัข” โดนก่นด่าตั้งแต่ยังไม่ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ทั้งเรื่อง“ไอ้โม่งกักตุนน้ำมัน“, เรื่องเปิดด่านเขมร, เรื่องแม่ทัพภาคที่ 4 และล่าสุดก็เรื่อง“ถุยสคริปต์” ที่งานสงกรานต์“วันไหลบางเบิด” อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร เมื่อวันที่ 17 เมษายนที่ผ่านมา จากการปราศรัยบนเวทีว่า“มาเจอพี่น้องแบบนี้ไม่ต้องอ่านสคริปต์ พูดจากหัวใจ” พร้อมกับส่งเสียงถุยประกอบท่าทาง และคลิปนี้ก็ได้ถูกแชร์กันให้ว่อนโซเชียล
ถึงขนาดว่า คู่ปรับตลอดกาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล คือ รองศาสตราจารย์ ดร.พิชาย รันตดิลก ณ ภูเก็ต ผู้อำนวยการหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการเมืองและยุทธศาสตร์การพัฒนา ของ“นิด้า” ก็ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ผ่านเฟซบุ๊กแบบรัวๆ ต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 18 เมษายนจนถึงเมื่อวันที่ 19 เมษายนวานนี้-ยกมาให้ดู 3 กระทู้ดังนี้
“เห็นภาพ และได้ยินเสียง นายอนุทินแสดงกริยาที่น่าอดสู (การพูดคำว่า ‘ถุย’ระหว่างเปิดงานสงกรานต์ที่บางเบิด) เรามีนายกรัฐมนตรีแบบนี้ได้อย่างไร”, “การกระทำหลายครั้งหลายหนของนายอนุทิน และครั้งล่าสุดที่บางเบิด ทุกท่านคิดว่าอาชีพที่เหมาะกับเขามากที่สุดคืออะไรครับ ?” และ “ในทางการเมืองเชิงการละคร ตอนนี้ทรัมป์เจอคู่ปรับที่น่ากลัว คุณว่าบุคคลนั้นเป็นใคร ?”
ขณะะที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งได้กลายเป็น“กระโถนกลางสามแยกปากสุนัข”ไปโดยปริยาย เมื่อถูกผู้สื่อข่าวถามว่าถูกวิพากษ์วิจารณ์จากทุกทิศทุกทางอย่างนี้“บริหารจัดการอย่างไรกับอารมณ์”, นายอนุทินตอบว่า “ผมก็รับฟังหมด ในขณะที่เขาเขียนตำหนิมา เราก็ดู บางคนก็ให้ข้อคิดให้แนวทาง เราก็ฟัง อ่านดู เราเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นบุคคลสาธารณะ ก็เปิดโอกาสให้ทุกคนวิพากษ์วิจารณ์ได้”
“เครียดมั้ย”ผู้สื่อข่าวถาม, นายกรัฐมนตรีตอบ “ก็บริหารมันให้ได้ จะบอกโอ้โห ยิ้ม อ่านแล้วก็ไม่รู้สึกอะไร มันไม่ได้หรอก แต่ว่า รู้สึกไม่ได้ เพราะเป็นสิทธิของพี่น้องประชาชน ที่จะแสดงความคิดเห็น แต่ก็อย่างที่ผมบอก ในทุกคำวิพากษ์วิจารณ์ ในทุกความเห็น มันก็จะมีข้อแนะนำ”
ผู้สื่อข่าวถาม“จะขอกำลังใจอะไรหรือไม่ เพราะช่วงนี้โดนกระแสในโซเชียลโจมตีหนัก”, นายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งจะเรียกว่าเป็น“กระโถนสาธารณะ”ก็ไม่ผิดนัก ตอบว่า“ไม่ต้องให้กำลังใจหรอกครับ ทุกคนมาถึงสถานะนี้ได้ก็ต้องทำงานอย่างเดียว ถ้ามัวแบบ โอ ผมขอกำลังใจทำงานหน่อย ผมเปลี่ยนดีกว่า ไม่ต้องไปขอกำลังใจใคร ทำงานให้ถูกต้อง ทำงานอย่างเต็มที่ ทำงานเพื่อพี่น้องประชาชน ไม่ต้องไปขอกำลังใจอะไรจากใคร”
บรรทัดนี้ก็อยากจะเตือนสตินายอนุทิน ชาญวีรกูล ฝากไว้ด้วยว่า ยอมเป็น“กระโถนกลางสามแยกปากสุนัข”นั้นถูกต้องแล้ว ในฐานะที่เป็นบุลลคลสาธารณะและเป็นผู้นำของประเทศ แต่ถ้าลด“แอ็กชั่นพลัส”เหมือนที่“ถุย”ประกอบลีลาท่าทางได้ ก็จะดีแก่ตัวเองเป็นเท่าทวีคูณ !
รุ่งเรือง ปรีชากุล

ขาวโพลน! พายุลูกเห็บถล่มบ้านน้ำสวยห้วยปลาดุก อ.นาด้วง จ.เลย
เลขาฯ นาโตปัดข้อกังวลปมสหรัฐฯ ถอนตัว ชี้ยุโรปต้องแกร่งขึ้น
น้องชายหลอกพี่สาวป่วยจิต จะพาไปวัด ก่อนจ้วงแทงดับหมกป่า อ้างเครียด
ทรัมป์ ซัดอิหร่านละเมิดหยุดยิง ลั่นหมดเวลาใจดีแล้ว
เพื่อไทยเตรียมประชุมใหญ่สามัญ 24 เม.ย.นี้ ปรับเปลี่ยนกรรมการบริหารพรรคบางส่วน

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี