วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เป็นพระมหากษัตริย์ผู้ทรงสถาปนาอาณาจักรรัตนโกสินทร์และราชวงศ์จักรี เมื่อวันที่ ๖ เมษายน พ.ศ ๒๓๒๕ และต่อมาได้ทรงสถาปนาเมืองหลวงใหม่ โดยพระราชทานนามว่า "กรุงเทพมหานคร บวรรัตนโกสินทร์ มหินทรายุธยา มหาดิลกภพ นพรัตนราชธานีบูรีรมย์ อุดมราชนิเวศน์มหาสถาน อมรพิมานอวตารสถิต สักกะทัตติยวิษณุกรรมประสิทธิ์" หรือที่เรียกกันสั้น ๆ ในปัจจุบันว่ากรุงเทพฯ
ภายหลังการปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์แล้ว พระองค์ยังคงต้องทำนุบำรุงรวมทั้งการปกป้องรักษาพระราชอาณาจักรอย่างเข้มแข็งด้วยพระปรีชาสามารถทั้งในด้านการรบและการปกครอง โดยในรัชสมัยของพระองค์นั้นยังมีศึกสงครามเกิดขึ้นบ่อยครั้ง และที่ถูกกล่าวขวัญถึงมากที่สุดคือสงครามเก้าทัพ ระหว่างราชอาณาจักรรัตนโกสินทร์และราชอาณาจักรพม่า
ในช่วงเวลานั้นกษัตริย์ผู้ปกครองราชอาณาจักรพม่าคือพระเจ้าปดุง ซึ่งเป็นโอรสลำดับที่ ๕ ใน ๖ พระองค์ของพระเจ้าอลองพญา กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่อีกพระองค์หนึ่งของอาณาจักรพม่า
หลังจากที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงกู้ชาติได้ในปี พ.ศ.๒๓๑๐ แล้ว กษัตริย์พม่าองค์ต่อ ๆ มาก็ไม่เคยย่อท้อต่อการที่จะยกทัพกลับมารบเพื่อเอาชนะ อาณาจักรสยามเลย แต่ก็พ่ายแพ้ไปทุกครั้งตลอดรัชกาลของพระเจ้าตากสิน
จนถึงสมัยของสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ พระเจ้าปดุงจึงวางแผนที่จะยกทัพมาอีกครั้งหนึ่ง โดยการยกทัพครั้งนี้เกิดขึ้นในปี พ.ศ.๒๓๒๗ เป็นทัพใหญ่ที่แบ่งออกเป็น ๙ ทัพย่อย มุ่งเข้าสู่กรุงเทพฯ ๕ ทิศทาง โดยมีกำลังพลทั้งหมดมากกว่า ๑๒๐,๐๐๐ คน
ทัพที่ ๑ เคลื่อนเข้ามาทางเมืองมะริด ขึ้นมาถึงชุมพร เพื่อจะเข้าสู่กรุงเทพฯ ทัพที่ ๒ ตั้งที่เมืองทวาย เข้ามาทางด่านบ้องตี้ ทางฝ่ายตะวันตก ราชบุรีและเพชรบุรี ทัพที่ ๓ เข้ามาทางเหนือ ผ่านเชียงแสน ตีลงมาที่ลำปาง สวรรคโลก สุโขทัย เพื่อมาบรรจบทัพหลวงที่กรุงเทพฯ ทัพที่ ๔ ตั้งที่เมาตะมะและผ่านเข้ามาทางด่านเจดีย์สามองค์ ทัพที่ ๕ เป็นทัหหนุนตั้งที่เมาะตะมะ มุ่งเข้าตีกรุงเทพฯเช่นกัน ทัพที่ ๖ ตั้งที่เมาะตะมะ ถือเป็นทัพหน้าของทัพหลวง ทัพที่ ๗ เป็นทัพหน้าที่ ๒ ตั้งที่เมืองเมาะตะมะเช่นกัน ส่วนทัพที่ ๘ นั้นเป็นทัพหลวง พระเจ้าปดุงเป็นจอมทัพ ตั้งที่เมาะตะมะ พร้อมที่จะเคลื่อนเข้ากรุงเทพฯ ส่วนทัพสุดท้าย เข้ามาทางด่านแม่ละเมา ตาก กำแพงเพชร เพื่อบรรจบทัพหลวง
เมื่อข่าวสงครามเข้ามาถึง สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ จึงมีรับสั่งให้จัดทัพ มีกำลังพลประมาณ ๗๐,๐๐๐ คน แบ่งเป็น ๔ เส้นทางเพื่อเข้าต่อสู้กับข้าศึก
ทัพที่ ๑ นำโดยกรมหลวงอนุรักษ์ ตั้งรับที่นครสวรรค์ ทัพที่ ๒ กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทเป็นแม่ทัพ ตั้งรับที่กาญจนบุรี ทัพที่ ๓ เจ้าพระยาธรรมาธิกรณ์และเจ้าพระยายมราชเป็นแม่ทัพ ตั้งสกัดทัพพม่าที่จะมาจากเเมืองทวาย ส่วนทัพหลวงที่นำโดยสมเด็จพระพุทธยอดฟ้านั้น เตรียมพร้อมที่ชานพระนคร
ทัพที่มีบทบาทสำคัญและถือว่าเป็นทัพที่นำชัยชนะในการศึกครั้งนี้คือทัพของกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท ซึ่งได้นำทัพขึ้นไปที่กาญจนบุรี โดยเมื่อทัพใหญ่ของพม่าจากเมาะตะมะ ยกเข้ามาทางด่านเจดีย์สามองค์ผ่านเมืองไทรโยค เข้ามาทางเมืองกรามช้างแตก ก็เผชิญเข้ากับทัพของกรมพระราชวังบวรฯ ที่ตั้งรับอยู่ พม่าจึงตั้งค่ายและหอรบประจัญหน้ากับทัพไทย โดยมีความได้เปรียบเพราะอยู่บนที่สูงกว่า จึงระดมยิงค่ายของสยามด้วยปืนใหญ่ แต่กรมพระราชวังบวรฯ ก็มีรับสั่งให้ทหารทุกคนสู้อย่างสุดกำลัง หากใครถอยหนีจะถูกลงโทษหนักถึงแก่ชีวิต พระองค์ได้ประยุกต์ปืนใหญ่ให้มีประสิทธิภาพขึ้น โดยตัดไม้เป็นท่อนยาว ๒ ศอก เสียบเข้าปลายกระบอกแทนลูกกระสุน แล้วระดมยิงใส่หอรบพม่าจนพังทลายหมด
นอกจากนี้พระองค์ยังทรงนำทหารส่วนหนึ่งปฏิบัติการสงครามกองโจรจรยุทธ์ เพื่อตัดเส้นทางลำเลียงของข้าศึก ตลอดจนเข้าปล้นสดมภ์ขบวนลำเลียงของพม่า บริเวณช่องแคบแควน้อย จนทำให้ทัพของพม่าขาดเสบียงอาหารและกระสุนดินดำที่จะใช้ต่อสู้กับฝ่ายสยาม
เมื่อทัพพม่าถูกตรึงอยู่ในช่องเขา ก็ทำให้ทัพที่ ๖ และ ๗ ไม่สามารถเดินหน้าได้ ต้องตั้งรับอยู่ในจุดนั้นรวมทั้งทัพที่ ๘ ของพระเจ้าปดุงที่จะยกมาจากด่านเจดีย์สามองค์ซึ่งเป็นทัพหลวงก็ไม่สามารถจะยกกำลังพลมหาศาลเดินหน้าต่อมาได้ ทำให้กำลังพลของพม่าที่มีมากเกือบ ๒ เท่าของกองทัพสยาม ไม่สามารถจะเข้าสู่สนามรบได้
ในที่สุดทัพของพม่าก็เริ่มขาดแคลนเสบียงอาหารอย่างหนัก และไม่สามารถส่งอาหารข้ามไปให้กองทัพหน้าได้ด้วย ตลอดจนฝ่ายไทยก็โจมตีตัดกำลังอยู่ตลอดเวลา ทำให้ทหารพม่าอดอยาก เจ็บไข้และล้มตายในการสู้รบมากขึ้นตามลำดับ
กำลังทัพส่วนหนึ่งของกรมพระราชวังวรฯ ที่ตั้งอยู่บริเวณทุ่งลาดหญ้า ก็ออกทำสงครามกองโจรโดยตลอด และทำกลยุทธ์หลอกให้พม่าเกิดความตื่นตระหนกโดยการเคลื่อนกำลังพลออกไปตอนกลางคืน แล้วตั้งทัพเดินกลับเข้ามาในตอนเช้าโดยส่งเสียงอึกทึก ทำให้พม่าเข้าใจว่าทัพไทยมีกำลังทหารหนุนเข้ามาตลอดเวลา
ถึงวันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๓๒๘ ทัพสยามก็เข้าระดมตีค่ายพม่าทุกค่าย พร้อมใช้ปืนใหญ่ระดมยิงอย่างหนักตั้งแต่เช้าจนค่ำ จนทัพของพม่าทุกทัพแตกกระจาย และถูกทัพสยามไล่ฆ่ากันจนตายเป็นจำนวนมาก ที่เหลือก็หนีกระจัดกระจาย ค่ายของพม่าแตกทั้งหมด ที่สนามรบทุ่งลาดหญ้าทหารพม่าถูกไทยฆ่าตายและจับเป็นเชลยทั้งนายและไพร่พลประมาณ ๖,๐๐๐ คน
เมื่อพระเจ้าปดุงทราบว่าทัพหน้าพ่ายแพ้อย่างยับเยิน ทั้งยังขาดเพียงเสบียงอาหารอย่างหนัก ทหารเจ็บไข้ได้ป่วยล้มตายในศึกสงครามเป็นจำนวนมาก กำลังใจในการสู้รบไม่มีเหลือแล้ว จึงสั่งให้ยกเลิกทัพทั้งหมดถอยกลับไป
ในส่วนของทัพที่มาทางใต้นั้น กลุ่มพระราชวังบวรฯ ได้ตามลงไปรบเอาชนะได้ทั้งหมด ส่วนทัพที่มาจากทางเหนือนั้นสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ ทรงนำทัพขึ้นไปรบเองและเอาชัยชนะได้ทั้งหมดเช่นกัน เป็นอันว่าสยามชนะในสงครามเก้าทัพได้อย่างเด็ดขาด
เสบียงกรังจึงถือว่าเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญยิ่งในการรบ แต่โดยแท้จริงแล้วเสบียงหรืออาหารหรือทรัพยากรธรรมชาติทั้งหมดนั้นคือสิ่งที่ทำให้ชาติต่าง ๆ สามารถจะดำรงอยู่ได้
ชาติไทยของเราตั้งอยู่ในดินแดนทองคือสุวรรณภูมิ ซึ่งมีทรัพยากรธรรมชาติมหาศาล เป็นแผ่นดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ทั้งข้าวปลาอาหาร แม่น้ำ ลำธาร ป่าไม้สินแร่ และผลิตอื่น ๆ ที่ทำให้ชาวไทยสามารถจะมีชีวิตอยู่ได้อย่างไม่อดอยาก ไม่ว่าจะในภาวะการใดก็ตาม หากรัฐบาลมีการบริหารจัดการทรัพยากรต่าง ๆ เหล่านี้ได้ดี เป็นระบบ มีการกระจายอย่างทั่วถึง ประเทศชาติย่อมอยู่รอดอย่างแน่นอน
สงครามตะวันออกกลางซึ่งสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเป็นผู้ก่อ โดยมุ่งเป้าจะทำลายล้างอาณาจักรเปอร์เซีย ที่เป็นอาณาจักรเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก มีอายุมากกว่า ๔,๐๐๐ ปี ซึ่งปัจจุบันคือประเทศอิหร่าน จึงเป็นสิ่งที่ได้รับการประนามจากทั่วโลก
อิหร่านเป็นประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติคือแหล่งน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และเป็นสินค้าออกสำคัญที่สร้างรายได้ให้กับประเทศ มีหลายชาติทั่วโลกที่พึ่งน้ำมันจากแหล่งนี้รวมทั้งไทยด้วย โดยชาติที่พึ่งน้ำมันจากแหล่งนี้มากที่สุดคือสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งสหรัฐอเมริกาถือว่าเป็นศัตรูทางการเมือง
ผลที่เกิดขึ้นในขณะนี้ทำให้น้ำมันจำนวนมหาศาลไม่สามารถจะถูกส่งออกมาสู่ประเทศต่าง ๆ ได้ตามที่เคยเป็น ราคาน้ำมันในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นอันเกิดจากปริมาณน้ำมันที่มีน้อยลง ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของประชาชนในหลายประเทศ ที่ต้องพึ่งน้ำมันจากแหล่งนี้รวมทั้งไทยด้วย จึงเป็นเรื่องที่แต่ละประเทศจะต้องหาวิธีการจัดการ เพื่อให้ประชาชนของตนยังสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้
รัฐบาลต้องหันกลับมาพิจารณาและทบทวนว่าทรัพยากรของชาติไม่ว่าจะเป็นข้าวปลาอาหารและอื่น ๆ ซึ่งส่งออกไปทั่วโลกนั้น จะสามารถสร้างมูลค่าให้เพิ่มขึ้น เพื่อนำรายได้มาทดแทนงบประมาณที่ต้องใช้ในการจัดหาน้ำมันได้อย่างไร รวมทั้งการสร้างราคาสินค้าการเกษตรให้เพิ่มขึ้นในระดับที่เหมาะสม อันเป็นการสนับสนุนรายได้ของเกษตรกรซึ่งยังมีความสำคัญมาก และนำภาษีที่จะเกิดขึ้นมาให้การดูแลประชาชนอีกส่วนหนึ่ง รวมทั้งคนไทยเองก็ต้องปรับวิธีการในการดำเนินชีวิต อย่าหวังแต่จะเอาจากรัฐหรือแบมือรับแบบง่าย ๆ เท่านั้น ทุกคนต้องลงมาช่วยกันแบกรับต่อสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในสถานการณ์โลกปัจจุบัน ซึ่งยังไม่สามารถจะชี้ชัดได้ว่าจะสิ้นสุดลงเมื่อใดนี้ด้วย เฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุขเพื่อการอยู่รอดร่วมกัน
ปิยะ เนตรวิเชียร

เลขนี้มาแน่! มัดรวมเลขเด็ด 16 พ.ค.69 สถิติวันเสาร์ทำถึงมาก ใครพลาดมีร้อง
ดร.ธนพร เข้าขอโทษ ภูมิธรรม หลังเจอฟ้อง ยกเป็นบทเรียนเตือนสตินักวิพากษ์วิจารณ์
จุดธูปขอเลขสร้างเจดีย์ อึ้งผลลัพธ์ตรงเป๊ะ ทะเบียนรถช่าง-อายุคนตาย!
ทรัมป์ คุยกับ สี จิ้นผิง ปมอิหร่านแค่ย้ำจุดยืน ไม่ได้ขอความช่วยเหลือจากจีน
ทร.ลุ้นรัฐบาลไฟเขียวแจงงบ ฟริเกตลำที่ 2 ปี 70 ผบ.ทร.ระบุ นายกฯ กำชับให้เลือกสิ่งที่ที่ดีที่สุด

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี