วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
หากย้อนไปดูประวัติศาสตร์ของชาติในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีนั้น ต้องยอมรับว่าความเจริญรุ่งเรืองน่าจะมีมากที่สุดในสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชพระองค์ที่ ๓ ของชาติ
อันเป็นผลมาจากการค้าขายกับต่างชาติซึ่งสร้างรายได้อย่างมหาศาลให้กับราชอาณาจักรอยุธยา
สมเด็จพระนารายณ์มหาราช นอกจากจะเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงมีพระปรีชาสามารถในด้านการรบเป็นอย่างยิ่งแล้ว ในส่วนของการเจริญสัมพันธ์ไมตรีกับต่างชาติที่นำไปสู่การค้าขายและนำมาซึ่งความเจริญรุ่งเรืองของอาณาจักร ก็ต้องยอมรับว่าพระองค์ทรงมีความสามารถเป็นอย่างยิ่ง
ความเจริญรุ่งเรืองของกรุงศรีอยุธยา ทำให้ชาติต่างๆ ต้องการเข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีและทำการค้าขายมากขึ้น ไม่ว่าจะมาทางมหาสมุทรอินเดีย จากอินเดียไปจนถึงเปอร์เซียและทวีปยุโรป อาทิ อังกฤษ ฝรั่งเศส โปรตุเกส ฮอลันดา หรือทางมหาสมุทรแปซิฟิก จากจีนและญี่ปุ่นต่างก็มุ่งเข้ามายังอาณาจักรอยุธยา
สำหรับจีนและญี่ปุ่นนั้น สินค้าทางเรือจะเข้าสู่อ่าวไทย และขึ้นไปสู่กรุงศรีอยุธยาโดยตรง แต่สำหรับสินค้าที่มาจากทางด้านตะวันตก การเข้าสู่กรุงศรีอยุธยานั้น จะต้องเดินเรืออ้อมลงไปใต้แหลมมลายู ผ่านช่องแคบมะละกา จึงจะเข้าสู่อ่าวไทยขึ้นไปอยุธยาได้ เป็นระยะทางไกลและเสียเวลา ฉะนั้นการเข้ามายังกรุงศรีอยุธยา โดยจอดเรือเทียบท่าที่เมืองชายทะเลฝั่งอันดามันก่อนจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เมืองท่าเหล่านั้นก็คือทวาย มะริดและตะนาวศรี ซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองของอาณาจักรอยุธยาทั้งสิ้น
สินค้าทั้งหลายจะถูกลำเลียงทางบก เข้าสู่กรุงศรีอยุธยาโดยผ่านทาง ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี ไปได้โดยง่าย และเมื่อจะต้องส่งสินค้าออกจากอยุธยา ก็จะย้อนผ่านทางนี้เพื่อออกสู่ทะเลอันดามัน
แม้แต่การที่สมเด็จพระนารายณ์ฯทรงส่งคณะราชทูตที่นำโดยเจ้าพระยาโกษาปาน เพื่อไปเจริญสัมพันธไมตรีกับพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ แห่งประเทศฝรั่งเศส ก็ได้เดินทางออกจากท่าเรือที่มะริด เช่นเดียวกับการเดินทางของคณะราชทูตจากฝรั่งเศสที่มาเข้าเฝ้าฯสมเด็จพระนารายณ์มหาราชก็ใช้เส้นทางนี้
สมเด็จพระนารายณ์ฯทรงเห็นความสำคัญของเมืองมะริดและตะนาวศรี ซึ่งเป็นจุดแวะพักเพื่อขนถ่ายสินค้าที่จะเข้าและออกจากกรุงศรีอยุธยา รวมทั้งการส่งสินค้าจากจีนญี่ปุ่น หากจะผ่านไปสู่ประเทศทางฝั่งมหาสมุทรอินเดีย ก็จะต้องวิ่งอ้อมไปใต้แหลมมลายู จึงทรงเห็นว่าน่าจะมีการขุดคลองลัด เพื่อเชื่อมอ่าวไทยและอันดามัน โดยอยุธยาจะเรียกเก็บผลประโยชน์ได้
พระองค์จึงได้ทรงมีพระบรมราชานุญาตให้มองซิเออร์ เดอลามาร์ วิศวกรชาวฝรั่งเศส ที่เดินทางมาพร้อมคณะราชทูตของพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ ที่นำโดย เชอวาลีเยร์ เดอ โชมองต์ ให้เป็นผู้สำรวจความเป็นไปได้ในการขุดคลองเพื่อเปิดเส้นทางลัดนั้น แต่หลังจากทีมวิศวกรของฝรั่งเศสได้ทำการสำรวจเส้นทางขุดคลองขนาดยักษ์แล้วสรุปว่า ไม่สามารถจะมีเครื่องจักรเครื่องกลเพียงพอที่จะเจาะทะลุผ่านภูมิประเทศที่เป็นเขาสูงและหินผาที่แข็งแกร่งได้ โครงการจึงถูกยกเลิกไป
หลังจากสมเด็จพระนารายณ์สิ้นพระชนม์ พระเพทราชาได้ปราบดาภิเษกขึ้นครองราชย์แทน พระองค์ไม่โปรดชาวฝรั่งเศส และในที่สุดก็มีการขับไล่ทหารและชาวฝรั่งเศสออกจากแผ่นดินสยาม ทำให้ความสัมพันธ์ของสยามและฝรั่งเศสสิ้นสุดลง รวมทั้งการค้าขายที่มีอยู่ยุติลงทั้งหมด ทำให้ความรุ่งเรืองของการค้าที่มีเมืองมะริดและตะนาวศรีเป็นเมืองท่าสำคัญลดน้อยลงไปเรื่อยๆ
อาณาจักรอยุธยาได้เสียแผ่นดินมะริดและตะนาวศรี ให้แก่พม่าในปลายสมัยพระเจ้าเอกทัศ จากการรุกรานของพระเจ้าอลองพญาจากพม่า ถึงแม้ต่อมาในสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ ของอาณาจักรรัตนโกสินทร์จะพยายามยกทัพไปตีคืน ก็ไม่สามารถจะทำได้สำเร็จ ประจวบกับช่วงเวลาถัดมาอังกฤษเข้ามาล่าอาณานิคม และสามารถครอบครองพม่าได้ รวมทั้งการยึดเอาทวาย มะริด และตะนาวศรี ไปครอบครองทั้งหมด จึงเป็นการเสียดินแดนของอาณาจักรสยามในแถบนี้อย่างถาวร
นับจากการขึ้นครองราชย์ของสมเด็จพระนารายณ์ฯเมื่อปีพ.ศ.๒๑๙๙ จนถึงปัจจุบัน ก็ผ่านมาแล้วเป็นเวลา ๓๗๐ ปี จะเห็นได้ว่าแม้แต่วิสัยทัศน์ของพระมหากษัตริย์ในอดีต ก็ทรงเห็นความสำคัญของการค้าขายเป็นอย่างยิ่ง และเห็นว่าการขนส่งสินค้าทางเรือจากประเทศเปอร์เซีย อินเดีย และทวีปยุโรปทั้งหมด มาทางมหาสมุทรอินเดีย เพื่อจะผ่านออกไปสู่มหาสมุทรแปซิฟิกนั้น ต้องเดินเรืออ้อม ปลายแหลมมลายู ผ่านช่องแคบมะละกา เป็นเส้นทางที่อ้อมเกินไปและใช้เวลามาก จึงควรจะมีทางลัดจากทะเลอันดามันตัดเข้ามายังฝั่งด้านอ่าวไทย ซึ่งจะสร้างความเจริญรุ่งเรืองในด้านการค้าขายให้กับอาณาจักรอยุธยามากยิ่งขึ้น เพราะเรือสินค้าต่างชาติทั้งหลายจะวิ่งผ่านไปมาระหว่างมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิกได้อย่างง่ายดาย สะดวกและรวดเร็วกว่าเดิม อันจะทำให้อาณาจักรอยุธยาได้ประโยชน์อย่างมหาศาล
แนวคิดในการขุดคลองเชื่อมระหว่างสองมหาสมุทรนี้ เกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่งภายหลังการปฏิวัติที่ทำให้ประเทศไทยถูกเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยนายปรีดี พนมยงค์ ผู้เป็นหนึ่งในคณะปฏิวัติได้เสนอโครงการดังกล่าวในปี พ.ศ.๒๔๗๘ ในสมัยรัฐบาลของพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา แต่โครงการดังกล่าวก็ไม่เกิดขึ้น
แนวคิดเรื่องการขุดคลองถูกเปลี่ยนมาเป็นการสร้าง Land Bridge เพื่อให้เป็นสะพานเศรษฐกิจเชื่อมสองฝั่งทะเลภาคใต้ โดยเริ่มมีการศึกษาอย่างจริงจังเป็นครั้งแรกในสมัยรัฐบาลของจอมพลถนอม กิตติขจร โดยมีการจ้างบริษัท TAMS จากสหรัฐอเมริกาเข้ามาศึกษา แต่รายงานการศึกษาไม่เป็นที่ปรากฏชัด แต่แนวคิดก็ยังคงมีต่อเนื่องมาจนถึงยุคของพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ตลอดจนมาถึงพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี
โครงการ Land Bridge หรือที่มีชื่อภาษาไทยว่า “โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งเพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน” ถูกนำขึ้นมาพิจารณาอีกครั้ง
โดยคณะรัฐบาลที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี โดยการเสนอโครงการในครั้งนี้นั้น เนื่องจากเป็นโครงการที่จะต้องใช้เงินเป็นจำนวนมหาศาลในการดำเนินการตั้งแต่ต้นจนสำเร็จ รัฐบาลจึงจะเปิดโอกาสให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนหรือร่วมลงทุนดำเนินโครงการกับรัฐบาลไทยได้ด้วย ซึ่งหลังจากที่มีการเปิดเผยออกไปก็มีรัฐบาลต่างประเทศ ๒-๓ ประเทศให้ความสนใจ อาทิ จีน สิงคโปร์ และกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง
โดยโครงการนี้จะมีการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกที่ฝั่งระนองและชุมพร มีการสร้างมอเตอร์เวย์เชื่อมระหว่าง ๒ จุดนี้ ตลอดจนรถไฟรางคู่ เพื่อให้เกิดการขนถ่ายสินค้าได้หลายรูปแบบ อันเป็นส่วนหนึ่งของโครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ เพื่อเป็นศูนย์กลางการค้าโลจิสติกส์ และประตูเศรษฐกิจเชื่อมโยงฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือมีการปลุกกระแสต่อต้านการดำเนินโครงการดังกล่าวมากพอสมควร โดยเมื่อไม่สามารถจะนำเรื่องการลงทุนที่รัฐบาลจะต้องใช้งบจำนวนมหาศาลมาเพื่อโครงการนี้ได้อย่างเต็มที่ ก็เปลี่ยนเป็นเรื่องของการอ้างว่าโครงการนี้จะทำให้เกิดการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนวิถีชีวิตของประชาชนที่อยู่ในแนวเส้นทางก่อสร้างอย่างมากมาย
รวมทั้งการหยิบยกประเด็นเรื่องของการคอร์รัปชัน หรือการวางแผนในการหาผลประโยชน์ของคนบางคนหรือบางกลุ่ม มีการยกเรื่องการซื้อที่ดินล่วงหน้าของนายทุนตามแนวเส้นทางที่จะมีการสร้าง รวมทั้งการโจมตีว่าโครงการนี้ยังไม่ได้ผ่านการศึกษาเชิงลึกในเรื่องของผลประโยชน์ที่ประเทศชาติและประชาชนจะได้รับอย่างแท้จริงมาเป็นข้ออ้างโจมตี
มีการประมาณการว่า หากจะให้โครงการนี้สำเร็จจะต้องใช้งบประมาณในการก่อสร้างมากกว่า ๑ ล้านล้านบาท และจากปัญหาเรื่องข้อโต้แย้งต่าง ๆรัฐบาลจึงได้จัดตั้งคณะศึกษาเรื่องโครงการนี้เป็นการเฉพาะโดยมอบหมายให้สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเป็นแกนหลัก และให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธาน โดยจัดสรรงบประมาณเพื่อการศึกษาความเหมาะสมอย่างเป็นรูปธรรมเป็นจำนวน ๖๘ ล้านบาท กำหนดกรอบระยะเวลาศึกษาเบื้องต้น ๙๐ วัน แต่ทั้งนี้สามารถจะขยายเวลาได้
ก็หวังว่าผลการศึกษาในครั้งนี้ จะทำให้ได้ทราบแน่ชัดมากขึ้นว่า โครงการนี้ หากเกิดขึ้นจริง จะประสบความสำเร็จและเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติได้มากเพียงใด จึงใคร่ขอให้กลุ่มที่มีกระแสต่อต้านหรือกระแสสนับสนุนก็แล้วแต่ ได้มองถึงประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก ตัดความคิดที่ถูกฝังอยู่ในสมองของคนไทยจำนวนไม่น้อยว่ารัฐบาลทุกรัฐบาลจะต้องคอร์รัปชันนั้นออกไป รวมทั้งรัฐบาลจะต้องให้การดูแลประชาชนที่อาจได้ผลรับผลกระทบและเสียประโยชน์ในพื้นที่ด้วยความเหมาะสม ตลอดจนการสื่อสารให้ทุกคนเข้าใจและมองถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นหลัก ทั้งนี้เพื่อความเจริญก้าวหน้าของประเทศในระยะยาวสืบไป
ปิยะ เนตรวิเชียร

กรณ์ แนะ 2 แนวทางให้นายกฯ แก้ปม กกร.เปิดผลสำรวจคอร์รัปชันหน่วยงานราชการพุ่ง
พนักงานลานจอดผงะ พบศพสาวหล่อรมควันดับคารถนาน 19 วัน
เปิดคลิปนาทีช่วยคนขับรถไฟลงจากรถ ชาวเน็ตแห่สงสัย ชุดเครื่องแบบ
ขนลุกทั้งโซเชียล! ย้อนคำทำนาย หมอปลาย เตือนอุบัติเหตุรถไฟชนบ้าน-รถ
โบว์ ตอกฝ่ายค้าน ปมแซะฟังแต่ CEO จ้องแต่ใช้วาทกรรม นายทุน เป็นประเด็นการเมือง

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี