วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569
ย้อนอดีตไปถึงช่วงปลายสมัยอาณาจักรอยุธยา ในปี พ.ศ.๒๓๐๙ พม่าภายใต้การปกครองของกษัตริย์มังระ ได้สั่งให้ยกทัพใหญ่มาตีกรุงศรีอยุธยา โดยระดมทัพมาทั้งจากทางเหนือภายใต้การนำทัพของเนเมียวสีหบดี และทางตะวันตกภายใต้การนำของมังมหานรธา โดยจะให้ทัพทั้งสองมาบรรจบกันในเวลาใกล้เคียงเพื่อจะร่วมเข้าโจมตีกรุงศรีอยุธยา
พระเจ้าเอกทัศ กษัตริย์พระองค์สุดท้ายของอาณาจักรกรุงศรีอยุธยา ได้ส่งทัพนำโดยเจ้าพระยาพระคลัง พระยาเพชรบุรี และพระยาตากออกไปตั้งรับทัพพม่าที่ปากน้ำประสบและวัดภูเขาทอง แต่ไม่ประสบความสำเร็จ
จนถึงปลายเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๓๐๙ จึงต้องเปลี่ยนจากการออกไปสู้ศึกนอกพระนครเป็นการตั้งรับภายใน โดยเชื่อว่ากำแพงพระนครซึ่งแข็งแรง ที่ก่อสร้างโดยวิศวกรฝรั่งเศสมาตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์จะสามารถต้านทานทัพพม่าได้
พม่าตั้งทัพล้อมกรุงศรีอยุธยา โดยเนเมียวสีหบดีตั้งค่ายอยู่ที่โพธิ์สามต้น และมังมหานรธาตั้งอยู่ที่วัดเขาทอง โดยไม่ถอยหนีในฤดูน้ำหลาก จนกระทั่งถึงปลาย ปีพ.ศ.๒๓๐๙ กรุงศรีอยุธยาเริ่มเข้าสู่ภาวะคับขันและเริ่มขาดแคลนเสบียง
พระเจ้าตากซึ่งขณะนั้นเป็นพระยาวชิรปราการ และได้รับมอบหมายให้ตั้งทัพ อยู่ที่ค่ายวัดพิชัยเห็นว่าอยุธยาจะพ่ายแพ้ในการสู้รบครั้งนี้เป็นแน่ จึงตัดสินใจนำกำลังประมาณ ๕๐๐ นาย เป็นชาวจีนส่วนหนึ่ง เคลื่อนพลทั้งบนหลังม้าและเดินเท้าตีฝ่าวงล้อมพม่าออกจากกรุงศรีอยุธยาไปในเดือนมกราคม พ.ศ.๒๓๑๐ ซึ่งเป็นเวลาประมาณ ๓ เดือนก่อนที่ทัพพม่าภายใต้การนำของเนเมียวสีหบดี จะบุกประชิด และขุดทำลายฐานของกำแพง แล้วใช้ไฟเผาจนกำแพงเมืองพังทลายลง ทำให้พม่าเข้าสู่กรุงศรีอยุธยาได้สำเร็จ และรบเอาชนะได้ในวันที่ ๗ เมษายน พ.ศ. ๒๓๑๐ ซึ่งนับเป็นวันที่สยามต้องเสียอิสรภาพอีกครั้งหนึ่ง
การยกกำลังหนีออกจากกรุงศรีอยุธยาของพระเจ้าตากมิได้มีวัตถุประสงค์ เพียงเพื่อเอาตัวรอด แต่ได้มีความตั้งใจที่จะต้องออกไปรวบรวมไพร่พลจนมากเพียงพอ และสร้างความเข้มแข็งของกำลังพลให้พร้อมที่จะกลับมาต่อสู้เพื่อกู้เอกราชคืนจากพม่าให้ได้ โดยได้มุ่งหน้าไปทางหัวเมืองชายทะเลฝั่งตะวันออก อันเป็นบริเวณที่พม่าไม่ได้ยกกำลังเข้ามา
พระเจ้าตากได้รวบรวมไพร่พลไปตลอดเส้นทาง ตั้งแต่นครนายก ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง และในที่สุด ตัดสินพระทัยว่าจะต้องตีเมืองจันท์ให้แตก เพื่อเป็นฐานรวบรวมกำลังพลและเตรียมพร้อมในการกลับเข้ามากู้ชาติ
พระองค์ได้ใช้กลยุทธ์ “ทุบหม้อข้าว” โดยในเย็นวันที่ ๑๔ มิถุนายน พ.ศ.๒๓๑๐ หลังจากกำลังพลทุกนายกินอาหารเย็นแล้ว ได้สั่งให้ทุบหม้อข้าวหม้อแกงทั้งหมด เป็นการส่งสัญญาณว่าหากเข้าตีเมืองจันท์แล้วต้องพ่ายแพ้ ก็หมายความว่าอาหารเย็นมื้อนั้นจะเป็นมื้อสุดท้ายของชีวิต
ในตอนเช้ามืดของวันที่ ๑๕ มิถุนายน พ.ศ.๒๓๑๐ พระองค์ทรงนำทัพซึ่งขณะนั้นมีไพร่พลประมาณ ๒,๐๐๐ นายบุกเข้าประชิดกำแพงเมือง โดยพระองค์เอง ประทับบนหลังช้างพังคีรีบัญชร เข้าชนประตูเมืองจันท์พังทลายลงทำให้ทหารทั้งหมดสามารถจะบุกเข้าเมืองจันท์รบเอาชนะได้ โดยพระยาจันทบุรีได้พาครอบครัวหลบหนีไป
ชัยชนะของพระเจ้าตากนับตั้งแต่แหวกวงล้อมพม่าจนตีเมืองจันท์ได้นั้น จะไม่มีวันประสบความสำเร็จ หากขาดเสียซึ่งขุนศึกคู่พระทัยที่มีความกล้าหาญเข้มแข็ง มีความสามารถในการรบ และสติปัญญา ในการวางแผนได้อย่างแน่นอน
นับเป็นโชคดีของพระองค์และสยามประเทศ ที่ได้ ๔ ทหารผู้กล้ามาร่วมรบจนการกู้ชาติและเอกราชคืนมานั้นสำเร็จลงได้โดยใช้เวลาเพียง ๗ เดือน นับจากวันที่กรุงศรีอยุธยาล่มสลาย โดยพระองค์ได้รวบรวมไพร่พลประมาณ ๕,๐๐๐ นาย ยกทัพเรือประมาณ ๑๐๐ ลำ ล่องทะเลจากจันทบูรเข้าสู่ปากน้ำเจ้าพระยา สู่กรุงธนบุรี รบเอาชนะกองกำลังพม่า และยกต่อขึ้นไปโจมตีค่ายโพธิ์สามต้นของพม่า ที่มีสุกี้พระนายกองเป็นผู้บัญชาการทัพจนแตกพ่าย สุกี้เสียชีวิตในที่รบ และอิสรภาพของชาติไทยได้กลับคืนมาในวันที่ ๖ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๓๑๐
นายทหารกล้าขุนศึกคู่พระทัย ๔ นาย ที่ถูกจารึกชื่อไว้ในประวัติศาสตร์ของชาติคือพระยาพิชัย พระเชียงเงิน หลวงพรหมเสนา และหมื่นราชเสน่หา
พระยาพิชัย มีชื่อเดิมว่าจ้อย ต่อมาได้ถูกเรียกว่านายทองดี ฟันขาว เกิดที่บ้านห้วยคา อำเภอพิชัยจังหวัดอุตรดิตถ์ เมื่อปี พ.ศ.๒๒๘๔ เมื่อเติบโตขึ้นได้เข้าศึกษา อยู่กับท่านพระครู วัดมหาธาตุ เป็นผู้ที่เก่งกล้าทั้งเชิงมวยและเชิงดาบอย่างมาก ในครั้งหนึ่งได้มีโอกาสต่อยมวยต่อหน้าพระพักตร์ของพระเจ้าตาก เอาชนะคู่ต่อสู้ได้หมด พระเจ้าตากเห็นความสามารถจึงได้รับเข้ามารับราชการด้วย จนได้รับแต่งตั้งเป็นองครักษ์ มีชื่อว่าหลวงพิชัยอาสา และเข้าร่วมรบในการกู้เอกราชกับพระเจ้าตากมาโดยตลอด เคยรบต่อสู้กับพม่าด้วยดาบสองมือจนดาบหัก จึงมีสมัญญานามว่าพระยาพิชัยดาบหัก ในท้ายที่สุดได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าเมืองพิชัย
พระเชียงเงิน ไม่มีประวัติตอนเยาว์วัยมากนักเพียงแต่ถูกบันทึกไว้ว่า เป็นเจ้าเมืองเชียงเงิน ซึ่งอยู่ในจังหวัดตาก เข้ามาสวามิภักดิ์ต่อพระเจ้าตาก ตั้งแต่ครั้งที่พระเจ้าตากออกมาจากกรุงศรีอยุธยา ถึงแม้จะมิได้มีความสามารถในการรบเป็นพิเศษ แต่พระเจ้าตากก็มีพระเมตตาและสั่งสอนวิธีการต่อสู้ให้โดยตลอด เป็นผู้ที่มีทรัพย์ศฤงคารและกำลังคนอยู่มาก ที่ได้เอามาใช้สนับสนุนการรบกู้ชาติด้วย ตำแหน่งท้ายสุดคือพระยาท้ายน้ำ ปกครองเมืองสุโขทัย
หลวงพรหมเสนา เกิดเมื่อปี พ.ศ.๒๒๗๙ ที่เมืองตาก รับราชการกับพระเจ้าตากมาตั้งแต่ต้น และติดตามพระเจ้าตากมากรุงศรีอยุธยาด้วยตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๓๐๗ หลวงพรหมเสนาเป็นนักรบฝีมือฉกาจ ทั้งการใช้ดาบและธนู และยังมีวิชาอาคมด้วย ช่วยสักยันต์เพื่อลงคาถาอาคมให้กับนักรบที่ร่วมรบ เป็นหนึ่งในขุนทหารที่ร่วมตีฝ่าวงล้อมทัพพม่าออกจากกรุงศรีอยุธยา และร่วมรบกับพระเจ้าตากโดยตลอด ตำแหน่งท้ายสุดคือเจ้าพระยานครสวรรค์ ปกครองเมืองนครสวรรค์
หมื่นราชเสน่หา มีนามเดิมว่าบุญมาเป็นน้องของนายทองด้วงซึ่งต่อมาคือ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้รู้จักกับพระเจ้าตากตั้งแต่ครั้งที่รับราชการในตำแหน่ง “นายสุจินดา หุ้มแพร” ในสมัยของพระเจ้าเอกทัศ เมื่อกรุงศรีอยุธยาใกล้จะแตกนั้นนายบุญมาได้หลบหนีมาอยู่ที่บางกอก เมื่อทราบว่าพระเจ้าตากรวบรวมไพร่พล จึงรวบรวมสมัครพรรคพวกมาสมทบและร่วมทัพกับพระเจ้าตากตั้งแต่นั้น เป็นทหารเอกที่พระเจ้าตากโปรดปรานมากรวมทั้งวางพระทัยเป็นพิเศษ ได้ร่วมรบกับพระเจ้าตากในทุกสมรภูมิ แม้แต่การปราบก๊กและชุมนุมต่างๆรวมทั้งทัพพม่าที่พยายามกลับมารุกรานหลังจากที่สยามกู้เอกราชคืนมาแล้ว รวมทั้งศึกบางกุ้งและศึกอะแซหวุ่นกี้ ได้รับการสถาปนาเป็นวังหน้าในสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ ทรงพระนามว่าสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท หรือกรมพระราชวังบวรสถานมงคล เป็นตำแหน่งเทียบเท่ากับพระมหาอุปราช
การกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชสำเร็จลงได้ด้วยพระปรีชาสามารถอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ท่าน ประกอบกับการมีขุนศึกคู่พระทัยที่มีความสามารถและเข้มแข็งในการรบ รักชาติและสู้ไม่เคยถอย
ก็คงจะไม่ต่างกับการบริหารบ้านเมืองในขณะนี้ หากเปรียบนายกรัฐมนตรีเป็นแม่ทัพ ก็จำเป็นจะต้องมีรัฐมนตรีที่มีความรู้ความสามารถ รวมทั้งมีประสบการณ์ และความรักชาติมาเป็นขุนศึกคู่ใจ เพื่อนำชัยชนะมาสู่บ้านเมืองให้จงได้
การเข้าร่วมเป็นคณะรัฐมนตรีของคุณศุภจีสุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์คุณสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และคุณเอกนิติ นิติทัณฑ์ประกาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งล้วนเป็นบุคคลภายนอก ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรง ก็เชื่อว่าน่าจะเนื่องมาจากรัฐมนตรีทั้ง ๓ ท่านนั้น ได้พิจารณาเห็นว่าเมื่อคุณอนุทิน ชาญวีรกูล ได้มาเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น บ้านเมืองอยู่ในภาวะเกือบจะถึงวิกฤต และจำเป็นที่จะต้องมีผู้มาช่วยเหลือ ซึ่งเชื่อว่ารัฐมนตรีทั้ง ๓ ท่านดังกล่าว คงได้พิจารณาแล้วว่าตนเองมีความรู้ความสามารถและประสบการณ์พอเพียง ในการที่จะมาช่วยขับเคลื่อนบ้านเมืองให้เดินไปข้างหน้าและผ่านพ้นภาวะวิกฤตไปได้
แม้เป็นเพียงระยะเวลาสั้นๆ ผลงานของรัฐมนตรีทั้ง ๓ ท่าน ก็เป็นที่ประจักษ์แล้วว่า ภาวะที่เกือบวิกฤตทางเศรษฐกิจ การคลัง และการเมือง ซึ่งรวมทั้งการต่างประเทศ ได้รับการแก้ไขให้ดีขึ้นตามลำดับ และมีแนวโน้มชัดเจนว่าจะดีขึ้นไปกว่านี้ อันจะทำให้ประเทศหลุดจากบ่วงที่ฉุดรั้งไว้นานพอสมควรให้ก้าวไปข้างหน้าได้เป็นอย่างดี ซึ่งนอกจากจะทำให้การพัฒนาประเทศมีมากขึ้น ความเป็นอยู่ของประชาชนก็จะดียิ่งขึ้นกว่าเดิมด้วย
จึงเป็นเรื่องที่ประชาชนที่รักชาติทุกคน ต้องให้การสนับสนุนการดำเนินการ ของรัฐบาล ของรัฐมนตรีทั้ง ๓ ท่าน ตลอดจนคณะรัฐมนตรีท่านอื่นๆ ที่ในยามนี้ หากนายกฯ และรัฐมนตรีทุกท่านทำหน้าที่ได้ดี บนพื้นฐานของความรักชาติและความซื่อสัตย์สุจริต ก็ถือว่าท่านได้ตอบแทนบุญคุณของแผ่นดินเกิด อันจะทำให้ชีวิตของท่านประสบแต่สิ่งที่ดีงาม ตลอดไปอย่างแน่นอน
ปิยะ เนตรวิเชียร
เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี