วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
ประวัติศาสตร์ของชาติเราที่มีมาอย่างยาวนานร่วม ๘๐๐ ปีแล้วนั้น มีเรื่องที่น่าสนใจมากมาย มิใช่เป็นเพียงเรื่องของพระมหากษัตริย์แต่ละพระองค์ หรือการศึกสงครามเพื่อรักษาชาติแผ่นดินเท่านั้น แต่ยังมีเหตุการณ์อื่นๆ สอดแทรกอีกเป็นจำนวนมาก
ในช่วงเวลา ๔๑๗ ปีของอาณาจักรอยุธยา เริ่มต้นตั้งแต่รัชสมัยของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ พระเจ้าอู่ทอง ซึ่งขึ้นครองราชย์เมื่อวันที่ ๔ มีนาคม พ.ศ.๑๘๙๓ จนถึงสิ้นสุดรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ เมื่อวันที่ ๗ เมษายน พ.ศ. ๒๓๑๐ ได้มีเรื่องราวที่ทำให้เกิดความลำบากยากแค้นของราษฎร จากภาวะที่เรียกว่า “ข้าวยากหมากแพง” ขึ้นหลายครั้งด้วยกัน
ข้าวยากหมากแพงเป็นสำนวนสุภาษิตไทย หมายถึงภาวะที่บ้านเมืองเกิดการขาดแคลนอาหาร สินค้าอุปโภค-บริโภคมีราคาแพง สะท้อนถึงสภาพเศรษฐกิจที่ฝืดเคืองประชาชนได้รับความเดือดร้อนและอดอยากยากแค้น
ถึงแม้อาณาจักรอยุธยาจะได้ชื่อว่าเป็นเมืองอู่ข้าวอู่น้ำ มีผืนแผ่นดินที่ใช้ปลูกข้าวทำนาจำนวนมหาศาล รวมทั้งไร่สวนต่างๆ ตลอดยังเป็นแหล่งค้าขายที่สำคัญ แม้แต่ชาวต่างชาติก็ต่างมุ่งหน้าเข้ามายังอยุธยา ตั้งแต่ระยะต้นๆ ของการก่อตั้งอาณาจักร
แต่อยุธยาก็ต้องเผชิญกับภาวะข้าวยากหมากแพงอยู่หลายครั้ง โดยมีสาเหตุใหญ่ๆ ในหลายรูปแบบด้วยกัน ไม่ว่าจะจากอุทกภัยน้ำท่วมใหญ่ ซึ่งเป็นภัยธรรมชาติ ที่ไม่เคยว่างเว้น ภาวะแห้งแล้งอย่างรุนแรง จนไม่มีน้ำพอเพียงในการทำนาปลูกข้าว การศึกสงครามที่เป็นศึกใหญ่มากและยืดเยื้อ จนทำให้ขาดแคลนเสบียงทั้งหลาย เพราะในขณะที่มีการสู้รบ ราษฎรชายถูกเกณฑ์ไปเป็นทหารเพื่อร่วมรบ ทำให้ขาดแรงงานในการปลูกข้าวทำนา และบางครั้งกองทหารต่างแดนก็เข้ายึดเสบียงกรังตลอดเส้นทางที่ยกทัพเข้าสู่กรุงศรีอยุธยา
สาเหตุสำคัญอื่นๆ ที่ทำให้เกิดภาวะนี้ ก็เช่นการเกิดโรคระบาดใหญ่ที่ในสมัยก่อนเรียกกันว่าโรคห่า ซึ่งเคยเข้าใจกันว่าหมายถึงอหิวาต์เท่านั้น แต่โดยความจริงแล้วยังรวมไปถึงกาฬโรคและไข้ทรพิษ ซึ่งทำให้ราษฎรเสียชีวิตลงเป็นจำนวนมาก บางครั้งโรคเหล่านี้ระบาดต่อเนื่องเป็นปีๆ มีผู้เสียชีวิตจนเป็นปัญหาขาดแคลนแรงงานในการปลูกข้าวทำนา
เหตุการณ์ที่ทำให้เกิดภาวะข้าวยากหมากแพงในสมัยอยุธยาตอนต้นเกิดขึ้นหลายครั้ง โดยครั้งแรกเกิดขึ้นในสมัยของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถในปี พ.ศ ๑๙๘๖ ซึ่งเกิดภัยธรรมชาติและมีน้ำท่วมอย่างรุนแรงจนเป็นภาวะภัยพิบัติ เกิดการขาดแคลนข้าว ทำให้ข้าวมีราคาแพงขึ้นมาก จนราษฎรเดือดร้อนกันทั่วไป
ในรัชสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ ช่วงปี พ.ศ.๒๐๔๘ ถึง ๒๐๔๙ เกิดภัยแล้งอย่างรุนแรงติดต่อกัน ๒ ปี จนไม่มีน้ำเพียงพอต่อการปลูกข้าว
ในรัชสมัยของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ได้เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ จนราษฎรต้องเผชิญกับภาวะข้าวยากหมากแพง ประกอบกับอยู่ในช่วงการศึกสงครามติดพันยาวนานตั้งแต่ช่วงก่อนจนถึงหลังจากการกู้เอกราช ราษฎรต้องทิ้งไร่นาไปเพื่อรบ ทำให้ขาดแคลนอาหารอย่างหนัก
ในช่วงอยุธยาตอนปลาย มีเหตุการณ์วิกฤตซ้อนวิกฤตคือมีเรื่องของภัยแล้งที่ทำให้ขาดน้ำในการทำนาปลูกข้าวพร้อม ๆ กับการเกิดโรคระบาดรุนแรงที่เรียกกันว่าโรคห่า โดยเกิดขึ้นในรัชสมัยของสมเด็จพระเพทราชา ประมาณปี พ.ศ.๒๒๓๙ ถึง ๒๒๔๑ เกิดภัยแล้งอย่างรุนแรง แม่น้ำลำคลองเน่าเสียแห้งขอด ซ้ำร้ายยังเกิดไข้ทรพิษระบาดครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์อยุธยา มีผู้คนล้มตายไปเกือบ ๘๐,๐๐๐ คน เกิดภาวะข้าวยากหมากแพงอย่างหนัก
นอกจากนี้ในรัชสมัยของสมเด็จพระที่นั่งท้ายสระในช่วงปีพ.ศ. ๒๒๕๕ ถึง ๒๒๖๑ มีบันทึกของบาทหลวงชาวฝรั่งเศสชื่อมองซิเออร์เดอบูร์ ระบุว่า เป็นช่วงที่ข้าวแพงที่สุดในประวัติศาสตร์อยุธยาตอนปลาย เนื่องจากเกิดไข้ทรพิษระบาดจนคนตายไปกว่าครึ่งเมือง ส่งผลให้เกษตรกรรมหยุดชะงัก ข้าวยากหมากแพงถึงขนาดที่ว่า จากเดิมข้าวเคยซื้อขายกันในราคา๑ เหรียญพุ่งสูงขึ้นเป็น ๑๐ เหรียญ ก็ยังแทบหาซื้อไม่ได้
ภาวะข้าวยากหมากแพงครั้งสุดท้ายช่วงปลายอาณาจักรอยุธยา เกิดขึ้นระหว่างปี พ.ศ.๒๓๐๙ ถึง ๒๓๑๐ ในสมัยของสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ก่อนการเสียกรุง ซึ่งในปีนั้นเกิดสภาวะเอลนีโญรุนแรง ฝนแล้ง น้ำน้อยผิดปกติ ทำให้ทัพพม่าภายใต้การนำของเนเมียวสีหบดีและมังมหานรธาที่ยกมาล้อมกรุงศรีอยุธยาไม่ต้องถอยทัพในฤดูน้ำหลากเหมือนที่เคยเป็นมาก่อนและยังปิดเส้นทางลำเลียงอาหารของราษฎรและทหารรอบกำแพงเมือง จนเกิดความอดอยากแสนสาหัส ข้าวปลาอาหารขาดแคลนจนต้องดิ้นรนหาของประทังชีวิต นำไปสู่ความอ่อนแอทางทหาร และเกิดโรคระบาดใหญ่ในพระนคร
หลังจากเสียกรุง บ้านเมืองตกอยู่ในสภาพจราจล ไร่นาถูกทิ้งร้าง สภาวะข้าวยากหมากแพงทวีความรุนแรงถึงขีดสุด ราษฎรที่เหลือรอดชีวิตต้องต้มผักต้มหญ้า กินแกงกล้วยเพื่อประทังชีวิต จนกระทั่งเมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงกอบกู้เอกราชได้สำเร็จเมื่อวันที่ ๖ เมษายน พ.ศ.๒๓๑๐ พระองค์ได้ทรงแก้ปัญหานี้โดยการสละพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ซื้อข้าวสารจากพ่อค้าจีนในราคาสูง เพื่อนำมาแจกจ่ายให้ราษฎรฟรีๆ เพื่อช่วยชีวิตผู้คนไม่ให้อดตาย
ถึงแม้ว่าขณะนี้ประเทศไทยจะปกครองในระบอบประชาธิปไตย แต่ระบอบนี้ก็ไม่ได้ทำให้บ้านเมืองเติบโตและก้าวหน้าเท่าที่ควรจะเป็น มีความขัดแย้งทางความคิด ทั้งในระดับของผู้บริหารประเทศ นักการเมือง ตลอดจนถึงประชาชนในหลายส่วน จนทำให้บ้านเมืองไม่อาจจะเดินหน้าไปได้ดี มีเหตุการณ์ปฏิวัติรัฐประหารที่อาจจะจำเป็นต้องเกิดขึ้นเพื่อคลี่คลายสถานการณ์ที่จะนำไปสู่การล่มสลายของประเทศอันเนื่องมาจากการโกงกินของรัฐบาลหรือนักการเมืองก็ดี รวมทั้งความขัดแย้งของประชาชนแต่ละหมู่เหล่าจนเกือบจะเกิดสงครามกลางเมือง
ไม่ว่ารัฐบาลชุดไหนและจะเข้ามาโดยวิธีใดก็ตาม เมื่อเข้ามาบริหารได้สักระยะเวลาหนึ่ง และพ้นจากระยะข้าวใหม่ปลามัน ก็จะเริ่มเกิดปัญหาการขัดแย้งทางความคิด เกิดการต่อสู้กันทั้งอย่างเปิดเผยและอย่างลับๆ ระหว่างพรรคฝ่ายรัฐบาล และพรรคฝ่ายค้านเสมอ จนดูเหมือนเป็นเรื่องปกติ แถมในยุคปัจจุบันยังมีการใช้เครื่องมือทันสมัยในการสื่อสารในหลายรูปแบบ ที่อาจจะรวมเรียกว่า AI เพื่อสร้างเรื่องราวต่างๆ สามารถทำให้เรื่องเท็จกลายเป็นเรื่องจริง หรือเรื่องจริงกลายเป็นเรื่องเท็จได้ทั้งสิ้นรวมทั้งกระบวนการสื่อมนุษย์ นักปั้นเรื่องราวทั้งหลายอีกด้วย
แทบจะทุกเรื่องที่ฝ่ายรัฐบาลนำเสนอเพื่อจะแก้ปัญหาเรื่องเศรษฐกิจและปากท้องของประชาชน ทำนองข้าวยากหมากแพงในอดีต พรรคฝ่ายค้านจะต้องออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยให้สมกับชื่อว่าเป็นฝ่ายค้าน โดยไม่ได้อยู่บนเหตุและผล ที่จะนำไปสู่ประโยชน์ของชาติและการช่วยเหลือประชาชนแต่อย่างใด
ที่ปรากฏชัดเรื่องหนึ่งขณะนี้ก็คือการที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มาจากบุคคลภายนอก และตั้งแต่เริ่มเข้ามาทำงานนั้นก็ได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพ โดยการใช้ประสบการณ์และความรู้จากการที่เคยทำธุรกิจมาปฏิบัติหน้าที่ได้เป็นอย่างดี มีส่วนสำคัญในการทำให้กระทรวงพาณิชย์มีบทบาทในการทำให้เศรษฐกิจของชาติดีขึ้นจากการประเมินขององค์กรการเงินระหว่างประเทศ
สุภาษิตไทยที่กล่าวไว้ว่า “จงทำดีแต่อย่าเด่นจะเป็นภัย” จึงเป็นสิ่งที่รัฐมนตรีท่านนี้ไม่อาจจะหลีกพ้นได้ หลังจากประสบความสำเร็จในเรื่องของการส่งออกข้าว การทำให้ทุเรียนไทยยังเป็นสินค้าส่งออกที่สร้างรายได้สำคัญ จากการพยากรณ์ตลาดล่วงหน้าได้อย่างถูกต้อง และอื่นๆ
แต่เมื่อท่านพิจารณาเห็นว่ายังมีประชาชนจำนวนมากที่มีปัญหาทางเศรษฐกิจ มีกำลังซื้อที่ต่ำลงในขณะที่ราคาสินค้าต่างๆ เริ่มสูงขึ้น ซึ่งส่งผลมาจากสงครามตะวันออกกลาง ที่ทำให้ราคาน้ำมันแพงขึ้นจนเป็นภาระของประชาชนในการดำรงชีวิต จึงมีการเสนอโครงการข้าวแกงจานละ ๔๐ บาท อันเป็นที่มาของการถูกโจมตีอย่างรุนแรง โดยฝ่ายที่โจมตีอ้างว่าข้าวแกงจานละ ๓๐ บาทยังมีอยู่ถมไป
เหตุผลของโครงการนี้ก็คือต้องการให้ผู้บริโภคได้ทานข้าวแกงที่มีคุณภาพในปริมาณและราคาที่เหมาะสม ลดภาระค่าใช้จ่ายรายวัน โดยร้านที่จะเข้าร่วมโครงการก็จะได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐเป็นลักษณะ win/win ซึ่งก็น่าจะช่วยเพิ่มเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้ด้วย
โครงการนี้ยังไม่ได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี เพียงแค่มีการนำเสนอออกไป ก็มีขบวนการ“ติเรือทั้งโกลน”เกิดขึ้น แต่ก็เชื่อว่าท่านรัฐมนตรี โดยลักษณะนิสัยเป็นผู้ที่ฟังความคิดเห็นของคนอื่น จะได้นำเรื่องนี้ไปพินิจพิจารณาอย่างรอบคอบ และถ้ายังเห็นว่าเรื่องนี้เป็นกลไกหนึ่งของการควบคุมราคาสินค้า และจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนจำนวนไม่น้อย ก็อย่าได้หวั่นไหว เพื่อให้โครงการนี้เกิดขึ้นและดำเนินการต่อไปได้
ปิยะ เนตรวิเชียร

‘สเปน’แชมป์โลก!‘ตอร์เรส’ซัดชัยต่อเวลาโค่นอาร์เจนติน่า1-0
11ตัวจริงมาแล้ว!‘สเปน-อาร์เจนติน่า’พร้อมชิงฟุตบอลโลก
ฝนมรสุมถล่มอินเดีย! น้ำท่วม-ดินถล่ม คร่าชีวิตแล้วอย่างน้อย 19 ราย
หมออ๋อง โพสต์ชวนเอ๊ะ! บอก ผมคิดว่าประเทศเราเจริญได้แค่นี้แหละครับ
รพ.ซานคามิลโล สั่งฟัน! ไล่ออก หมอวินิจฉัยพลาด-ปฏิเสธรักษาทำคนไข้เสียชีวิต มีผลทันที

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี