วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569
หลังจากการสถาปนาอาณาจักรอยุธยาในปี พ.ศ. ๑๘๙๓ โดยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ พระเจ้าอู่ทอง อาณาจักรแห่งนี้ก็มีความเจริญก้าวหน้ามาเป็นลำดับ เริ่มมีพ่อค้าต่างชาติเข้ามาทำการค้าขายกับสยาม นอกจากชาวจีนซึ่งมีการค้าขายกันมาตั้งแต่สมัยอาณาจักรสุโขทัยแล้ว อีกชนชาติหนึ่งที่ต้องถูกกล่าวถึงคือชาวโปรตุเกส
ในรัชสมัยของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ กษัตริย์พระองค์ที่ ๑๐ แห่งราชอาณาจักรอยุธยา เป็นยุคที่ชาวโปรตุเกสกลุ่มแรกเดินทางเข้ามาถึงอาณาจักรอยุธยาเป็นครั้งแรก พระองค์มีพระนามเดิมว่าพระเชษฐา ทรงเป็นพระราชโอรสในสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ และได้รับการสถาปนาเป็นพระมหาอุปราช พระองค์ได้ขึ้นครองราชย์ต่อจากสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๓ พระเชษฐาที่เสด็จสวรรคตในปี พ.ศ.๒๐๓๔
ในปี พ.ศ.๒๐๕๔ อาฟงซู ดี อัลบูแกร์กี้ แม่ทัพใหญ่ของประเทศโปรตุเกสได้ให้ทูต ดูอาเต้ โกเอโย นำสารเดินทางมายังกรุงศรีอยุธยาเพื่อเจริญสัมพันธไมตรีและการค้ากับสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ ซึ่งพระองค์ทรงตอบรับไมตรีจากโปรตุเกส และได้ทำสัญญาทางราชไมตรีการค้าต่อกันในปี พ.ศ.๒๐๕๙ นับเป็นสัญญาฉบับแรกที่สยามทำกับต่างชาติ และนับว่าโปรตุเกสเป็นประเทศแรกในทวีปยุโรปที่เข้ามาในกรุงศรีอยุธยา
สาระสำคัญของสนธิสัญญาประกอบไปด้วยด้านการค้าโดยอยุธยาอนุญาตให้พ่อค้าชาวโปรตุเกสเข้ามาค้าขายตั้งบ้านเรือนและดำเนินธุรกิจได้อย่างเสรี ด้านการทหาร โปรตุเกสให้คำมั่นว่าจะจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์โดยเฉพาะปืนและกระสุนดินดำรวมทั้งให้ความช่วยเหลือทางทหารแก่อยุธยา การเดินเรือ อนุญาตให้ชาวสยามสามารถเดินทางไปค้าขายที่เมืองมะละกาได้โดยสะดวก และด้านศาสนา อนุญาตให้บาทหลวงสามารถเผยแผ่ศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกได้อย่างเสรี
นอกจากนั้นในสมัยอยุธยา พระกษัตริย์อีกหลายพระองค์ก็ได้ทำสนธิสัญญากับชาติตะวันตกอื่นๆ เพิ่มเติมด้วยเช่น สเปน ในสมัยของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ฮอลันดาและฝรั่งเศส ในสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช กับอังกฤษในสมัยของสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม
ล่วงมาจนถึงสมัยอาณาจักรรัตนโกสินทร์ สยามได้ทำสนธิสัญญาทางพระราชไมตรีและการพาณิชย์กับประเทศตะวันตกเป็นครั้งแรกในวันที่ ๒๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๓๖๙ ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓โดยได้มีการทำสนธิสัญญาเบอร์นีย์กับประเทศอังกฤษ
สาระสำคัญของสนธิสัญญาฉบับนี้เกี่ยวข้องกับเสรีภาพทางการค้า โดยทั้งสองประเทศสามารถจะค้าขายได้อย่างเสรี ยกเว้นสินค้าต้องห้าม เช่น ข้าวเปลือกข้าวสารและอาวุธยุทธภัณฑ์ มีเรื่องการควบคุมอาวุธ หากจะมีพ่อค้านำอาวุธเข้ามา ต้องขายให้รัฐบาลเท่านั้น และเรื่องการจัดเก็บภาษี โดยรัฐบาลสยามจะเก็บภาษีขาเข้าและออกจากเรือสินค้าอังกฤษตามความกว้างของปากเรือ เรียกว่าภาษีปากเรือ
สนธิสัญญาฉบับนี้ยังมีการพูดถึงการแบ่งเขตแดนและรับรองอธิปไตยของสยามและอังกฤษในคาบสมุทรมลายูด้วย โดยอังกฤษมีสิทธิปกครองปีนังและรัฐเปรัค ส่วนสยามปกครองไทรบุรี กลันตัน ตรังกานู ปัตตานีและจะไม่รุกรานกัน
สนธิสัญญาอีกฉบับหนึ่งที่มีการพูดถึงกันมากคือสนธิสัญญาเบาว์ริ่ง ที่มีการลงนามเมื่อวันที่ ๑๘ เมษายน พ.ศ.๒๓๙๘ ในสมัยรัชกาลที่ ๔ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดการค้าเสรี เป็นการเปลี่ยนเศรษฐกิจสยามจากการค้าผูกขาดไปสู่ระบบเศรษฐกิจแบบตลาดโลก มีการเปลี่ยนการเก็บอัตราภาษี จากแบบเดิมเป็นภาษีขาเข้าไม่เกินร้อยละ ๓ และยังมีเรื่องสิทธิสภาพนอกอาณาเขตคือหากคนอังกฤษกระทำความผิดจะต้องขึ้นศาลอังกฤษไม่ขึ้นศาลไทย และยังมีการให้ชาวอังกฤษสามารถเช่าหรือซื้อที่ดินเพื่ออยู่อาศัยทำการเกษตรรอบกรุงเทพฯได้
สนธิสัญญาเบาว์ริ่งนี้ถึงแม้จะช่วยป้องกันการคุกคามของชาติตะวันตก ทำให้สยามเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ขณะเดียวกันก็ถือว่าทำให้เกิดการสูญเสียอำนาจอธิปไตยทางการศาลและการค้าด้วย
ปัจจุบันนี้ สนธิสัญญาและข้อตกลงระหว่างประเทศ เป็นข้อตกลงที่เป็นลายลักษณ์อักษรผูกพันตามกฎหมาย โดยเอกสารแต่ละประเทศมีวัตถุประสงค์ สถานะทางกฎหมาย และระดับความเข้มงวดที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับจำนวนประเทศผู้เข้าร่วมและขอบเขตของเนื้อหา จำแนกออกได้เป็นหลายประเภทคือ
สนธิสัญญา (Treaty) เป็นข้อตกลงระดับสูงสุดที่ทำขึ้นระหว่างรัฐหรือองค์การระหว่างประเทศใช้ในเรื่องที่มีความสำคัญระดับชาติ เช่น สนธิสัญญาสันติภาพ หรือการกำหนดเขตแดน มีผลผูกพันทางกฎหมายอย่างเคร่งครัด
อนุสัญญา (Convention) เป็นข้อตกลงพหุภาคี เปิดกว้างให้หลายประเทศเข้าร่วมได้ใช้กำหนดมาตรฐานหรือวางกรอบกฎหมายระดับสากล เช่น อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (United Nation Convention on the Law of the Sea) ที่มีตัวย่อ UNCLOS
ความตกลง (Agreement) เป็นข้อตกลงเฉพาะเรื่อง มักเป็นการตกลงระหว่าง ๒ ฝ่าย หรือกลุ่มประเทศในภูมิภาคเดียวกัน เช่น การตกลงยกเว้นวีซ่า
พิธีการ (Protocol) เป็นเอกสารที่จัดทำขึ้นเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมหรือเปลี่ยนแปลงต่อเติมเนื้อหาจากสนธิสัญญาหรืออนุสัญญาที่มีอยู่เดิม
กฎบัตร (Charter) เป็นสนธิสัญญาที่ใช้สำหรับการจัดตั้งองค์การระหว่างประเทศหรือสถาบันระดับโลกโดยเฉพาะ ระบุถึงโครงสร้าง วัตถุประสงค์และอำนาจหน้าที่ขององค์กรนั้น เช่น กฎบัตรสหประชาชาติ
บันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding) หรีอ MOU เป็นข้อตกลงความร่วมมือเบื้องต้น ที่แสดงเจตนารมณ์ร่วมกันเพื่อกำหนดกรอบการทำงานร่วมกัน ไม่มีผลผูกพัน
ทางกฎหมายอย่างเคร่งครัด
เหตุการณ์ความขัดแย้งชายแดนระหว่างไทยและเขมรจนนำไปสู่สงครามครั้งล่าสุดเมื่อวันที่๒๔ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๖๘ โดยฝ่ายเขมรได้ใช้อาวุธยิงฝ่ายไทยก่อนที่ปราสาทตาเมือนธมทำให้ฝ่ายไทยต้องโต้ตอบ และในที่สุดเกิดเป็นการรบกันตลอดแนวชายแดนในหลายพื้นที่ ก่อให้เกิดความสูญเสียชีวิตทั้งทหารและพลเรือน ตลอดจนสิ่งก่อสร้างและทรัพย์สินจำนวนหนึ่ง โดยไทยจำเป็นต้องตอบโต้กลับอย่างรุนแรงเช่นกัน
ถึงแม้ว่าในที่สุดจะมีการเจรจาสงบศึกและข้อตกลงยุติการสู้รบในวันที่ ๒๗ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๖๘ในการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป GBC สมัยวิสามัญ และทั้งสองฝ่ายได้ลงนามข้อตกลง ๑๓ ข้อเพื่อยุติการใช้อาวุธทุกประเภทและการเคลื่อนย้ายกำลังทหารแล้วก็ตาม แต่ก็พบว่าทหารเขมรยังทำการในลักษณะยั่วยุทหารไทยบริเวณชายแดนอยู่ตลอดเวลา
ปัญหาค้างคาใจระหว่างไทยและเขมรที่สำคัญเรื่องหนึ่ง ที่น่าจะเป็นต้นเหตุของการสู้รบครั้งนี้ ก็คือปัญหาเรื่องเกาะกูด ซึ่งเป็นพื้นที่ของไทยตามสนธิสัญญา สยาม-ฝรั่งเศส ที่มีการลงนามไว้เมื่อวันที่ ๒๓ มีนาคม พ.ศ.๒๔๔๙ แต่เขมรก็ยังพยายามใช้ MOU ๔๔ ซึ่งรัฐบาลนายทักษิณได้กระทำไว้ ในเรื่องของการแบ่งผลประโยชน์ในพื้นที่บริเวณนั้นร่วมกัน
เมื่อไทยประกาศยกเลิก MOU ๔๔ เขมรจึงนำเรื่องนี้ฟ้องร้องต่อ UNCLOS ที่เขมรเพิ่งสมัครเข้าเป็นสมาชิกเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปี ๒๕๖๙นี่เอง
ขณะนี้ทั้งสองฝ่ายได้มีการแต่งตั้งผู้แทนเจรจาหรือคณะผู้ประนอมภายใต้อนุสัญญาดังกล่าวแล้วฝ่ายละ ๒ คน เพื่อจะทำหน้าที่ไกล่เกลี่ย โดยทั้ง ๔ คนนั้นจะต้องร่วมกันพิจารณาหาผู้ที่จะมาทำหน้าที่ประธาน ซึ่งขณะนี้ยังไม่แล้วเสร็จ เพื่อให้การประนอมได้เกิดขึ้นจริง เชื่อว่ายังจะต้องใช้ระยะเวลาอีกนาน
ผลการประนอมจะเป็นอย่างไรนั้น ไม่อาจทำนายล่วงหน้าได้ แต่ถึงอย่างไรก็ตามแม้คณะประนอมจะสรุปผลการเจรจาแล้ว ก็มิได้หมายความว่าทั้งสองฝ่ายจะต้องตกลงตามนั้นเสมอหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่เห็นชอบ ผลการเจรจาจึงเป็นเพียงข้อเสนอแนวทางของการแก้ไขปัญหาเท่านั้น
รัฐบาลไทย ต้องยึดมั่นในการรักษาอธิปไตยของชาติ และบูรณภาพแห่งดินแดนไทยไม่ให้ผู้ใดสามารถล่วงล้ำได้ อธิปไตยของชาติเป็นสมบัติของคนไทยทุกคนที่จะต้องร่วมกันรักษา ให้เหมือนกับที่พระมหากษัตริย์ไทยในอดีตที่เป็นผู้ก่อสร้างชาติได้มุ่งมั่นและพลีได้แม้กระทั่งเลือดเนื้อและชีวิต เพื่อรักษาอธิปไตยของชาติให้คงอยู่มาจนถึงชั่วลูกหลาน
ปิยะ เนตรวิเชียร

ผลเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 69 'ชัชชาติ' นำลิ่ว95% ทุบสถิติเดิมปี 65 ถล่มทลาย
อิทธิวัฒน์ ผู้สมัครเลือกตั้ง นายกเมืองพัทยา หลั่งน้ำตา หลังแพ้ ปรเมศวร์ แชมป์เก่า
รวบจีนเทา ผู้ต้องหาฉ้อโกงข้ามชาติ เสียหายกว่า 2 หมื่นล้านบาท
อิหร่าน ประกาศสิทธิขาดคุม ช่องแคบฮอร์มุซ แต่เพียงผู้เดียวอย่างเบ็ดเสร็จ 30 วัน
อนุทิน ยินดี ชัชชาติ นั่งผู้ว่ากทม.สมัย 2 พร้อมให้ความร่วมมือทำงานเพื่อชาวกรุงเทพฯ

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี