การศึกสงครามในสมัยโบราณนั้น จะเป็นการรบแบบประชิดตัวอาวุธที่ใช้ในการต่อสู้กันจึงเป็นอาวุธสั้นเป็นส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นมีด ดาบ หรือขวาน อาวุธที่ยาวขึ้นมาเล็กน้อย คือหอก
ทวน และง้าว ส่วนอาวุธยาว ก็คือ หน้าไม้ ธนู เหล่านี้ เป็นต้น
วิวัฒนาการด้านอาวุธมีมาเป็นลำดับ และเชื่อกันว่าในแถบเอเชียนั้น จีนน่าจะเป็นชาติแรกที่รู้จักการผลิตปืนใหญ่ โดยใช้กระสุนดินดำเป็นตัวทำให้เกิดแรงระเบิดที่จะส่งลูกกระสุนออกจากลำกล้อง ปืนใหญ่จากจีนนั้นแพร่หลายไปยังชาติใกล้เคียง รวมทั้งในปลายสมัยอาณาจักรสุโขทัยก็เชื่อว่าเริ่มมีการนำปืนใหญ่จีนมาใช้แล้ว แต่ยังไม่มีอานุภาพในการยิงมากนัก
ในตอนต้นของอาณาจักรอยุธยา เชื่อกันว่าในสมัยของสมเด็จพระราเมศวร กษัตริย์พระองค์ที่ ๒ ของอาณาจักรนี้ ได้มีการใช้ปืนใหญ่เมื่อยกทัพไปรบกับเมืองเชียงใหม่ใน ปี พ.ศ.๑๙๗๒ เป็นปืนใหญ่ที่ได้มาจากโปรตุเกส ยิงทำลายกำแพงเมืองเชียงใหม่ได้ เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ปรากฏหลักฐานในเอกสารโบราณทางฝั่งล้านนา ได้มีการขุดพบปืนใหญ่ในยุคนั้นที่อยู่ในสภาพสมบูรณ์ ปัจจุบันตั้งแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ทหารเรือจังหวัดสมุทรปราการ
ส่วนปืนเล็กยาวหรือปืนคาบศิลานั้น มีประวัติที่ค่อนข้างชัดเจนว่าได้ถูกนำมาใช้เป็นครั้งแรกและแพร่หลายอย่างรวดเร็ว โดยการนำเข้ามาของพ่อค้าชาวโปรตุเกส เข้ามาทำการค้าขายกับกรุงศรีอยุธยาในสมัยของสมเด็จพระไชยราชาธิราช กษัตริย์นักรบผู้เข้มแข็งอีกพระองค์หนึ่งของชาติไทยโดยมีการใช้ปืนคาบศิลานี้โดยทหารโปรตุเกสที่ได้เข้ามาร่วมรบกับกองทัพของอยุธยา ในการรบเพื่อตีเอาคืนเมืองเชียงกราน ที่พระเจ้าตะเบงชเวตี้แห่งหงสาวดีได้สั่งให้ยกทัพมายึดเอาไว้ และกองทัพอยุธยาสามารถเอาชนะในศึกเชียงกรานได้
ประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญของชาติได้ถูกบันทึกไว้ครั้งหนึ่งคือในสมัยของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ซึ่งขณะนั้นพระองค์ยังไม่ได้ขึ้นครองราชย์ โดยหลังจากที่ถูกพระเจ้าบุเรงนองนำตัวไปชุบเลี้ยงที่หงสาวดีอยู่นาน ๙ ปี ก็ได้ขอเดินทางกลับสู่กรุงศรีอยุธยาเมื่อมีพระชนมายุ ๑๕ พรรษา และเมื่อกลับมาแล้วนั้น พระองค์ได้มุ่งมั่นในการสร้างกองทัพของอยุธยาให้เข้มแข็ง จนกระทั่งเมื่อพระเจ้าบุเรงนองสวรรคต และพระเจ้านันทบุเรงพระราชโอรสขึ้นมาครองราชย์แทนนั้น ก็เกิดความหวั่นเกรงในพระปรีชาสามารถของพระนเรศวรฯ และต้องการที่จะกำจัดพระองค์
เป็นช่วงจังหวะที่หงสาวดีได้ยกทัพไปเพื่อรบกับอังวะที่ต้องการจะขึ้นมาเป็นใหญ่ พระเจ้านันทบุเรงจึงสั่งให้สมเด็จพระมหาธรรมราชา ซึ่งปกครองแผ่นดินอยู่ ให้พระนเรศวรยกทัพไปช่วยหงสาวดีรบกับกรุงอังวะ และก่อนที่จะถึงกรุงหงสาวดีพระนเรศวรได้ทรงทราบว่า พระเจ้านันทบุเรงมีความมุ่งหมายที่จะลอบปลงพระชนม์พระองค์จากการบอกเล่าของพระมหาเถรคันฉ่อง พระอาจารย์ของพระองค์ซึ่งได้รับคำบอกเล่ามาจากพระยาเกียรติและพระยารามที่เป็นลูกศิษย์
พระองค์จึงรวบรวมผู้คนชาวอยุธยาที่ถูกกวาดต้อนไปพร้อมกับพระองค์เพื่อนำกลับสู่อาณาจักรอยุธยาด้วย เมื่อพระเจ้านันทบุเรงรู้เรื่องดังกล่าว จึงสั่งให้สุรกรรมา ยกทัพติดตามเพื่อจะกำจัดพระนเรศวรฯ ให้ได้ แต่พระนเรศวรฯ ได้ระดมชาวบ้านและไพร่พลข้ามแม่น้ำสะโตงมาอีกฝั่งหนึ่งได้ก่อน
เมื่อเห็นว่าสุรกรรมายังพยายามที่จะติดตามกองทัพของพระองค์ พระนเรศวรฯ จึงใช้พระแสงปืนต้นที่คาดกันว่าเป็นปืนคาบศิลา มีความยาว ๙ ศอก ประทับยิง ข้ามแม่น้ำสะโตงไปถูกสุรกรรมาแม่ทัพพม่าจนเสียชีวิต ตกจากคอช้าง และปืนกระบอกนี้จึงได้ชื่อว่า “พระแสงปืนต้นข้ามแม่น้ำสะโตง”
ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งเป็นยุคที่มีการติดต่อค้าขายกับต่างชาติมากที่สุด ได้มีการตั้งโรงหล่อปืนใหญ่ขึ้นในกรุงศรีอยุธยา โดยตั้งอยู่บริเวณหมู่บ้านฮอลันดา ซึ่งปัจจุบันอยู่ใกล้วัดพนัญเชิงปืนใหญ่ที่ถูกสร้างขึ้นนั้นมีคุณภาพยอดเยี่ยม จนสามารถนำไปใช้เป็นเครื่องราชบรรณาการส่งไปถวายพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ แห่งฝรั่งเศสได้ ซึ่งปืนใหญ่ทั้ง ๒ กระบอกนั้นได้ถูกนำไปใช้และมีบทบาทสำคัญในการปฏิวัติฝรั่งเศส ที่มีการยิงทำลายคุกบาสตีลด้วย
ในรัชกาลของพระมหากษัตริย์องค์ต่อๆ มานั้นจากการที่อยุธยาได้ทำการค้าขายกับต่างชาติมากขึ้น รวมทั้งมีทหารต่างชาติ เช่น โปรตุเกส ฝรั่งเศสเข้ามาอยู่ในกรุงศรีอยุธยา ทำให้เกิดการถ่ายทอดความรู้จนกองทัพไทยสามารถจะหล่อปืนใหญ่ได้เอง ส่วนปืนยาวนั้น ยังเป็นการซื้อจากประเทศทางยุโรปมาโดยตลอด ซึ่งทำให้กองทัพไทยมีความเข้มแข็งมากขึ้นโดยตลอดมา
ปืนยาวที่เรียกว่าปืนคาบศิลา ถูกใช้มาจนถึงสมัยรัชกาลที่ ๔ จึงเริ่มมีการใช้ปืนระบบนกสับ ถึงสมัยรัชกาลที่ ๕ มีการปรับปรุงกองทัพให้ทันสมัย และ เปลี่ยนมาใช้ปืนยาวบรรจุท้ายลำกล้อง มีลูกกระสุนที่มีปลอกกระสุน และเปลี่ยนต่อมาเรื่อยๆ จนปัจจุบันเป็นปืนประจำกายที่เรียกว่า M-16
เมื่อวันที่ ๘ กรกฎาคมที่ผ่านมานี้ ได้ปรากฏข่าวซึ่งไม่ค่อยจะได้เห็นกันบ่อยนัก คือการที่นายกรัฐมนตรีนายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ไปเป็นประธานเปิดงานนิทรรศการอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ THAIDEF-EX 2026 โดยได้ตรวจแถวทหาร และขึ้นนั่งรถหุ้มเกราะล้อยางฝีมือคนไทย ทั้งนี้ได้มีการประกาศอย่างชัดเจนถึงนโยบาย “พึ่งพาตนเอง”ลดการนำเข้าอาวุธจากต่างชาติ
งานนี้ได้จัดขึ้นที่บริเวณสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม โดยมีการแสดงยุทโธปกรณ์และนวัตกรรมทางทหารที่ผลิตโดยผู้ประกอบการเอกชนและหน่วยงานของรัฐ และได้แสดงถึงวิสัยทัศน์ที่สำคัญ
จากสถานการณ์ความขัดแย้งในโลกและภูมิรัฐศาสตร์ปัจจุบัน ทำให้เกิดปัญหาห่วงโซ่อุปทานซึ่งรวมถึงเรื่องการผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่ประเทศไทยต้องยืนหยัดได้ด้วยขาของตนเอง เพื่อความมั่นคงที่ยั่งยืน
นอกจากนี้รัฐบาลยังได้เตรียมสนับสนุนงบประมาณวิจัยและพัฒนา ผ่านกระทรวงการอุดมศึกษาและวิทยาศาสตร์ฯและกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อให้เอกชนไทยรวมทั้งกองทัพสามารถผลิตอาวุธ ยุทโธปกรณ์ใช้เองและต่อยอดเป็นสินค้าส่งออก เพื่อสร้างรายได้ให้กับประเทศด้วย
ปัจจุบันนี้อุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยมีความก้าวหน้าอย่างมาก ทั้งโดยหน่วยงานจากภาครัฐ ละภาคเอกชน โดยในส่วนของกองทัพไทยนั้นสามารถผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ได้เองในหลายระดับ ตั้งแต่การประกอบการ การร่วมวิจัยกับต่างประเทศไปจนถึงการผลิตใช้เอง โดยมีสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (สทป.) ร่วมกับกรมสรรพาวุธทหารบกเป็นหลัก ที่มีความสามารถถึงระดับการผลิตยุทโธปกรณ์ระดับสูง เช่น จรวดหลายลำกล้อง ปืนใหญ่ และระบบต่อต้านอากาศยานไร้คนขับได้แล้ว
ส่วนภาคเอกชนนั้น บริษัทที่เป็นสัญชาติไทยที่เป็นที่รู้จักในระดับสากลในการผลิตอาวุธและยุทโธปกรณ์ ได้แก่ บริษัท ไทยเสรีเมทัลแอนด์รับเบอร์ จำกัด ซึ่งเป็นผู้ผลิตยานยนต์หุ้มเกราะล้อยางเช่น รุ่น First Win ที่ส่งออกไปขายให้กองทัพในหลายประเทศ บริษัท อาร์วี คอนเน็กซ์ จำกัด ซึ่งเชี่ยวชาญและเป็นผู้ผลิตระบบอากาศยานไร้คนขับบริษัทเทคโนโลยีการบิน นอกจากนี้ ยังมีบริษัทไทยอาร์ม จำกัด ที่ผลิตกระสุนและอาวุธปืนด้วย
อาวุธที่ได้รับการพัฒนาและผลิตในประเทศไทยขณะนี้เพื่อใช้เองและส่งออก จึงประกอบไปด้วยอาวุธยุทโธปกรณ์หลายชนิด เช่นกระสุนปืนเล็กขนาด ๕.๕๖ มม. ซึ่งใช้กับปืนเล็กยาว
ประจำกาย M-16
ปืนใหญ่และจรวด ซึ่งมีการวิจัยและพัฒนาตลอดจนผลิตได้เอง อาทิ จรวดหลายลำกล้อง(DTI-1, DTI-1G) รวมถึงการผลิตและประกอบปืนใหญ่อัตตาจรล้อยาง เช่น M-758, ATMG ขนาด 155 มม.
ยานเกราะ ที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เช่น ยานเกราะล้อยาง Black Widow Spider และอากาศยานไร้คนขับ (Drone) ที่ใช้ในการลาดตระเวนและอื่นๆ
นอกจากนี้ กองทัพเรือยังสามารถต่อเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งและเรือตรวจการณ์ชายฝั่งเพื่อใช้เองในอู่ต่อเรือของไทยได้อีกด้วย
จากศึกสงครามกับประเทศเพื่อนบ้านเรื่องปัญหาเขตแดนเมื่อเร็วๆ นี้ ที่ประเทศไทยถูกรุกรานก่อน กองทัพไทยทุกเหล่าและทหารไทย ตลอดจนตำรวจตระเวนชายแดนและอาสาสมัคร ได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความสามารถในการรบของเขาหล่านั้นแล้วว่ามิได้เป็นรองใครแต่อย่างใด การมีอาวุธยุทโธปกรณ์ที่มีสมรรถนะและเพียงพอ จึงเป็นสิ่งที่จะทำให้กองทัพไทยมีความสามารถในการป้องกันประเทศได้ดีอย่างแน่นอน และหากคนไทยมีความรักและสามัคคีกันให้มากขึ้น ลดข้อขัดแย้งและการแก่งแย่งเป็นใหญ่เพื่อจะขึ้นครองอำนาจในการบริหารบ้านเมือง ก็เชื่อได้แน่ว่าอธิปไตยของชาติและความสุขของประชาชน จะถูกรักษาและเกิดขึ้นได้อย่างยาวนานที่สุดตลอดไปจนถึงชั่วลูกชั่วหลาน
ปิยะ เนตรวิเชียร

อนุทิน บอกเจอ ทักษิณ ต้องกราบตักอยู่แล้ว ไม่ได้คุยอะไรพิเศษ แค่ถามสารทุกข์สุกดิบ
ครั้งแรกของประเทศ! สธ.เตรียมจัดใหญ่ มหกรรมนวดไทยและเวลเนสแห่งชาติ 2569
กลุ่มผึ้งหลวง เคาะส่ง นฤพนธ์ เย็นประเสริฐ หลานชาย พ.ต.อ.ธงชัย ลงชิงเก้าอี้ นายก อบจ.นนทบุรี
อนุทิน กราบตัก ทักษิณ ส่งขึ้นรถกลับบ้าน อิ๊งค์ ชวน อาหนู ปิดห้องกินข้าวกับพ่อ หลังงานสวดพระอภิธรรม เกรียง กัลป์ตินันท์
ศาลแขวงสงขลาประทับฟ้อง ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว คดีเว็บพนัน นัดสอบคำให้การ 29 ก.ย.

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี