วันจันทร์ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
การศึกสงครามในสมัยโบราณนั้น จะเป็นการรบแบบประชิดตัวอาวุธที่ใช้ในการต่อสู้กันจึงเป็นอาวุธสั้นเป็นส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นมีด ดาบ หรือขวาน อาวุธที่ยาวขึ้นมาเล็กน้อย คือหอก
ทวน และง้าว ส่วนอาวุธยาว ก็คือ หน้าไม้ ธนู เหล่านี้ เป็นต้น
วิวัฒนาการด้านอาวุธมีมาเป็นลำดับ และเชื่อกันว่าในแถบเอเชียนั้น จีนน่าจะเป็นชาติแรกที่รู้จักการผลิตปืนใหญ่ โดยใช้กระสุนดินดำเป็นตัวทำให้เกิดแรงระเบิดที่จะส่งลูกกระสุนออกจากลำกล้อง ปืนใหญ่จากจีนนั้นแพร่หลายไปยังชาติใกล้เคียง รวมทั้งในปลายสมัยอาณาจักรสุโขทัยก็เชื่อว่าเริ่มมีการนำปืนใหญ่จีนมาใช้แล้ว แต่ยังไม่มีอานุภาพในการยิงมากนัก
ในตอนต้นของอาณาจักรอยุธยา เชื่อกันว่าในสมัยของสมเด็จพระราเมศวร กษัตริย์พระองค์ที่ ๒ ของอาณาจักรนี้ ได้มีการใช้ปืนใหญ่เมื่อยกทัพไปรบกับเมืองเชียงใหม่ใน ปี พ.ศ.๑๙๗๒ เป็นปืนใหญ่ที่ได้มาจากโปรตุเกส ยิงทำลายกำแพงเมืองเชียงใหม่ได้ เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ปรากฏหลักฐานในเอกสารโบราณทางฝั่งล้านนา ได้มีการขุดพบปืนใหญ่ในยุคนั้นที่อยู่ในสภาพสมบูรณ์ ปัจจุบันตั้งแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ทหารเรือจังหวัดสมุทรปราการ
ส่วนปืนเล็กยาวหรือปืนคาบศิลานั้น มีประวัติที่ค่อนข้างชัดเจนว่าได้ถูกนำมาใช้เป็นครั้งแรกและแพร่หลายอย่างรวดเร็ว โดยการนำเข้ามาของพ่อค้าชาวโปรตุเกส เข้ามาทำการค้าขายกับกรุงศรีอยุธยาในสมัยของสมเด็จพระไชยราชาธิราช กษัตริย์นักรบผู้เข้มแข็งอีกพระองค์หนึ่งของชาติไทยโดยมีการใช้ปืนคาบศิลานี้โดยทหารโปรตุเกสที่ได้เข้ามาร่วมรบกับกองทัพของอยุธยา ในการรบเพื่อตีเอาคืนเมืองเชียงกราน ที่พระเจ้าตะเบงชเวตี้แห่งหงสาวดีได้สั่งให้ยกทัพมายึดเอาไว้ และกองทัพอยุธยาสามารถเอาชนะในศึกเชียงกรานได้
ประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญของชาติได้ถูกบันทึกไว้ครั้งหนึ่งคือในสมัยของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ซึ่งขณะนั้นพระองค์ยังไม่ได้ขึ้นครองราชย์ โดยหลังจากที่ถูกพระเจ้าบุเรงนองนำตัวไปชุบเลี้ยงที่หงสาวดีอยู่นาน ๙ ปี ก็ได้ขอเดินทางกลับสู่กรุงศรีอยุธยาเมื่อมีพระชนมายุ ๑๕ พรรษา และเมื่อกลับมาแล้วนั้น พระองค์ได้มุ่งมั่นในการสร้างกองทัพของอยุธยาให้เข้มแข็ง จนกระทั่งเมื่อพระเจ้าบุเรงนองสวรรคต และพระเจ้านันทบุเรงพระราชโอรสขึ้นมาครองราชย์แทนนั้น ก็เกิดความหวั่นเกรงในพระปรีชาสามารถของพระนเรศวรฯ และต้องการที่จะกำจัดพระองค์
เป็นช่วงจังหวะที่หงสาวดีได้ยกทัพไปเพื่อรบกับอังวะที่ต้องการจะขึ้นมาเป็นใหญ่ พระเจ้านันทบุเรงจึงสั่งให้สมเด็จพระมหาธรรมราชา ซึ่งปกครองแผ่นดินอยู่ ให้พระนเรศวรยกทัพไปช่วยหงสาวดีรบกับกรุงอังวะ และก่อนที่จะถึงกรุงหงสาวดีพระนเรศวรได้ทรงทราบว่า พระเจ้านันทบุเรงมีความมุ่งหมายที่จะลอบปลงพระชนม์พระองค์จากการบอกเล่าของพระมหาเถรคันฉ่อง พระอาจารย์ของพระองค์ซึ่งได้รับคำบอกเล่ามาจากพระยาเกียรติและพระยารามที่เป็นลูกศิษย์
พระองค์จึงรวบรวมผู้คนชาวอยุธยาที่ถูกกวาดต้อนไปพร้อมกับพระองค์เพื่อนำกลับสู่อาณาจักรอยุธยาด้วย เมื่อพระเจ้านันทบุเรงรู้เรื่องดังกล่าว จึงสั่งให้สุรกรรมา ยกทัพติดตามเพื่อจะกำจัดพระนเรศวรฯ ให้ได้ แต่พระนเรศวรฯ ได้ระดมชาวบ้านและไพร่พลข้ามแม่น้ำสะโตงมาอีกฝั่งหนึ่งได้ก่อน
เมื่อเห็นว่าสุรกรรมายังพยายามที่จะติดตามกองทัพของพระองค์ พระนเรศวรฯ จึงใช้พระแสงปืนต้นที่คาดกันว่าเป็นปืนคาบศิลา มีความยาว ๙ ศอก ประทับยิง ข้ามแม่น้ำสะโตงไปถูกสุรกรรมาแม่ทัพพม่าจนเสียชีวิต ตกจากคอช้าง และปืนกระบอกนี้จึงได้ชื่อว่า “พระแสงปืนต้นข้ามแม่น้ำสะโตง”
ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งเป็นยุคที่มีการติดต่อค้าขายกับต่างชาติมากที่สุด ได้มีการตั้งโรงหล่อปืนใหญ่ขึ้นในกรุงศรีอยุธยา โดยตั้งอยู่บริเวณหมู่บ้านฮอลันดา ซึ่งปัจจุบันอยู่ใกล้วัดพนัญเชิงปืนใหญ่ที่ถูกสร้างขึ้นนั้นมีคุณภาพยอดเยี่ยม จนสามารถนำไปใช้เป็นเครื่องราชบรรณาการส่งไปถวายพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ แห่งฝรั่งเศสได้ ซึ่งปืนใหญ่ทั้ง ๒ กระบอกนั้นได้ถูกนำไปใช้และมีบทบาทสำคัญในการปฏิวัติฝรั่งเศส ที่มีการยิงทำลายคุกบาสตีลด้วย
ในรัชกาลของพระมหากษัตริย์องค์ต่อๆ มานั้นจากการที่อยุธยาได้ทำการค้าขายกับต่างชาติมากขึ้น รวมทั้งมีทหารต่างชาติ เช่น โปรตุเกส ฝรั่งเศสเข้ามาอยู่ในกรุงศรีอยุธยา ทำให้เกิดการถ่ายทอดความรู้จนกองทัพไทยสามารถจะหล่อปืนใหญ่ได้เอง ส่วนปืนยาวนั้น ยังเป็นการซื้อจากประเทศทางยุโรปมาโดยตลอด ซึ่งทำให้กองทัพไทยมีความเข้มแข็งมากขึ้นโดยตลอดมา
ปืนยาวที่เรียกว่าปืนคาบศิลา ถูกใช้มาจนถึงสมัยรัชกาลที่ ๔ จึงเริ่มมีการใช้ปืนระบบนกสับ ถึงสมัยรัชกาลที่ ๕ มีการปรับปรุงกองทัพให้ทันสมัย และ เปลี่ยนมาใช้ปืนยาวบรรจุท้ายลำกล้อง มีลูกกระสุนที่มีปลอกกระสุน และเปลี่ยนต่อมาเรื่อยๆ จนปัจจุบันเป็นปืนประจำกายที่เรียกว่า M-16
เมื่อวันที่ ๘ กรกฎาคมที่ผ่านมานี้ ได้ปรากฏข่าวซึ่งไม่ค่อยจะได้เห็นกันบ่อยนัก คือการที่นายกรัฐมนตรีนายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ไปเป็นประธานเปิดงานนิทรรศการอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ THAIDEF-EX 2026 โดยได้ตรวจแถวทหาร และขึ้นนั่งรถหุ้มเกราะล้อยางฝีมือคนไทย ทั้งนี้ได้มีการประกาศอย่างชัดเจนถึงนโยบาย “พึ่งพาตนเอง”ลดการนำเข้าอาวุธจากต่างชาติ
งานนี้ได้จัดขึ้นที่บริเวณสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม โดยมีการแสดงยุทโธปกรณ์และนวัตกรรมทางทหารที่ผลิตโดยผู้ประกอบการเอกชนและหน่วยงานของรัฐ และได้แสดงถึงวิสัยทัศน์ที่สำคัญ
จากสถานการณ์ความขัดแย้งในโลกและภูมิรัฐศาสตร์ปัจจุบัน ทำให้เกิดปัญหาห่วงโซ่อุปทานซึ่งรวมถึงเรื่องการผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่ประเทศไทยต้องยืนหยัดได้ด้วยขาของตนเอง เพื่อความมั่นคงที่ยั่งยืน
นอกจากนี้รัฐบาลยังได้เตรียมสนับสนุนงบประมาณวิจัยและพัฒนา ผ่านกระทรวงการอุดมศึกษาและวิทยาศาสตร์ฯและกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อให้เอกชนไทยรวมทั้งกองทัพสามารถผลิตอาวุธ ยุทโธปกรณ์ใช้เองและต่อยอดเป็นสินค้าส่งออก เพื่อสร้างรายได้ให้กับประเทศด้วย
ปัจจุบันนี้อุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยมีความก้าวหน้าอย่างมาก ทั้งโดยหน่วยงานจากภาครัฐ ละภาคเอกชน โดยในส่วนของกองทัพไทยนั้นสามารถผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ได้เองในหลายระดับ ตั้งแต่การประกอบการ การร่วมวิจัยกับต่างประเทศไปจนถึงการผลิตใช้เอง โดยมีสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (สทป.) ร่วมกับกรมสรรพาวุธทหารบกเป็นหลัก ที่มีความสามารถถึงระดับการผลิตยุทโธปกรณ์ระดับสูง เช่น จรวดหลายลำกล้อง ปืนใหญ่ และระบบต่อต้านอากาศยานไร้คนขับได้แล้ว
ส่วนภาคเอกชนนั้น บริษัทที่เป็นสัญชาติไทยที่เป็นที่รู้จักในระดับสากลในการผลิตอาวุธและยุทโธปกรณ์ ได้แก่ บริษัท ไทยเสรีเมทัลแอนด์รับเบอร์ จำกัด ซึ่งเป็นผู้ผลิตยานยนต์หุ้มเกราะล้อยางเช่น รุ่น First Win ที่ส่งออกไปขายให้กองทัพในหลายประเทศ บริษัท อาร์วี คอนเน็กซ์ จำกัด ซึ่งเชี่ยวชาญและเป็นผู้ผลิตระบบอากาศยานไร้คนขับบริษัทเทคโนโลยีการบิน นอกจากนี้ ยังมีบริษัทไทยอาร์ม จำกัด ที่ผลิตกระสุนและอาวุธปืนด้วย
อาวุธที่ได้รับการพัฒนาและผลิตในประเทศไทยขณะนี้เพื่อใช้เองและส่งออก จึงประกอบไปด้วยอาวุธยุทโธปกรณ์หลายชนิด เช่นกระสุนปืนเล็กขนาด ๕.๕๖ มม. ซึ่งใช้กับปืนเล็กยาว
ประจำกาย M-16
ปืนใหญ่และจรวด ซึ่งมีการวิจัยและพัฒนาตลอดจนผลิตได้เอง อาทิ จรวดหลายลำกล้อง(DTI-1, DTI-1G) รวมถึงการผลิตและประกอบปืนใหญ่อัตตาจรล้อยาง เช่น M-758, ATMG ขนาด 155 มม.
ยานเกราะ ที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เช่น ยานเกราะล้อยาง Black Widow Spider และอากาศยานไร้คนขับ (Drone) ที่ใช้ในการลาดตระเวนและอื่นๆ
นอกจากนี้ กองทัพเรือยังสามารถต่อเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งและเรือตรวจการณ์ชายฝั่งเพื่อใช้เองในอู่ต่อเรือของไทยได้อีกด้วย
จากศึกสงครามกับประเทศเพื่อนบ้านเรื่องปัญหาเขตแดนเมื่อเร็วๆ นี้ ที่ประเทศไทยถูกรุกรานก่อน กองทัพไทยทุกเหล่าและทหารไทย ตลอดจนตำรวจตระเวนชายแดนและอาสาสมัคร ได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความสามารถในการรบของเขาหล่านั้นแล้วว่ามิได้เป็นรองใครแต่อย่างใด การมีอาวุธยุทโธปกรณ์ที่มีสมรรถนะและเพียงพอ จึงเป็นสิ่งที่จะทำให้กองทัพไทยมีความสามารถในการป้องกันประเทศได้ดีอย่างแน่นอน และหากคนไทยมีความรักและสามัคคีกันให้มากขึ้น ลดข้อขัดแย้งและการแก่งแย่งเป็นใหญ่เพื่อจะขึ้นครองอำนาจในการบริหารบ้านเมือง ก็เชื่อได้แน่ว่าอธิปไตยของชาติและความสุขของประชาชน จะถูกรักษาและเกิดขึ้นได้อย่างยาวนานที่สุดตลอดไปจนถึงชั่วลูกชั่วหลาน
ปิยะ เนตรวิเชียร

สถานทูตไทยกรุงโดฮา แจ้งสถานการณ์ กาตาร์ เปราะบาง ขอมีสติหาที่กำบัง อยู่ในที่ปลอดภัย
ราชทัณฑ์ แจง ศุภชัย เสียชีวิตจากภาวะหัวใจล้มเหลว พร้อมร่วมมือคณะกรรมการชันสูตรตามขั้นตอน
ไทยเป็นเจ้าภาพเปิดเวทีหารือ อาเซียนถกเมียนมา หวังคืนสู่เวทีภูมิภาคอาเซียน
กราดยิงกลางเทศกาลซัลซาในโตรอนโต เสียชีวิต 2 ราย มือปืนยังลอยนวล
สาธิตมหาวิทยาลัยศิลปากร แถลงปมครูละเมิดนักเรียน สั่งพักงาน-ห้ามเข้าโรงเรียน

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี