วันพฤหัสบดี ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2569
ประเด็นเรื่อง “ปืน” กับข้อห้าม ข้อควรระวัง กำลังเป็นที่สนใจในสังคม
1. จริงหรือไม่ ถ้าเรายิงโจรที่เข้าบ้านเรา แล้วเราต้องถูกสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย?
คำตอบ คือ จริง
แต่ไม่ใช่ว่าเราจะมีความผิดทุกกรณี ขึ้นอยู่กับพฤติการณ์ตามหลักการป้องกันตนเอง
การใช้ปืนยิงคนร้ายที่บุกรุกเข้ามาในบ้านตาย เราต้องเจอกับอะไร
หลักทั่วไป คือ เมื่อมีบุคคลถูกยิงจนถึงแก่ความตาย ถือว่ามีเหตุอันเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาที่เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องดำเนินการสืบสวนสอบสวน ตรวจสอบข้อเท็จจริง และรวบรวมพยานหลักฐานว่าเกิดอะไรขึ้น
เราจะเข้าสู่กระบวนการสอบสวน มาตรา 288 (ฐานฆ่าผู้อื่น) หรือมาตรา 80 (ฐานพยายามฆ่า)
ดังนั้น เราต้องต่อสู้คดี โดยอาศัยกฎหมายเพื่อยกเว้นความผิด หรือลดหย่อนโทษ ว่าเราทำเพื่อป้องกันตัวโดยชอบ ตรงนี้เอง ที่ต้องดูตามพฤติการณ์ในขณะเกิดเหตุ
โดยผู้ใช้อาวุธจะมีความผิดหรือไม่ และมีสถานะทางคดีอย่างไร พนักงานสอบสวนจะพิจารณาจากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่ปรากฏ และเมื่อการสอบสวนเสร็จสิ้น ก็จะดำเนินการตามกระบวนการของกฎหมาย รวมถึงการทำความเห็นทางคดีเสนอพนักงานอัยการเพื่อพิจารณาต่อไป
กฎหมายเปิดช่องให้ต่อสู้คดีได้ ตามประมวลกฎหมายอาญา ได้แก่
(1) การป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย (มาตรา 68) — อันนี้ จะ
“ไม่มีความผิดเลย” หากเข้าเงื่อนไขครบถ้วน
เจ้าของบ้านจะไม่ต้องรับโทษ และไม่ถือว่ามีความผิดตามกฎหมาย
เงื่อนไข คือ
มีภยันตรายอันใกล้จะถึง: คนร้ายบุกเข้ามาในเคหสถาน (บ้าน) ยามวิกาล
หรือประชิดตัวจนสุ่มเสี่ยงต่อชีวิตและทรัพย์สิน
เป็นการละเมิดกฎหมาย: คนร้ายเข้ามาโดยมิชอบ เช่น เจตนาจะปล้น
ฆ่า หรือข่มขืน
พอสมควรแก่เหตุ: เป็นการยิงเพื่อ “หยุดยั้ง” ไม่ให้ภัยนั้นเกิดขึ้น เช่น คนร้ายถือมีดหรือปืนปรี่เข้าหาเราในที่มืด
มีคำวินิจฉัยศาลฎีกา ชี้ว่า “บ้านคือสถานที่ปลอดภัยที่สุด” เจ้าของบ้านไม่มีหน้าที่ต้องวิ่งหนีโจรออกจากบ้านตนเอง
(2) การป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ (มาตรา 69) — อันนี้ “มีความผิด
แต่ศาลจะลงโทษน้อยเพียงใดก็ได้”
หากมีการยิงเกิดขึ้นจริง แต่พฤติการณ์ส่อไปในทางที่เกินกว่าความจำเป็นในการป้องกันตัวเกินกว่าเหตุ เพราะไม่ได้สัดส่วน: คนร้ายเข้ามามือเปล่าเพื่อลักทรัพย์เล็กน้อย แต่เจ้าของบ้านใช้ปืนลูกซองยิงใส่ทันที
ยิงขณะภัยผ่านพ้นไปแล้ว: ยิงซ้ำเมื่อโจรล้มลงหมดสภาพแล้ว หรือยิงตามหลังขณะที่โจรทิ้งทรัพย์สินและกำลังวิ่งหนีออกจากบ้าน
ข้อยกเว้นพิเศษ: หากมาตรา 69 นี้ เกิดขึ้นจากความ “ตื่นเต้น ตกใจ หรือความกลัว” ศาลมีอำนาจที่จะ ไม่ลงโทษ เลยก็ได้
ดังนั้น กล่าวโดยสรุป เมื่อเกิดเหตุยิงคนร้ายในบ้าน ตำรวจจะทำหน้าที่รวบรวมหลักฐานและตั้งข้อหาฆ่าหรือพยายามฆ่าไว้ก่อนตามขั้นตอนกระบวนการยุติธรรม จากนั้น เจ้าของบ้านจึงนำพฤติการณ์มาต่อสู้คดี ยกหลักฐานมาประกอบ (เช่น มีกล้องวงจรปิด, ร่องรอยการงัดแงะ, อาวุธของคนร้าย) เข้าไปพิสูจน์ในชั้นอัยการและชั้นศาล เพื่อหักล้างว่าเป็นการ “ป้องกันตัวโดยชอบด้วยกฎหมาย”
2. สถานะของอาวุธปืนตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนฯ พ.ศ. 2490
ก็เป็นอีกเรื่องต่างหาก
หากเราใช้ปืนถูกกฎหมาย (มีใบ ป.4 ของตนเอง) และเก็บไว้ในบ้านเพื่อป้องกันตัว
จะไม่มีความผิดในส่วนของการครอบครองอาวุธปืน
หากเป็นปืนเถื่อน ปืนไม่มีทะเบียน หรือปืนผิดมือ (เช่น ปืนของพ่อ ปืนของเพื่อน)
จะโดนข้อหาครอบครองอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาตเพิ่มเข้าไปด้วย
3. ปัจจุบัน รัฐบาลมีนโยบายควบคุมปืนเข้มงวด ห้ามพกพาออกนอกบ้าน 100%
แต่การมีปืนไว้เฝ้าบ้านตามใบอนุญาต ยังเป็นสิทธิที่ทำได้ ตามกฎหมาย
เมื่อวานนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ชี้แจงปมดราม่าที่พูดว่ายิงโจรในบ้านก็ผิด
นายกฯ อธิบายว่า “หลักสําคัญ คือ พยายามที่จะทําให้ทุกคนให้เห็นว่าอาวุธปืนไม่มีประโยชน์กับใคร ถ้าถูกใช้เมื่อไรไม่ว่าจะเหตุสุดวิสัย หรือควรแก่เหตุอะไรก็แล้วแต่ จะต้องไปพิสูจน์ในศาล ไม่ใช่พิสูจน์ด้วยตัวเอง ไม่ได้พิสูจน์โดยตํารวจ...ผมอาจจะสื่อสารสั้นไปนิดหนึ่ง แต่จุดประสงค์ คือ ไม่อยากให้เราอยู่ใกล้อาวุธปืน เพราะมันไม่เคยทำสิ่งที่ดีให้กับคนที่ถูกอาวุธปืนหรือใช้อาวุธปืนเลย คนที่ถูกปืนก็บาดเจ็บเสียชีวิต คนที่ใช้ปืนก็ต้องไปขึ้นโรงขึ้นศาล
...แล้วกว่าจะมีคําพิพากษาว่า สิ่งที่คุณทําเป็นการป้องกันตัวเอง มันควรแก่เหตุแล้ว คุณต้องเสียเวลาไปขึ้นศาล ไปประกันตัว ทําอะไรต่างๆ มากมาย
ผมต้องการจะพูด แค่เตือนสติกันเท่านั้น ไม่ใช่ว่าใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อ เพราะมันมีกฎหมายอยู่แล้ว กฎหมายไม่ได้ไปไหน กฎหมายไม่ได้ถูกเปลี่ยนแปลง อย่าอยู่ใกล้ปืนดีที่สุด”
4. “ยิงโจรในบ้านก็ผิด” จริงหรือ?
คุณฤทธิสรรค์ เทพพิทักษ์ อดีตรองผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ นักกฎหมาย ทนายความ โพสต์เฟซบุ๊คให้ความรู้และคำแนะนำ น่าสนใจ ระบุว่า
“....ผมเห็นด้วยกับหลักการที่ว่า อาวุธปืนเป็นสิ่งที่รัฐจำเป็นต้องควบคุมอย่างจริงจัง เพราะความปลอดภัยของประชาชนและผู้บริสุทธิ์ต้องมาก่อน
แต่ในฐานะนักกฎหมาย ผมเห็นว่าถ้อยคำว่า “ยิงโจรในบ้านก็ผิด” จำเป็นต้องอธิบายเพิ่มเติม เพื่อมิให้ประชาชนเข้าใจว่า ตามกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน
หากเจ้าของบ้านใช้อาวุธปืนป้องกันตนเองหรือบุคคลในครอบครัว จะต้องมีความผิดทุกกรณี
กฎหมายไม่ได้ให้สิทธิยิง เพียงเพราะอีกฝ่ายเป็น “โจร”
และในทางกลับกัน
กฎหมายก็ไม่ได้บัญญัติว่า เมื่อยิงผู้บุกรุกภายในบ้านแล้วจะต้องมีความผิดทุกกรณี
ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าเหตุเกิด “ในบ้าน” หรือ “นอกบ้าน” แต่อยู่ที่ว่า
ขณะนั้นมีเหตุที่จะอ้างการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
หลักสำคัญอยู่ที่ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68
มาตรา 68 วางหลักเรื่องการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย กล่าวโดยสาระสำคัญว่า หากผู้ใดจำต้องกระทำการเพื่อป้องกันสิทธิของตนหรือของผู้อื่นให้พ้นจากภยันตราย ซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย และเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง หากได้กระทำ
พอสมควรแก่เหตุ การกระทำนั้นเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย และผู้นั้นไม่มีความผิด
เพราะฉะนั้น การวินิจฉัยว่าเจ้าของบ้านยิงผู้บุกรุกแล้วผิดหรือไม่ ไม่อาจตอบเพียงคำว่า “ผิด” หรือ “ไม่ผิด” โดยไม่พิจารณาข้อเท็จจริง
ต้องพิจารณาอย่างน้อยว่า
ผู้บุกรุกกำลังก่อการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายหรือไม่
ภยันตรายนั้นใกล้จะถึงหรือกำลังเกิดขึ้นหรือไม่
การกระทำของเจ้าของบ้านเป็นไปเพื่อป้องกันสิทธิของตนเองหรือผู้อื่นหรือไม่
และการป้องกันนั้นพอสมควรแก่เหตุหรือไม่
ตัวอย่างเช่น หากผู้บุกรุกกำลังใช้อาวุธหรือมีพฤติการณ์ประทุษร้ายที่ก่อให้เกิดภยันตรายอันละเมิดต่อกฎหมายและใกล้จะถึงต่อชีวิต ร่างกาย หรือสิทธิของเจ้าของบ้านหรือบุคคลอื่น การใช้กำลังเพื่อหยุดยั้งภยันตรายนั้น อาจเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 68 ได้ หากพอสมควรแก่เหตุ
แต่หากผู้บุกรุกเลิกการประทุษร้ายและหลบหนีไปแล้ว จนภยันตรายที่ใกล้จะถึง
สิ้นสุดลง แล้วเจ้าของบ้านจึงใช้อาวุธยิงเพื่อติดตามแก้แค้น กรณีเช่นนี้ย่อมแตกต่างออกไป และโดยหลักไม่ใช่การป้องกันตามมาตรา 68
ดังนั้น เส้นแบ่งสำคัญระหว่าง “การป้องกัน” กับ “การแก้แค้น” คือสภาพ
ของภยันตรายในขณะที่ลงมือกระทำ
แล้วถ้ามีสิทธิป้องกัน แต่ป้องกันเกินกว่าเหตุล่ะ?
กฎหมายยังมีประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 69 รองรับกรณีดังกล่าวอีกชั้นหนึ่ง
หากการกระทำตามมาตรา 68 เกินสมควรแก่เหตุ หรือเกินกว่ากรณีแห่งความจำเป็นที่จะต้องกระทำเพื่อป้องกัน ศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้
แต่ถ้าการกระทำนั้นเกิดขึ้นจาก ความตื่นเต้น ความตกใจ หรือความกลัว
ศาลจะไม่ลงโทษผู้กระทำก็ได้
จึงอาจอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ได้เป็น 3 ระดับ คือ
หนึ่ง - ป้องกันโดยชอบและพอสมควรแก่เหตุ
เข้าเงื่อนไขมาตรา 68 ไม่มีความผิด
สอง - มีเหตุให้ป้องกัน แต่ป้องกันเกินขอบเขต
พิจารณามาตรา 69 ศาลอาจลงโทษน้อยลง และหากเข้าเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด ศาลอาจไม่ลงโทษ
สาม - ภยันตรายสิ้นสุดแล้ว แต่ยังยิงเพื่อแก้แค้น
โดยหลักย่อมไม่ใช่การป้องกันตามมาตรา 68
“บ้าน” ไม่ใช่ใบอนุญาตให้ยิง บ้านไม่ใช่เขตที่เจ้าของบ้านมีสิทธิใช้อาวุธปืน
ต่อบุคคลอื่นได้โดยเสรี
มาตรา 68 ไม่ได้บัญญัติว่า เพียงเพราะมีผู้บุกรุกเข้ามาในบ้าน เจ้าของบ้านจึงมีสิทธิยิงได้ทันที
สิทธิในการป้องกันเกิดขึ้นจากภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิด
ต่อกฎหมายและเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง ประกอบกับการป้องกันต้องพอสมควรแก่เหตุ
แต่ในอีกด้านหนึ่ง
การที่เหตุเกิดภายในบ้าน ก็ไม่ได้ทำให้สิทธิในการป้องกันตนเองหรือผู้อื่นตามมาตรา 68 หายไป
ต้องแยก “กฎหมายปืน” ออกจาก “กฎหมายป้องกัน”
การมีหรือครอบครองอาวุธปืนโดยชอบด้วยกฎหมาย เป็นเรื่องหนึ่ง
การพาอาวุธปืนออกไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
และการใช้อาวุธปืนต่อบุคคลอื่นโดยอ้างการป้องกันตามมาตรา 68 ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
มีใบอนุญาตปืนถูกต้อง ไม่ได้หมายความว่าจะยิงใครก็ได้
ในขณะเดียวกัน การวินิจฉัยว่าการยิงเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย
หรือไม่ ก็ต้องพิจารณาองค์ประกอบตามมาตรา 68 จากข้อเท็จจริงในขณะเกิดเหตุ
ดังนั้น ความชอบด้วยกฎหมายของการมีหรือครอบครองอาวุธปืน กับความชอบด้วยกฎหมายของการใช้อาวุธปืนต่อบุคคล เป็นคนละประเด็นที่ต้องวินิจฉัยแยกจากกัน
นโยบายใหม่ ต้องแยกจากกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่
ขณะนี้รัฐบาลกำลังดำเนินนโยบายควบคุมอาวุธปืนอย่างเข้มงวด และมีการกล่าวถึงการจัดทำกฎหมายอาวุธปืนขึ้นใหม่ เรื่องนี้เป็นนโยบายที่สังคมควรติดตามต่อไป
....กล่าวให้ชัดที่สุดก็คือ
กฎหมายไม่ได้ให้สิทธิเจ้าของบ้านยิงผู้บุกรุกเพียงเพราะเขาเป็นโจร
แต่หากมีภยันตรายจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายที่ใกล้จะถึง และจำต้องกระทำเพื่อป้องกันสิทธิของตนเองหรือผู้อื่นโดยพอสมควรแก่เหตุ กฎหมายย่อมรับรองการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย
บ้านไม่ใช่เขตปลอดกฎหมายที่เจ้าของบ้านจะยิงใครก็ได้ แต่บ้านก็ไม่ใช่สถานที่ที่กฎหมายบังคับให้เจ้าของบ้านยอมถูกประทุษร้ายโดยไม่มีสิทธิป้องกัน
ท้ายที่สุดแล้ว ไม่ใช่คำว่า “โจร” หรือคำว่า “เจ้าของบ้าน” ที่เป็นตัวตัดสินว่าผิดหรือไม่ผิด
แต่ต้องพิจารณา ข้อเท็จจริงในขณะเกิดเหตุ ลักษณะและความใกล้จะถึงของภยันตราย เหตุแห่งการป้องกัน และความพอสมควรแก่เหตุ ตามกฎหมายในแต่ละกรณี...” - นายกองเอก ฤทธิสรรค์ เทพพิทักษ์
สารส้ม

อุ๊งอิ๊งค์ โพสต์ภาพน่ารัก น้องธิธาร-น้องธาษิณ จุ๊บแก้มในวันแม่ พรั่งพรูความในใจการเป็นแม่
สถานทูตจีน ยัน ส่งอาวุธให้กัมพูชา ความร่วมมือปกติ ไม่เกี่ยวขัดแย้งชายแดน ย้ำ เป็นมิตรทั้งสองฝ่าย หนุนเจรจาสันติ
มท.3 สั่ง กปภ. ลุยสอบมิจฉาชีพชุดพนักงาน อ้างตัดน้ำขู่ตุ๋นเงินร้านเสริมสวยอุดรฯ
ลุยสอบปม ชัยชนะ ตบ รองผกก. ตร.ภาค 8 ลงพื้นที่ พบนั่งดื่มสุราด้วยกัน มีปากเสียง-ทำร้าย
ในหลวง-พระราชินี พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ นายกสภามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พร้อมคณะสงฆ์ และบุคคล เฝ้าฯ

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี