วันอังคาร ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2569
1. กิจการดาต้าเซ็นเตอร์ มีผลกระทบสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะหากตั้งอยู่ในย่านชุมชนจริง
ใช้พลังงานไฟฟ้าเยอะ ใช้น้ำเยอะ จ้างงานในตัวตึกดาต้าเซ็นเตอร์น้อยก็เป็นความจริง
รัฐบาลต้องวางมาตรการควบคุมเพิ่มเติม สำคัญมาก
แต่ไม่ใช่เหมือนที่บางกลุ่มพยายามโจมตีเลยเถิดไปถึงขนาดว่า ประเทศไทยไม่ควรรับการลงทุนกิจการดาต้าเซ็นเตอร์จากบริษัทต่างชาติเลยนั้น เป็นการมุ่งร้ายแบบเลยเถิดไปไกลมาก
เหมือนพยายามเตะหมูเข้าปากคู่แข่ง ไปเฉยๆ เพียงเพราะต้องการดิสเครดิตรัฐบาลที่ตนเองไม่ชอบ
2. ประเทศไทยไม่ควรเปิดรับการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ทุกโครงการโดยไม่มีเงื่อนไข
แม้แต่โครงการที่รับมาแล้ว ก็ต้องสามารถตรวจสอบ ติดตาม กำกับให้ดำเนินการตามมาตรการที่ออกมาควบคุมเพิ่มเติม โดยเฉพาะโครงการที่อยู่ในเมืองใหญ่ ในพื้นที่ชุมชน กลาง กทม. เป็นต้น
จะอ้างว่า มาตรการออกมาภายหลังไม่ได้ เพราะเป็นมาตรการสำคัญเพื่อความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม เหมือนมีมาตรการจัดการขยะออกมา ผู้อยู่มาก่อนจะอ้างว่ามาตรการออกมาทีหลัง หาได้ไม่
3. ข้อมูลจาก BOI ระบุว่า ระหว่างปี 2567-2569 มีโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ได้รับการส่งเสริมการลงทุนแล้ว 42 โครงการ มูลค่าการลงทุนรวมกว่า 7.5 แสนล้านบาท
ในจำนวนนี้ มีบิ๊กเทคระดับโลกอย่าง TikTok, Google และ Amazon Web Services (AWS) ด้วย
แต่ในจำนวนนี้ นักลงทุนไทยมีมากที่สุด 15 โครงการ
รองลงมา คือ จีน 10 โครงการ
สหรัฐฯ 5 โครงการ
สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 4 โครงการ
ญี่ปุ่น 2 โครงการ และนักลงทุนอีกหลายประเทศ
BOI ยืนยันว่า ประโยชน์ของดาต้าเซ็นเตอร์ไม่ได้อยู่แค่การสร้างอาคารหรือการติดตั้งเซิร์ฟเวอร์ แต่ยังรวมถึงการพัฒนาบุคลากรไทย
ยกตัวอย่าง ‘AWS’ ที่ร่วมพัฒนาหลักสูตรปริญญาโทด้าน Data CenterEngineering และโครงการ ThaksaAI “Google” ที่ดำเนินโครงการพัฒนาทักษะดิจิทัลและสนับสนุนทุน Google Career Certificates เพื่อพัฒนาทักษะที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน
ในด้านซัพพลายเชน BOI ระบุว่า ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา มีผู้ผลิตอุปกรณ์สำหรับดาต้าเซ็นเตอร์เข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทยมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นฮาร์ดดิสก์ เซิร์ฟเวอร์สำหรับ AI อุปกรณ์เครือข่าย แผงวงจร และระบบทำความเย็น ทำให้ไทยเริ่มมีห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ที่แข็งแรงขึ้น มีการจ้างงาน มีการสร้างรายได้แก่ระบบเศรษฐกิจไทย และในระยะต่อไป BOI จะเดินหน้าผลักดันให้เกิดการซื้อขายอุปกรณ์ภายในประเทศมากขึ้น เพื่อให้ซัพพลายเชนของอุตสาหกรรมนี้แข็งแรงขึ้น
4. คุณจรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA Group โพสต์ Facebook Jareeporn Jarukornsakul ชี้แจงต่อข้อวิจารณ์ที่ว่า “Data Center ใช้เงินลงทุนสูง แต่กลับสร้างการจ้างงานโดยตรงไม่มาก Data Center แต่ละแห่งอาจจ้างงานเพียง 30-40 คน”
นางสาวจรีพร ระบุว่า
“..ขอทำความเข้าใจเรื่อง Data Center กับการจ้างงานกันหน่อยนะคะ
2 ปีมานี้ จูนเจอคำถามเรื่อง Data Center มากมาย ส่วนมากก็จะซ้ำๆ ว่า ใช้น้ำใช้ไฟมาก และคำถามยอดฮิต ก็คือ ไม่เกิดการจ้างงาน
ขอให้มุมมองอีกด้านหนึ่ง
Data Center ไม่ใช่โรงงานผลิตสินค้าที่ต้องใช้คนงานจำนวนมาก
แต่ Data Center คือศูนย์เก็บข้อมูล เป็นโครงสร้างพื้นฐานของระบบเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งเกือบทุกอย่างต้องใช้ Data Center เป็นโครงสร้างพื้นฐาน
ถ้าเทียบกับโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ ซึ่งก็เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ 660 MW ใช้พนักงาน 50-80 คน แต่สามารถจ่ายไฟฟ้าให้ประชาชนถึง 1,300,000-1,500,000 ครอบครัว หรือจ่ายไฟฟ้าให้โรงงานผลิตขนาดเล็กเป็นพันโรงงาน ทำให้เกิดเศรษฐกิจหมุนเวียนมหาศาล
เทียบกับ Data Center ซึ่งก็คือ โครงสร้างพื้นฐานเช่นกัน
โดยตัว Data Center เอง จึงไม่มีพนักงานมากแต่ทำให้เกิดเศรษฐกิจหมุนเวียนมหาศาล เช่น อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับอุปกรณ์ใน Data Center ชิบด้าน AI ซึ่งมีโรงงานผลิตในไทย ก็จ้างคนมากมาย
รวมไปถึงธุรกิจที่ต้องใช้ Data Center ใช้ Cloud service ภาคธนาคารภาคอุตสาหกรรม Social Media, E-Commerce บริษัทที่ใช้ ERP หน่วยงานภาครัฐภาคการศึกษา การใช้ AI ต่อให้บุคคลธรรมดาก็ต้องใช้ Data Center คนทำธุรกิจ online ยูทูบเบอร์ และอื่นๆอีกมากมาย
จะเห็นว่า เกิดการสร้างงานอีกหลายล้านตำแหน่ง
ประเทศไทยเราต้องไปต่อกันนะคะ
ขอความร่วมมือในการให้ข้อมูลที่ครบทุกด้านกับประชาชน
จูนเห็นด้วยกับการที่รัฐบาลต้องเข้ามาควบคุมเรื่องการลงทุนด้าน Data Center ให้เกิดประโยชน์กับประชาชนคนไทยให้มากที่สุดค่ะ”
5. ในมุมของภาคเอกชน
คุณจรีพร ยังให้ข้อมูลน่าสนใจ กับเดอะสแตนดาร์ด ระบุว่า Data Center คือ Digital Infrastructure หรือโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่โลกยุคใหม่ขาดไม่ได้ ทุกสิ่งที่เราทำบนโลกออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นการไถฟีดวิดีโอ การโอนเงิน สั่งอาหาร ล้วนต้องพึ่งพา Data Center
กลไกดังกล่าว ไม่ต่างจากการลงทุนด้านโทรคมนาคมในอดีต ที่คนไทยเคยต้องจ่ายค่าโทรศัพท์แพงถึงนาทีละ 18-20 บาท แต่เมื่อมีการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานจนเกิดการแข่งขันด้านราคา สุดท้าย ผู้บริโภคก็คือคนที่ได้รับประโยชน์และได้ใช้บริการที่ถูกลง เช่นเดียวกับภาคธุรกิจ จากเดิมที่ทุกบริษัทต้องแบกต้นทุนในการสร้างห้องเซิร์ฟเวอร์ของตัวเอง ก็สามารถเปลี่ยนผ่านไปใช้ระบบคลาวด์ด้วย Data Center
ปัจจุบัน ประเทศไทยไม่ได้มีปัญหาขาดแคลนไฟฟ้า แต่ในทางกลับกัน เรามีกำลังผลิตสำรอง (Reserve Capacity) หรือค่าความปลอดภัยที่มากเกินความจำเป็น เมื่อดาต้าเซ็นเตอร์ใช้ไฟ 24 ชั่วโมง 7 วันไม่ต้องหยุดซ่อมบำรุง เขาใช้ไฟสม่ำเสมอ นี่คือลูกค้าชั้นดี ช่วยใช้ไฟที่เกินความต้องการ ก็เหมือนมันมีคนมาจ่ายเงินให้ ยิ่งไปกว่านั้น หากในอนาคตกำลังไฟฟ้าไม่เพียงพอ รัฐบาลก็ไม่จำเป็นต้องควักงบประมาณลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าเองให้เสี่ยงและเปลืองงบประมาณ แต่สามารถเปิดประมูลให้เอกชนเข้ามาลงทุนแทนผ่านกลไก Feed-in Tariff หรือมาตรการที่รัฐรับประกันการรับซื้อไฟฟ้าจากเอกชนในราคาคงที่ระยะยาวเมื่อเอกชนมั่นใจว่ามีคนซื้อไฟแน่นอนและกล้าลงทุน รัฐก็แค่ทำหน้าที่เป็นคนกลางรับซื้อไฟจากเอกชนเพื่อนำไปขายต่อให้กับกลุ่ม Data Center ซึ่งวิธีนี้นอกจากรัฐจะไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงเรื่องการลงทุนเองแล้ว ยังสามารถเก็บกินกำไรจากส่วนต่างเข้าคลังได้ทันที
เดอะสแตนดาร์ดถามว่า ข้อกังวลที่ว่า หากต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติ (LNG) มาผลิตไฟฟ้าเพิ่มจนทำให้ต้นทุนแพงขึ้น และประชาชนจะต้องมารับเคราะห์จ่ายค่าไฟแพงด้วยหรือไม่?
คุณจรีพร ตอบว่า ต้นทุนดังกล่าวควรจะถูกผลักไปเก็บจากกลุ่มธุรกิจ Data Centerโดยตรง ผ่านบิลค่าไฟที่สะท้อนต้นทุนจริง ซึ่งเคยมีการนำเงื่อนไขนี้ไปหารือกับกลุ่ม Data Center ทางพวกเขาก็ยินดีจะแบกรับค่าไฟที่ปรับขึ้นตามราคา LNG ขอเพียงแค่รัฐบาลคิดราคาอย่างเป็นธรรม โปร่งใส และมีราคาที่สูสีกับประเทศเพื่อนบ้านก็พอ
คุณจรีพรย้ำว่า หน้าต่างแห่งโอกาสของอุตสาหกรรมเศรษฐกิจยุคใหม่นั้น เปิดอยู่จำกัดอย่างยิ่ง และหากเรายังคงติดอยู่ในบ่วงแห่งความกลัว จนไม่กล้าขยับตัวเงินแสนล้านพร้อมเทคโนโลยีเปลี่ยนโลกเหล่านี้ ก็พร้อมจะโบยบินไปหาประเทศเพื่อนบ้านทันที
“คุณเอาให้ชัดเจนเถอะว่าคุณจะทำอะไร ลังเล แล้วโอกาสไม่ได้อยู่ที่เราเสมอไป เราลังเล เลี้ยงบอลอยู่นั่นแหละ ไม่ยิงเข้าโกล์สักทีแล้วคุณจะได้คะแนนเหรอ ถ้าเราจะถกเถียงกัน
เรามาถกเถียงเรื่องความคิดสร้างสรรค์กันว่าทำยังไงให้เราเป็น AI Hub ไม่ใช่ AI User”
โจทย์ใหญ่ที่สุดของไทยในเวลานี้ จึงไม่ใช่การลังเลว่า ควรเปิดประตูต้อนรับ Data Center หรือไม่ หากแต่คือคิดไปให้ไกลกว่านั้นว่า ในวันที่โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลระดับแสนล้านเข้ามาตั้งอยู่ในประเทศ เราจะใช้ประโยชน์จากมันเพื่อยกระดับชีวิตของคนไทยและขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างไร
ภาครัฐต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิดจากการเป็นเพียงผู้ใช้งานเทคโนโลยีที่คอยซื้อระบบของต่างชาติมาใช้ ไปสู่การวางรากฐานเพื่อผลักดันให้ไทยกลายเป็น AI Hub และศูนย์กลางการฝึกอบรมทักษะเทคโนโลยีแห่งภูมิภาคอย่างแท้จริง
รัฐบาลต้องเร่งยกระดับทักษะแรงงานคนไทยให้ทันกับโลกยุค AI พร้อมกับการเปิดประตูรับกลุ่มหัวกะทิจากทั่วโลกเข้ามาทำงาน เพื่อดึงดูดองค์ความรู้และสร้างระบบนิเวศแห่งนวัตกรรมร่วมกับคนในประเทศ
6. ล่าสุด ครม.เห็นชอบร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ พ.ศ. ....
โดยระบุว่า เพื่อที่จะยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจและสังคมไทยจากเศรษฐกิจดิจิทัล ด้วยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน บูรณาการข้อมูล และพัฒนาบุคลากรในทุกภาคส่วน ส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมดิจิทัล การมียุทธศาสตร์ด้าน AI เพื่อเศรษฐกิจที่ชัดเจน สนับสนุนให้คนไทยและธุรกิจสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนี้ได้อย่างเต็มที่เพื่อยกระดับความสามารถทางการแข่งขันของประเทศในทุกๆ มิติ ซึ่งจะช่วยให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าเดิม ตลอดจนให้มีการปรับระบบส่งเสริมการลงทุนให้เอื้อต่อการพัฒนาและการปรับโครงสร้างไปสู่อุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ รวมทั้งสร้างความมั่นคงทางพลังงานในภาพรวมของประเทศและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในภาคการขนส่งและอุตสาหกรรมโดยเฉพาะดาต้าเซ็นตอร์ (Data Center) หรือธุรกิจศูนย์ข้อมูล เป็นธุรกิจที่ให้บริการสถานที่สำหรับจัดเก็บ ดำเนินการ และดูแลเครื่องมือในการให้บริการ Cloud ไม่ว่าจะเป็นเซิร์ฟเวอร์ ไดรฟ์พื้นที่เก็บข้อมูล และอุปกรณ์เครือข่ายต่างๆ ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกในการจัดเก็บและจัดการข้อมูลดิจิทัลของผู้ใช้บริการ Cloudไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานภาครัฐหรือภาคเอกชน
และเห็นชอบร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ พ.ศ. ....
ระบุว่า เพื่อมีหน้าที่และอำนาจในการกำกับดูแลการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ โดยการเสนอนโยบาย มาตรฐาน และกรอบแนวทางในการปฏิบัติของหน่วยงานของรัฐในการอนุมัติ อนุญาต หรือให้บริการต่างๆ แก่ผู้ประกอบธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ รวมทั้งศึกษาวิเคราะห์และติดตามประเมินผลกระทบของการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ เสนอต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อให้นโยบายเกี่ยวกับการประกอบกิจการนี้มีความชัดเจน เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางพลังงานของประชาชนและประเทศชาติในภาพรวม ซึ่งต้องมุ่งให้มีการใช้พลังงานสะอาด การรักษาความมั่นคงทางพลังงาน ราคาพลังงานที่เป็นธรรม การจัดสรรทรัพยากรน้ำอย่างเป็นธรรมและเกิดประโยชน์สูงสุด ประสิทธิผลในการใช้พลังงานไฟฟ้าและน้ำ การผังเมือง การรักษาความปลอดภัยสาธารณะโดยเฉพาะจากอัคคีภัย การรักษาอธิปไตยด้านข้อมูลของประเทศ การป้องกันและเยียวยาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อมและความเป็นอยู่โดยปกติสุขของประชาชนและชุมชน และเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนของประเทศด้วยอันเป็นการวางระเบียบปฏิบัติเพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
สรุป.. เราต้องควบคุมดาต้าเซ็นเตอร์ เป็นสิ่งถูกต้อง
แต่ไม่ใช่ปั่นกันเลยเถิดไปด้อยค่า ปฏิเสธการลงทุน ปิดประตูแห่งโอกาสสำคัญอย่างน่าเสียดาย
สารส้ม

จุฬาฯ จัดเสวนา Chula the Impact ครั้งที่ 42 เสริมเกราะ สร้างแกร่ง ความปลอดภัยในสถานศึกษา
รวบโจรตัดสายไฟทางหลวงก่อเหตุกว่า 50 ครั้ง ทำถนนมืด-เสียหายกว่า 10 ล้าน
ไอซ์ รักชนก จี้ ตร. แจง 7 ข้อกังขา มาตรฐานจับกุม ฉลอง เรี่ยวแรง
รวบ 2 หนุ่มปลอมเป็น AE ค่ายดัง หลอกอินฟลูฯ รีวิวสินค้า ความเสียหายกว่าล้านบาท
พรีม รณิดา แจกความสดใสทริปพัทยา อวดลุคบิกินีแซ่บเกินต้าน

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี