วันจันทร์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2569
เอ๊ะ เอ๊ะ กระทรวงแรงงาน...
ตาวิเศษ เห็นนะ...
ใครอยากล้มระบบ e-WorkPermit เพื่อฟื้นระบบที่มีช่องทางจูงใจให้เอกชนต้องจ่าย “ส่วย/หัวคิว นายหน้าแรงงานต่างด้าว” หรือไม่?
ผลประโยชน์มูลค่ากว่าหมื่นล้านบาทต่อปี
1. จากกรณีกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน (ยุค รมต.จุลพันธ์)ไม่ยอมไม่ตรวจรับงาน ไม่ยอมจ่ายค่าจ้างให้กับบริษัทเอกชนที่เข้าไปรับจ้างกรมการจัดหางานขึ้นทะเบียนและออกบัตรชมพู หรือบัตรประจำตัวให้กับแรงงานต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตให้ทำงานในประเทศไทย ด้วยระบบ e-WorkPermit
ทั้งๆ ที่ ระบบใหม่ ช่วยลดขั้นตอน ระยะเวลา ปิดช่องโหว่การจ่ายเงินหัวคิวแรงงานต่างด้าว
ระบบใหม่นี้ เอกชนเริ่มทำงานให้กรมการจัดหางานมาตั้งแต่วันที่ 13 ต.ค. 2568
โดยกิจการร่วมค้าฟิวส์เจอร์ สกายฯ สามารถออกบัตรชมพูให้กับแรงงานต่างด้าวไปแล้วกว่า 1 ล้านใบ หรือ กว่า 1 ล้านคนคิดเป็นค่าจ้างที่กระทรวงแรงงานต้องจ่ายให้กับเอกชนรายนี้ รวมกว่า 700 ล้านบาท
แต่จนถึงวันนี้ ยังไม่มีการจ่ายเลยแม้แต่บาทเดียว แถม กรมการจัดหางานก็ยังไม่ตรวจรับงาน แม้แต่งวดเดียว (งวดงานคือ งวดละ 1 เดือน)ขณะที่เอกชนก็ยังต้องรับผิดชอบตามสัญญา โดยทำงานให้รัฐไปทุกวัน ทุกเดือน มีค่าใช้จ่าย
ความจริง.. ถ้าเอกชนคู่สัญญาทำงานไม่ถูกต้อง ก็สามารถสั่งให้แก้ไข หรือดำเนินการตามสัญญา
หรือถ้าคิดว่าสัญญาทำไม่ถูกต้อง ก็ดำเนินการยกเลิกสัญญา เอกชนก็มีสิทธิฟ้องร้องดำเนินคดี
การเกียร์ว่างเช่นนี้ ทำให้บางฝ่ายคิดได้ว่า อาจมีใครต้องการให้เอกชนเจ๊งไปเอง จนระบบใหม่พัง แล้วจำเป็นต้องกลับไปใช้ระบบเก่าที่มีช่องโหว่จูงใจให้เอกชนจ่ายส่วยค่านายหน้าแรงงานต่างด้าว หรือไม่?
2. น่าคิดว่า การที่กรมการจัดหางานไม่ตรวจรับงานนั้นมีสาเหตุแท้จริง มาจากอะไรกันแน่?
ข้อสงสัยที่เริ่มน่าค้นหาคำตอบมากขึ้นเรื่อยๆ คือ อาจต้องการนำระบบขึ้นทะเบียนและออกใบอนุญาตทำงานให้กับคนต่างด้าว / แรงงานต่างด้าว (ในกลุ่มที่ต่ออายุใบอนุญาต) แบบเดิม (ซึ่งเป็นระบบ Manual)
คือ จัดการทุกอย่างด้วยมือของเจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงานทั้งหมด
ซึ่งคนในวงการต่างรู้ว่า เป็นระบบที่เสี่ยงมีปัญหาในเรื่องของความล่าช้า
และ “ถูกกล่าวหา” ว่า เป็นระบบที่เสี่ยงมีการเรียกรับเงินใต้โต๊ะมากที่สุด
ระบบเดิม มีความซับซ้อนของเอกสารกระดาษ และแถวคิวที่ยาวเหยียด จนต้องไปนอนรอข้ามคืน
เปิดช่องให้เกิด “ขบวนการนายหน้าเดินสาย” ที่เรียกเก็บค่าบริการ (หัวคิว/ส่วย)
สูงถึง 16,000 บาทต่อแรงงานหนึ่งคน
กลายเป็นช่องโหว่สำคัญในการเรียกรับผลประโยชน์ ทั้งก่อนหน้าและบริเวณหน้าห้องทำงานของเจ้าหน้าที่
ลองนึกดูแต่ละปี แรงงานต่างด้าวกี่ล้านคน?
การก้าวเข้ามาของระบบ e-WorkPermit ที่จ้างเอกชนเข้ามาทำ ตั้งแต่สมัยรัฐบาลชุดที่แล้ว นับเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่เข้ามาล้างไพ่การทำงานแบบเดิมๆ อย่างสิ้นเชิง
.jpeg)
เพราะเหตุนี้หรือไม่?
นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน
นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ (กำกับดูแลกระทรวงแรงงาน)
จะต้องแก้ไขจัดการ และให้คำตอบประเด็นนี้
.png)
.png)
3. โครงสร้างการขึ้นทะเบียนรูปแบบเดิม เปรียบเทียบกับ ระบบ e-WorkPermit
ก่อนหน้านี้ การขึ้นทะเบียน ออกใบอนุญาตแรงงานต่างด้าวจะเป็นแบบใช้เจ้าหน้าที่ ทั้งในระดับจังหวัด และส่วนกลาง อำนาจในการอนุมัติจะอยู่ที่ผู้บริหารกรมการจัดหางาน ซึ่งตลอดทางการได้ใบอนุญาต ล้วนมีเงื่อนไขข้อจำกัดที่สร้างแรงจูงใจให้เกิดการจ่ายเงินพิเศษนอกกฎหมาย
เมื่อเปรียบเทียบกับ ระบบ e-WorkPermit จะเห็นภาพความแตกต่าง อย่างชัดเจน
(1) จากเดิมที่ต้องวิ่งหลายแห่ง เหลือแค่ จุดเดียว(Consolidation)
ระบบเก่า: นายจ้างและแรงงานต้องเผชิญกับ “การเดินทาง” ต้องวิ่งรอกอย่างน้อย 4-5 สถานที่ เช่น สนง.จัดหางาน -> โรงพยาบาล -> ตม. -> ศูนย์พิสูจน์สัญชาติ -> ที่ว่าการอำเภอ และหากเอกสารที่ใดที่หนึ่งไม่ผ่าน ต้องย้อนกลับไปนับหนึ่งใหม่
ระบบใหม่: ขั้นตอนที่ 1 ถึง 7 ทำเสร็จได้จากที่บ้าน หรือที่ทำงาน (Work from Home/Office) แล้วเดินทางจริงแค่ครั้งเดียวใน คือ ขั้นตอนที่ 8ณ ศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ (OSS) หรือจุดที่ได้มีการนัดหมายเอาไว้
(2) ตัวกลางและเม็ดเงินนอกระบบ (Middlemen &Hidden Costs)
ระบบเก่า: ความซับซ้อนของเอกสารกระดาษและการต้องเข้าคิวข้ามคืน ทำให้เกิด “ขบวนการนายหน้าเดินสาย” ที่คิดค่าบริการ “หลักพันถึงหลักหมื่นบาท” (จริงๆ คือ 1.6 หมื่นบาท) ต่อแรงงาน 1 คน ทำให้กลายเป็นช่องโหว่ ในเรื่องการเรียกรับผลประโยชน์ ณ หน้าห้องทำงานของเจ้าหน้าที่ (จริงๆ จ่ายกันมาก่อนหน้าแล้ว)
ระบบใหม่: เมื่อเปลี่ยนเป็น e-Payment เงินค่าธรรมเนียมจะถูกส่งตรงเข้าบัญชีรัฐ (เข้ากองทุนเพื่อการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว สังกัดกรมการจัดหางาน) ลดการใช้เงินสด ลดการเผชิญหน้า กับเจ้าหน้าที่บริเวณหน้าห้องทำงาน (Face-to-face interaction) นายหน้าที่เคยหากินกับการขึ้นทะเบียนแบบเดิมลดบทบาทลง โดยเปลี่ยนไปเป็น“นายหน้าเทคโนโลยี” (รับจ้างคีย์ข้อมูล/กดจองคิวออนไลน์)
(3) ความเร็วและความเสี่ยงทางธุรกิจ (Speed & Security)
ระบบเก่า: ใช้เวลาเฉลี่ย 3-4 สัปดาห์ หรือเป็นเดือนกว่าจะเสร็จสิ้นกระบวนการทั้งหมด (ถ้าไม่จ่ายเงิน) นายจ้างเสี่ยงต่อการที่แรงงาน กลายเป็นแรงงานผิดกฎหมายระหว่างรอดำเนินการ (ใบอนุญาตขาดอายุ)
ระบบใหม่: หากเอกสารพร้อม การตรวจหลังบ้านใช้เวลาเพียงไม่กี่วันและเมื่อผ่านขั้นตอนที่ 8 แรงงานจะได้ Digital Work Permit บนสมาร์ทโฟนทันที ลดความเสี่ยงเรื่องเอกสารสูญหายหรือชำรุด
ยิ่งกว่านั้น ระบบ e-WorkPermit มีการจัดเก็บข้อมูลชีวมิติทั้งม่านตาและลายนิ้วมือ ซึ่งสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้อย่างละเอียด ช่วยลดปัญหาการเรียกรับผลประโยชน์หรือค่าใช้จ่ายแอบแฝงในกระบวนการดำเนินงาน
4. คำถามใหญ่ คือ ทำไมกระทรวงแรงงาน โดยกรมการจัดหางาน จึงยื้อไม่ยอมตรวจรับงาน และไม่จ่ายค่าจ้าง
ยิ่งกว่านั้น รายงานข่าวระบุว่า ปัจจุบัน เอกชนยังต้องเผชิญความล่าช้าในการอนุมัติใบอนุญาตในระดับจังหวัดนานถึง 4-5 เดือน ทั้งที่ขั้นตอนตรวจสอบเอกสารสามารถดำเนินการแล้วเสร็จภายใน 24 ชั่วโมง
การยืดระยะเวลาดังกล่าว ส่งผลกระทบโดยตรงต่อแรงงานจำนวนมาก หากต้องการให้กระบวนการเดินหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ การผลักดันระบบ e-WorkPermit จะเป็นทางออกสำคัญ เพราะช่วยลดปัญหาความล่าช้า เพิ่มความโปร่งใส และปิดช่องโหว่ในทุกขั้นตอนได้
น่าเสียดาย ความพยายามเพิ่มประสิทธิภาพ สร้างความโปร่งใส โดยนำระบบ e-WorkPermit เข้ามาใช้งาน ริเริ่มมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลลุงตู่
โดยรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ วางเป้ายุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และมีนโยบายปรับเปลี่ยนภาครัฐสู่รัฐบาลดิจิทัล เพื่อให้ภาครัฐมีความทันสมัย มีประสิทธิภาพ สามารถให้บริการที่ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้สะดวก ประหยัด และมีคุณภาพ
ที่ผ่านมา กรมการจัดหางานจึงได้จ้างเหมาภาคเอกชนเข้ามาดำเนินการแทนในภารกิจหลัก ทั้งการรับคำขอ การแจ้งการทำงานของคนต่างด้าว และผลิตใบอนุญาตทำงาน เพื่อยกระดับการบริการให้เกิดความสะดวก รวดเร็ว โปร่งใส ตรวจสอบได้
กรมการจัดหางานจัดทำโครงการจ้างเหมาเอกชนผลิตใบอนุญาตทำงานและให้บริการรับคำขอและการแจ้งการทำงานของคนต่างด้าว(Outsourcing Service) ในยุคนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และนายไพโรจน์ โชติกเสถียร เป็นอธิบดีกรมการจัดหางาน จัดประกวดราคาการผลิตใบอนุญาตทำงานจำนวน 15,000,000 ใบ ระยะเวลา 10 ปี
ต่อมา เมื่อ 5 เมษายน 2566 ได้ประกาศผู้ชนะ คือ กิจการร่วมค้า ฟิวเจอร์ สกาย เป็นชนะประมูล ด้วยวงเงิน 7,800,000,000 บาท
กระทั่งมาถึงยุค นางตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และนายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน ได้มีเปิดตัวโครงการ e-WorkPermit อย่างใหญ่โต
ต่อมา เมื่อ 30 กรกฎาคม 2568 นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน แถลงข่าวประชาสัมพันธ์โครงการจ้างเหมาเอกชนผลิตใบอนุญาตทำงานและให้บริการรับคำขอและการแจ้งการทำงานของคนต่างด้าว (Outsourcing Service) ย้ำถึงความสำคัญของโครงการนี้ว่า กรมการจัดหางานตระหนักถึงความจำเป็นในการปรับตัวของภาครัฐ เพื่อให้การบริการของรัฐสามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนและภาคธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว โปร่งใส ลดต้นทุน และลดภาระในการติดต่อราชการ
กรมการจัดหางานกำหนดให้จัดตั้งศูนย์บริการใบอนุญาตทำงานของคนต่างด้าว จำนวน 40 แห่งทั่วประเทศ แบ่งเป็นกรุงเทพมหานคร 7 แห่ง และต่างจังหวัด 33 แห่ง รวมถึงหน่วยบริการใบอนุญาตทำงานแบบเคลื่อนที่อีก 8 หน่วย เพื่ออำนวยความสะดวกในทุกพื้นที่ ทำให้การบริการเข้าถึงประชาชนได้อย่างทั่วถึงและรวดเร็วยิ่งขึ้น
ต่อมา ได้มีการเปิดให้บริการระบบ “e-WorkPermit”ลงทะเบียนแรงงานต่างด้าวออนไลน์ ให้บริการ 24 ชั่วโมงทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม 2568 จนถึงปัจจุบัน
แต่พิลึกพิลั่น... ตั้งแต่เริ่มดำเนินการจนถึงปัจจุบัน กิจการร่วมค้าฟิวเจอร์ สกาย ไม่เคยได้รับเงินค่าจ้างเลย
กระทั่งเกิดข้อสงสัยว่า งานนี้ มีวาระแอบแฝงอะไรมากไปกว่าการเบี้ยวหนี้เอกชน หรือไม่?
นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน คงต้องรับผิดชอบโดยตรง
ส่วนนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ (กำกับดูแลกระทรวงแรงงาน) เมื่อทราบแล้ว แต่หากไม่กำกับให้แก้ไข แก้ปัญหา จะร่วมรับผิดชอบอย่างไร ไหวมั้ย ?
สารส้ม

น้ำตาซึมทั้งโซเชียล เพจดัง เผย พระดำรัส เจ้าฟ้าจุฬาภรณฯ ตรัสเล่านาทีตาซ้ายมองไม่เห็น
มท.2 บุกจับ โรงแรมนอมินีจีน เจอเจ้าของโทร ขอเคลียร์ อ้างจ่ายเป็นงวดให้ จนท.รัฐแล้ว สั่งสาวถึงตัว
อนุทิน พลิ้ว จ๊อกกิ้งหนีสื่อ หลังถูกถามโพสต์ หัวชนกำแพง สื่อถึงใคร ตอบสั้น วันนี้ออกกำลังกาย
นายกฯ นำเต้นแอโรบิค ประกาศความสำเร็จ 74 วัน 74 ล้านแคลอรี ตั้งเป้า 153 ล้านแคลอรี ชู สุขภาพดี
หญิง กัญญา โพสต์อาลัยซึ้งถึง เต้ ดราก้อนไฟว์ ย้อนมิตรภาพยาวนาน 22 ปี

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี