ในไทย เกิดกระแสเรียกร้องให้บังคับการลงโทษประหารชีวิต ตามคำพิพากษาของศาลอย่างเด็ดขาด
โดยเฉพาะในคดีอุกฉกรรจ์ สะเทือนขวัญ
มิใช่ขังไว้ในเรือนจำ รอปล่อยตัวพ้นโทษในที่สุด แล้วมีความเสี่ยงก่อเหตุร้ายแรงซ้ำอีก (มีหลายกรณี)
1. สถานการณ์เกี่ยวกับการลงโทษประหารชีวิตในโลกปัจจุบัน
รายงานของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ระบุว่า จำนวนการประหารชีวิตเท่าที่รับทราบทั่วโลกในปี 2025 พุ่งสูงขึ้นอย่างมาก
ปี 2025 (สถิติใหม่) : มีการประหารชีวิตอย่างน้อย 2,707 คน ใน 17 ประเทศ
เพิ่มขึ้นจากปี 2024 ถึง 78%
สูงสุดนับตั้งแต่ปี 1981 (ซึ่งมี 3,191 คน)
เปรียบเทียบกับปี 2024 มีการประหารชีวิตอย่างน้อย 1,518 คน ใน 15 ประเทศ
นั่นก็เพิ่มขึ้นจากปี 2023 ถึง 32%
อย่างไรก็ตาม รายงานของแอมเนสตี้ ไม่ได้รวมข้อมูลการประหารชีวิตในจีน เนื่องจากถือเป็นความลับของรัฐ แต่แอมเนสตี้ฯระบุว่า จีนเป็นประเทศที่มีการประหารชีวิตมากที่สุดในโลกคาดว่าน่าจะอยู่ที่หลายพันคน
ประเทศที่ประหารชีวิตมากที่สุด (ตามที่มีการรายงาน) ดังนี้
อิหร่าน : 2,159 คน
ซาอุดีอาระเบีย : 356 คน
สหรัฐอเมริกา : 47 คน (สูงสุดนับตั้งแต่ปี 2009)
สิงคโปร์ : 17 คน (มากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2003)
ประเทศอื่นๆ ที่มีการประหารชีวิตด้วย เช่น อียิปต์ คูเวต เป็นต้น
น่าสังเกตว่า จำนวนการลงโทษประหารชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
โดยเฉพาะในคดียาเสพติด
ขณะเดียวกัน แนวโน้มการยกเลิกโทษประหารทั่วโลก ณ สิ้นปี 2025 ทั่วโลกมี 113 ประเทศที่ยกเลิกโทษประหารโดยสิ้นเชิง และ 145 ประเทศ ที่ยกเลิกในทางปฏิบัติหรือตามกฎหมาย
2. จำนวนนักโทษประหารในไทย 480 คน
ประเทศไทยมีการประหารชีวิตนักโทษครั้งสุดท้ายเมื่อปี 2561
ปัจจุบัน ประเทศไทยมีนักโทษประหารจำนวน 480 คน
(รายละเอียดตามตาราง)
ในจำนวนนี้ เป็นนักโทษประหารที่คดีถึงที่สุด เด็ดขาดแล้ว 28 ราย
คดีอยู่ในชั้นฎีกา 13 ราย
คดีอยู่ในชั้นอุทธรณ์ 439 ราย
ระหว่างนี้ รัฐก็ต้องดูแลนักโทษประหารไปเรื่อยๆ
ค่าใช้จ่ายพื้นฐานเกี่ยวกับนักโทษ ประมาณปีละ 23,600 บาท/คน
ถ้าคิด 480 คน ก็ตกเป็นงบประมาณรวมทั้งสิ้นราว 11.3 ล้านบาทต่อปี
ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการประหารชีวิต (ต่อครั้ง) ถ้าวิธีการฉีดสารพิษ (แบบปัจจุบัน) ค่าใช้จ่ายรวมประมาณ 12,364บาท ประกอบด้วย เงินรางวัลเจ้าหน้าที่ 10,000 บาท (เพื่อให้เจ้าหน้าที่นำเงินส่วนหนึ่งไปทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ถูกประหารชีวิต) และค่าสารพิษและอุปกรณ์อีกประมาณ 2,364 บาท
แต่ถ้าใช้วิธีการยิงเป้า (แบบเดิม) ค่าใช้จ่ายจะตกประมาณ 4,900 บาท ประกอบด้วย เงินรางวัลเจ้าหน้าที่ 4,500 บาท และค่ากระสุนปืนขนาด 9 มม. จำนวน 10 นัด อีก 400 บาท
.png)
3. ขั้นตอนการดำเนินการตามกฎหมาย เมื่อมีคำพิพากษาลงโทษประหารชีวิตในประเทศไทย
กว่าคดีจะถึงที่สุด กว่าจะถูกพิพากษาโทษประหารชีวิต จะต้องมีพยานหลักฐานแน่นหนา เป็นคดีอุกฉกรรจ์ร้ายแรง แต่ก็ใช่ว่าจะนำตัวไปลงโทษประหารชีวิตทันที
คำพิพากษาประหารชีวิตต้องผ่านการพิจารณาจาก ศาลอุทธรณ์ และ ศาลฎีกา ก่อนจึงจะถือว่าเป็นที่สุด
ผู้ต้องโทษสามารถยื่นฎีกาขอให้ลดโทษ หรือขอให้ศาลพิจารณาหลักฐานใหม่ได้ (ถ้ามี) ตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
หลังจากคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ก็ยังไม่มีการประหารชีวิตทันที ผู้ต้องโทษมีสิทธิ์ยื่นคำร้องต่อพระมหากษัตริย์ เพื่อขอพระราชทานอภัยโทษหรือลดโทษให้เป็นจำคุกตลอดชีวิต
หากไม่ได้รับการอภัยโทษ เจ้าหน้าที่จะรอรับหมายประหารชีวิตจากศาล
และยังมีกำหนดวันเวลาตามที่กฎหมายกำหนด
ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 262 เมื่อคดีถึงที่สุดและไม่มีการยื่นเรื่องราวขอพระราชทานอภัยโทษ เจ้าหน้าที่ต้องรอให้พ้นกำหนด 60 วันนับแต่วันฟังคำพิพากษา จึงจะสามารถนำตัวไปดำเนินการได้
หากมีการถวายเรื่องราว หรือขอพระราชทานอภัยโทษตามกฎหมาย จะต้องรอผลวินิจฉัยให้เสร็จสิ้นก่อน
นอกจากนี้ เรือนจำในท้องที่ที่จะทำการประหารชีวิตจะแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดำเนินการซึ่งประกอบด้วยผู้บัญชาการเรือนจำและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องตามระเบียบของกระทรวงยุติธรรม
กรณีที่ประหารชีวิตไม่ได้ ตามกฎหมาย ได้แก่ ผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ในขณะกระทำความผิด, หญิงมีครรภ์ หรือหญิงที่คลอดบุตรแล้ว ยังไม่ถึง 3 ปี และกำลังให้นมบุตร, ผู้วิกลจริต หรือมีอาการทางจิตผิดปกติ
ปัจจุบัน การลงโทษประหารชีวิตในไทย เปลี่ยนแปลงจากการยิงเป้ามาเป็นวิธีฉีดยาหรือสารพิษให้ตาย โดยเริ่มใช้จริงตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546 เป็นต้นมา
.png)
4. “ควรมีและบังคับใช้โทษประหารชีวิตหรือไม่”ล่าสุด ผู้พิพากษาศาลฎีกา ได้แสดงความคิดเห็น ฝากแง่คิดที่น่าสนใจ
นายวิชัย ช้างหัวหน้า ผู้พิพากษาศาลฎีกา โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว “ควรมีและบังคับใช้โทษประหารชีวิตหรือไม่”ชวนสังคมร่วมกันคิดไตร่ตรอง โดยชวนให้มองโทษประหารอย่างรอบด้าน มิใช่ยึดเพียงมุมของสิทธิผู้กระทำผิด แต่ต้องคำนึงถึงสิทธิและความรู้สึกของผู้เสียหายด้วย
“...ก่อนจะตอบคำถามว่า “ควรมีโทษประหารชีวิตหรือไม่” บางทีเราอาจต้องถามตัวเองก่อนว่า...
ในกระบวนการยุติธรรม เรากำลังมองเห็นใครอยู่บ้าง?
ทุกครั้งที่เกิดคดีอาชญากรรมร้ายแรง สังคมมักแบ่งออกเป็นสองฝ่าย
ฝ่ายหนึ่ง เรียกร้องให้คุ้มครองสิทธิของจำเลย เพราะทุกคนย่อมมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และไม่มีใครควรถูกลงโทษเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด
อีกฝ่ายหนึ่ง เรียกร้องความยุติธรรมให้กับเหยื่อ ผู้สูญเสียชีวิต คนที่ต้องสูญเสียคนรัก ครอบครัวที่ไม่มีวันกลับไปเหมือนเดิม และบาดแผลทางจิตใจที่อาจติดตัวไปตลอดชีวิต
หลายครั้ง...
สังคมพูดถึงสิทธิของผู้กระทำผิดมากจนลืมถามว่า “แล้วสิทธิของผู้เสียหายอยู่ตรงไหน?”
ความยุติธรรมที่แท้จริง จึงไม่ใช่การเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
ไม่ใช่เมตตาจำเลยจนลืมเหยื่อ
และไม่ใช่โกรธแค้นจำเลยจนลืมหลักกฎหมาย
แต่คือการหาจุดสมดุลระหว่างสิทธิของผู้กระทำผิด กับความเป็นธรรมของผู้เสียหาย
หากลงโทษหนักเกินไป ก็ไม่เป็นธรรมแก่จำเลย
หากลงโทษเบาเกินไป ก็ไม่เป็นธรรมแก่เหยื่อ
หน้าที่ของศาล จึงไม่ใช่การแก้แค้นแทนสังคม
แต่คือการกำหนดโทษให้เหมาะสมกับความผิดที่เกิดขึ้น
ในทางอาชญาวิทยา การลงโทษมีวัตถุประสงค์สำคัญ 4 ประการ
1. แก้แค้นทดแทน (Retribution): เพื่อให้ผู้กระทำรับผลสาสมกับการกระทำของตน
2. ข่มขู่ยับยั้ง (Deterrence): เพื่อป้องปรามเตือนคนอื่นไม่ให้กระทำผิดตาม
3. ตัดโอกาสก่ออันตราย (Incapacitation): เพื่อปกป้องสังคมจากผู้ที่เป็นภัยร้ายแรงโดยนำตัวไปกักขังไว้ในเรือนจำ
4. แก้ไขฟื้นฟู (Rehabilitation): เพื่อให้ผู้กระทำผิดกลับมาเป็นคนดีของสังคมได้อีกครั้ง
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า
“เราสงสารผู้กระทำผิดหรือไม่”
แต่ต้องถามด้วยว่า
“ผู้เสียหายได้รับความยุติธรรมแล้วหรือยัง”
สำหรับอาชญากรรมทั่วไป การแก้ไขฟื้นฟูอาจเป็นคำตอบที่เหมาะสม
แต่สำหรับอาชญากรรมที่ร้ายแรงที่สุด เช่น การฆาตกรรมโดยไตร่ตรองไว้ก่อนการสังหารหมู่ ฆาตกรต่อเนื่อง หรือการกระทำที่โหดเหี้ยมจนสังคมไม่อาจยอมรับได้ หลายคนจึงมองว่าโทษประหารชีวิตยังมีความจำเป็น
ไม่ใช่เพราะสังคมต้องการความโหดร้าย
แต่เพราะต้องการปกป้องสังคมจากอันตรายอย่างเด็ดขาด
ต้องการสร้างความยุติธรรมแก่ผู้สูญเสีย
และต้องการส่งสัญญาณว่า
มีเส้นแบ่งบางอย่างที่มนุษย์ไม่ควรก้าวข้าม
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับโทษประหารก็มีเหตุผลที่ควรรับฟังเช่นกันทั้งเรื่องความผิดพลาดในกระบวนการยุติธรรม สิทธิมนุษยชน และคุณค่าของชีวิตมนุษย์
นี่จึงเป็นประเด็นที่สังคมสามารถถกเถียงกันได้อย่างสุจริต
แต่ไม่ว่าคำตอบสุดท้ายจะเป็นอย่างไร
สิ่งหนึ่งที่เราไม่ควรลืม คือ ความยุติธรรมไม่ได้มีไว้เพื่อผู้กระทำผิดเพียงฝ่ายเดียว
เพราะในทุกคดี นอกจากจำเลยที่ยืนอยู่ในห้องพิจารณา
ยังมีเหยื่ออีกจำนวนมาก
ที่กำลังรอคำตอบจากสังคมเช่นกัน
และบางครั้ง...
คนที่ต้องการความเมตตามากที่สุด
อาจไม่ใช่ผู้ที่ถูกพิพากษา
แต่อาจเป็นคนที่สูญเสียทุกอย่างไปแล้วจากอาชญากรรมนั้นต่างหาก!
ช่วยกันแสดงความคิดเห็น ไม่มีผิด/ถูกขึ้นอยู่เหตุผลของแต่ละฝ่ายทั้งนี้ก็เพื่อประโยชน์แก่สังคมครับ” -นายวิชัย ช้างหัวหน้า ผู้พิพากษาศาลฎีกา
สารส้ม

อนุทิน บอกเจอ ทักษิณ ต้องกราบตักอยู่แล้ว ไม่ได้คุยอะไรพิเศษ แค่ถามสารทุกข์สุกดิบ
ครั้งแรกของประเทศ! สธ.เตรียมจัดใหญ่ มหกรรมนวดไทยและเวลเนสแห่งชาติ 2569
กลุ่มผึ้งหลวง เคาะส่ง นฤพนธ์ เย็นประเสริฐ หลานชาย พ.ต.อ.ธงชัย ลงชิงเก้าอี้ นายก อบจ.นนทบุรี
อนุทิน กราบตัก ทักษิณ ส่งขึ้นรถกลับบ้าน อิ๊งค์ ชวน อาหนู ปิดห้องกินข้าวกับพ่อ หลังงานสวดพระอภิธรรม เกรียง กัลป์ตินันท์
ศาลแขวงสงขลาประทับฟ้อง ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว คดีเว็บพนัน นัดสอบคำให้การ 29 ก.ย.

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี