วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569
อาณาจักรที่อยู่เหนือต่อประเทศไทยขึ้นไป ปัจจุบันคือสาธารณรัฐประชาชนจีนนั้น เป็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่มาหลายพันปี แต่ถ้าย้อนขึ้นไปถึงปี พ.ศ. ๑๗๕๔ ประวัติศาสตร์ได้บันทึกไว้ว่า อาณาจักรแห่งนี้ต้องตกอยู่ภายใต้การปกครองของจักรวรรดิมองโกล อันมีจอมจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่คือเจงกิสข่าน
ถึงแม้เจงกิสข่าน จะไม่ได้ปกครองจีนทั้งแผ่นดิน แต่ก็ทรงนำทัพมองโกล รุกรานและยึดครองพื้นที่ตอนเหนือของจีนได้สำเร็จในปี พ.ศ.๑๗๕๔ จนกระทั่งเสียชีวิตในปี พ.ศ.๑๗๗๐ และหลังจากนั้นแผ่นดินจีนก็ถูกรวมเป็นหนึ่งเดียว ในยุคของจักรพรรดิกุบไล ข่าน ซึ่งเป็นหลานชายของเจงกิสข่าน และเป็นผู้สถาปนาราชวงศ์หยวนตั้งแต่ปี พ.ศ.๑๘๑๔ จนถึง พ.ศ.๑๙๑๑
ความยิ่งใหญ่ของจักรพรรดิทั้งสองพระองค์นั้นมาจากการที่ทรงมีกองทัพม้าที่ยิ่งใหญ่มาก และด้วยกองทัพม้านี่เองทำให้พระองค์สามารถขยายอาณาเขตตั้งแต่ทะเลดำไปจดมหาสมุทรแปซิฟิก ไปจนถึงอาณาจักรเปอร์เซีย ถึงดินแดนจนเกือบสุดตะวันออกกลางและยุโรป
กองทัพม้าของเจงกิสข่าน นั้นถือว่าเป็นกองทัพที่แข็งแกร่งที่สุดในประวัติศาสตร์ เป็นหัวใจของการสร้างจักรวรรดิมองโกลที่แผ่ไพศาลที่สุด จุดเด่นและความยิ่งใหญ่ของกองทัพม้ามองโกลมาจากความคล่องตัวและการส่งกำลังบำรุงขั้นสุดยอด ทหารม้าแต่ละนายจะมีม้าศึก ๓-๕ ตัว ไว้สลับสับเปลี่ยนเพื่อให้เดินทางได้ไกลเป็น ๑๐๐ กิโลเมตรต่อวัน มีทักษะการรบบนหลังม้ารวมทั้งการใช้ธนูขณะขี่ม้าอย่างยิ่งยวด มียุทธวิธีในการล้อมและหลอกล่อ เป็นกลยุทธ์เอกลักษณ์ โดยการแสร้งถอยทัพ และตลบกลับมาโจมตีอย่างรวดเร็ว การจัดระเบียบทัพตามอัตรากำลังคนเป็นหน่วยสิบ ร้อย พัน รวมทั้งมีระบบข่าวกรองและอาวุธที่ปรับเปลี่ยนได้ เช่น การใช้เครื่องยิงหิน
หลังจากกุบไล ข่าน ขึ้นครองราชย์แล้ว ก็ยังมุ่งแผ่ขยายอาณาจักรมาทางใต้ โดยในครั้งหนึ่งได้ยกทัพม้าลงมาเพื่อรุกรานและหวังปกครองอาณาจักรล้านนา ในสมัยของพญามังรายซึ่งขณะนั้นมีความเข้มแข็งมากพอสมควร มีชื่อเรียกในภาษาจีนว่าปาไป่สีฟู่ ซึ่งแปลว่าดินแดนสนมแปดร้อย
ในปี พ.ศ.๑๗๙๖ กุบไล ข่าน เริ่มขยายอาณาจักรลงมาทางใต้ของจีน โดยยกกองทัพม้ามีม้านับหมื่นตัวพร้อมทหารมุ่งหน้าสู่อาณาจักรต้าหลี่ และรบเอาชนะได้อย่างง่ายดาย ยึดเอาอาณาจักรนั้นไว้ แล้วเริ่มจัดเตรียมกองทัพในมณฑลยูนนานแห่งนี้เพื่อจะรุกต่อลงมาทางใต้ โดยการวางแผนอย่างละเอียดรัดกุม ตั้งเป้ายกลงมารุกรานเพื่อจะครอบครองทั้งพุกามซึ่งก็คือพม่า ล้านนาและไดเวียดซึ่งก็คือเวียดนามไว้ให้ได้ทั้งหมด โดยได้เข้ายึดพุกามและเวียดนามไว้ได้ก่อน
หลังจากนั้นจึงมีการเตรียมทัพอย่างดีเพื่อรุกรานล้านนามีการศึกษาเส้นทางและภูมิประเทศอย่างละเอียด แล้วเริ่มเคลื่อนทัพลงมารุกสิบสองปันนาก่อน เพื่อเตรียมที่จะข้ามแม่น้ำโขงลงมาพิชิตทุกเมืองในอีกฟากหนึ่ง ซึ่งก็คืออาณาจักรล้านนาทั้งหมดนั่นเอง
เมื่อพญามังรายทราบว่าจะมีการรุกของทัพมองโกล ก็เตรียมการตั้งรับโดยการร่วมมือกับเมืองเงินยาง เชียงราย หริภุญไชย ฝาง และยังได้ชักชวนสหายรักต่างเมืองอีก ๒ พระองค์เพื่อเข้าร่วมต่อสู้ด้วยคือพ่อขุนงามเมืองแห่งเมืองพะเยา และพ่อขุนรามคำแหงแห่งอาณาจักรสุโขทัย โดยร่วมทำหน้าที่เป็นกองเสบียงและกองหนุน
แผนการของกุบไล ข่าน ถูกระงับไปเนื่องจากพระองค์สวรรคตเสียก่อน แต่กษัตริย์เต มี ข่าน ซึ่งขึ้นครองราชย์แทนก็ยังคงยึดแผนเดิม โดยในปีพ.ศ.๑๘๔๔ ได้ให้แม่ทัพหลิวเซิน พร้อมทหารม้า๒๐,๐๐๐ นายยกทัพมาบุกเชียงใหม่ กองทัพม้าของมองโกลมีความชำนาญในการรบบนพื้นราบ การเคลื่อนที่ผ่านภูมิประเทศที่เป็นภูเขาสูงชัน มีฝนตกและชื้นแฉะเกือบตลอดจึงเป็นอุปสรรคใหญ่หลวง และยังต้องเผชิญกับไข้ป่าและแมลงพิษ ทหารเจ็บป่วยเสียชีวิตเป็นจำนวนมากจนกองทัพเริ่มอ่อนแอ ประกอบกับมีการก่อกบฏในมณฑลยูนนาน จนทำให้แม่ทัพหลิวเซินต้องถอยทัพกลับ จึงถูกกษัตริย์เต มี ข่าน สั่งประหารเพราะพ่ายแพ้สงคราม
ในส่วนของประวัติศาสตร์ชาติไทยในสมัยอาณาจักรอยุธยานั้น คนจำนวนไม่น้อยจะเข้าใจว่ากองทัพม้าที่เข้มแข็งที่สุดคือทัพม้าของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ด้วยเหตุที่พระองค์ในขณะที่เป็นพระยาวชิรปราการและได้รับมอบหมายให้ต่อสู้ทัพพม่าที่มารุกรานอยู่ที่ค่ายโพธิ์สามต้น แต่เมื่อเห็นว่าอยุธยาไม่สามารถจะต้านทัพพม่าได้แน่ จึงนำทัพม้าพร้อมทหารติดตามประมาณ ๕๐๐ นายหนีออกจากค่ายโพธิ์สามต้น โดยมีเป้าหมายจะต้องกลับมากู้เอกราชคืนให้ได้ ซึ่งในที่สุดพระองค์ก็ทำได้สำเร็จ
แต่โดยแท้จริงแล้วกองทัพม้าที่เข้มแข็งที่สุดในสมัยอยุธยาคือกองทัพของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ซึ่งพระองค์จะทรงใช้กองทัพม้าที่เคลื่อนที่ได้อย่างรวดเร็ว และทหารม้าที่มีความสามารถในการรบในการต่อสู้กับศัตรูเสมอ รวมทั้งในสงครามยุทธหัตถีในปี พ.ศ.๒๑๓๕ ที่พระองค์ได้นำทัพออกจากกรุงศรีอยุธยาโดยมีทั้งทัพช้างและทัพม้า เพื่อไปตั้งรับทัพของ
พระมหาอุปราชามังสามเกียด และหลังจากที่พระองค์มีชัยชนะในสงครามยุทธหัตถีแล้ว ก็ได้ใช้กองทัพม้าในการติดตามและรุกไล่ทหารของฝ่ายศัตรูให้ถอยกลับออกไป
บทบาทของทหารม้าได้ถูกลดลงเรื่อยๆ จนถึงปลายสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวซึ่งได้สร้างกองทัพสมัยใหม่ขึ้น และในที่สุดจากการใช้ม้าเป็นกองกำลังเคลื่อนที่เร็ว ก็ถูกเปลี่ยนมาเป็นรถถัง ยานเกราะและรถสายพานลำเลียง โดยยังคงชื่อของหน่วยรบไว้ว่ากองพลทหารม้า กองพันทหารม้า ซึ่งยังคงมีความเข้มแข็งและเป็นกำลังรบหลักของกองทัพไทยด้วย
ขณะนี้ประเทศไทยมีกองพลทหารม้า๒ กองพล และกองพันทหารม้า ๓๑ กองพัน ตั้งอยู่ในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ และเป็นกำลังรบที่พร้อมจะเข้าต่อสู้กับข้าศึก โดยมีรถถังประจำการประมาณ๗๐๐ คัน ยานเกราะประมาณ ๕๐๐ คัน และรถสายพานลำเลียงอีกประมาณ ๙๐๐ คัน
รถถังที่ประจำการอยู่นั้น เป็นรถถังที่มีสมรรถนะในการรบสูง ประกอบไปด้วยรถถังหลัก อาทิรถถัง VT-4 ของจีนประมาณ ๖๐ คัน รถถังT-84 Oplot-T ของยูเครน ๔๙ คัน รถถัง M60A1, M60A3 Patton และM48A5 ของอเมริกาจำนวนหนึ่งและยังมีรถถังเบาอีกด้วย
ข่าวด้านการทหารเมื่อ ๕-๖ วันที่ผ่านมานี้ อาจจะทำให้คนไทยจำนวนหนึ่งเกิดปริวิตก ก็คือการที่เขมรได้รับมอบรถถังจากประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน จำนวน ๙๓ คัน โดยได้ส่งมอบแล้วเป็น ๓๙ คัน โดยเป็นรถถังเก่าที่จีนไม่ได้ใช้แล้วคือรถถังรุ่น T59 D ซึ่งส่งมาให้เขมรตามข้อตกลงที่มีอยู่เดิม
ก็แน่นอนว่าหลังจากเข้าประจำการในกองทัพเขมรแล้ว ก็คงถูกส่งออกมาไว้บริเวณชายแดนที่ติดไทย ที่เคยเกิดการรบระหว่างไทยและเขมร เมื่อ ๘-๙ เดือนที่ผ่านมา ซึ่งทั้งสองฝ่ายยังคงมีกำลังทหารตั้งรักษาการอยู่
มีข่าวประปรายอยู่เสมอว่าเขมรกำลังสะสมสรรพาวุธและกำลังทหารรุ่นใหม่ เพื่อเตรียมที่จะสู้รบกับไทยอีกรอบหนึ่ง โดยขณะนี้ก็ได้กระทำการในลักษณะ การยั่วยุและพยายามคุกคามบริเวณชายแดนเป็นระยะๆ ทั้งๆ ที่ ๒ ประเทศได้มีข้อตกลงเรื่องการหยุดยิงและการเจรจาเรื่องเขตแดนอันอาจจะนำไปสู่การสงบศึก ถ้ามีการตกลงกันได้
ในการรบกับเขมรที่ผ่านมานั้น กองทัพบกไทยได้แสดงให้เห็นแล้วว่าทหารม้าของเรา ที่ได้นำรถถังออกต่อสู้กับกองทัพเขมร ได้แสดงให้เห็นถึงแสนยานุภาพ และความเชี่ยวชาญในการรบ โดยในการต่อสู้กันโดยใช้รถถังนั้น ทหารไทยสามารถทำลายรถถังของเขมรได้จำนวนหนึ่ง รวมทั้งมีส่วนอย่างยิ่งในการเข้ายึดดินแดนที่เคยเป็นของไทยกลับคืนมาได้เกือบทั้งหมด โดยรถถังฝ่ายไทยไม่ได้รับความเสียหายแต่อย่างใด
ไม่มีใครอยากจะเห็นสงคราม และไทยก็เป็นประเทศที่รักสันติภาพ แต่หากใครก็ตามหรือประเทศใดก็ตามคิดจะรุกรานไทย โดยเฉพาะเขมรนั้น ก็ขอให้คิดให้ดี ซึ่งคำพูดนี้ ก็เป็นคำพูดของนายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล ด้วย เพราะเชื่อมั่นในกองทัพไทยที่มีความสามารถ ความกล้าหาญ เข้มแข็งและอดทน รวมทั้งอาวุธยุทโธปกรณ์ที่เหนือกว่าในทั้ง ๓ เหล่าทัพ โดยกองทัพไทยถูกจัดให้เป็นกองทัพที่มีความเข้มแข็งอันดับที่ ๒๔ ของโลก ในขณะที่เขมรอยู่ในอันดับที่ ๙๕ ซึ่งหากเขมรจะรุกรานและก่อสงครามอีกครั้งหนึ่ง ก็ไม่มีวันที่จะเอาชนะกองทัพไทยได้ จึงเป็นเรื่องที่ชาวไทยไม่ควรจะต้องหวั่นวิตกเลยแม้แต่น้อย
“แม้หวังตั้งสงบ จงเตรียมรบให้พร้อมสรรพศัตรูกล้ามาประจัน จะอาจสู้ริปูสลาย” เป็นโครงที่ประพันธ์โดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ เพื่อให้คนไทยได้ทราบว่า ถึงแม้เราจะรักสงบ แต่หากใครมารุกราน เราก็พร้อมจะต่อสู้เสมอ จนกว่าจะได้รับชัยชนะ จึงขอยืนยันว่า หากเขมรคิดจะมารุกรานอธิปไตยของไทยอีกครั้งหนึ่ง คงต้อง “คิดให้ดี”
ปิยะ เนตรวิเชียร

ในหลวง-พระราชินี เสด็จฯ ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระศพ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ
กรณ์ ณรงค์เดช-ศรีริต้า ร่วมถวายความอาลัย พร้อมเป็นจิตอาสาแจกอาหารแก่ประชาชน
ดีลสันติภาพส่อสะดุด อิสราเอลเปิดฉากถล่มเลบานอนอีกระลอก อิหร่านขู่ตอบโต้
ไชยันต์ งัดหลักจิตวิทยาวิเคราะห์ ทำไมบางคนถึงโกรธแค้นเมื่อเห็นคนร่วมไว้อาลัยให้ ลูก ของคนที่เกลียด!?
ทร.โชว์ผลของการ ปิดด่าน 100% สกัดบุหรี่เถื่อนทะลักชายแดนจันทบุรี ยึดของกลางมูลค่ากว่า 8 ล้าน

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี