วันศุกร์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
มหาราชผู้ยิ่งใหญ่อีกพระองค์หนึ่งของชาติ คือพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระปิยมหาราช ผู้ทรงสร้างคุณูปการให้แก่ประเทศ นอกเหนือจากการที่ทำให้ราชอาณาจักรสยามรอดพ้นจากการตกอยู่ภายใต้การปกครองของฝรั่งเศส จากเหตุการณ์ ร.ศ. ๑๑๒
กล่าวได้ว่า พระองค์เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกที่เสด็จฯเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศต่างๆ ในทวีปยุโรปถึง ๒ ครั้ง คือในปี พ.ศ. ๒๔๔๐ และ ๒๔๕๐ โดยได้เสด็จเยือนมากกว่า ๑๐ ประเทศ อาทิ อิตาลี สวิตเซอร์แลนด์รัสเซีย เยอรมนี ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร เดนมาร์ก นอร์เวย์สวีเดน โดยเป็นการเสด็จฯทางเรือโดยเรือพระที่นั่งมหาจักรี
หลังจากเสด็จกลับ พระองค์ทรงนำแนวคิดแบบตะวันตกมาพัฒนาประเทศอย่างก้าวกระโดด ทั้งด้านการบริหาร สาธารณูปโภค และสังคม ได้โปรดให้จัดสร้าง หรือจัดทำโครงการต่างๆ
ที่ได้ทอดพระเนตรเห็นและทรงพิจารณาว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาและสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้กับชาติให้เกิดขึ้น
โครงการและกิจการสำคัญที่เกิดขึ้นโดยพระราชวินิจฉัยของพระองค์ แบ่งออกได้เป็น ๔ กลุ่มใหญ่ ดังนี้
ด้านโครงสร้างพื้นฐานและการคมนาคม ได้แก่ การสร้างทางรถไฟสายแรก ระหว่างกรุงเทพฯ ถึงนครราชสีมา การตัดถนนและสะพาน ทรงสร้างถนนสำคัญหลายสาย อาทิ เยาวราช ราชดำเนิน สร้างสะพานข้ามคลอง รวมทั้งรถรางไฟฟ้า ที่เปลี่ยนมาจากการใช้ม้าลาก
ด้านการบริหารและการเงิน ทรงปฏิรูประบบราชการ ปรับโครงสร้างการปกครองส่วนกลาง โดยยกเลิกจตุสดมภ์ และเปลี่ยนมาตั้งเป็นกระทรวง เช่นกระทรวงมหาดไทย กลาโหม เพื่อให้เป็นแบบสากล มีการจัดทำงบประมาณแผ่นดิน เพื่อจัดการรายรับ-รายจ่าย เปลี่ยนหน่วยเงินเป็น ๑๐๐ สตางค์เท่ากับ ๑ บาท
ด้านสาธารณูปโภคและสาธารณสุข ทรงสร้างการประปานครหลวง วางรากฐานกิจการประปา เพื่อให้ประชาชนได้มีน้ำสะอาดใช้ สร้างการไฟฟ้าโดยจัดตั้งโรงงานขึ้น และสร้างโรงพยาบาลศิริราชซึ่งถือเป็นรากฐานการแพทย์แผนปัจจุบัน จนการแพทย์ไทยพัฒนาก้าวหน้าเทียบเท่าประเทศที่เจริญแล้ว
ด้านสังคม ทรงดำเนินการให้มีการเลิกทาส โดยเริ่มจากการทยอยปลดปล่อยทาสจนสำเร็จ ทำให้ชาติมีสถานะเป็นอารยประเทศในสายตาของชาวตะวันตก
การก่อกำเนิดของการรถไฟนั้น ต้องถือว่าเป็นเรื่องที่พระองค์ได้ทรงสร้างคุณูปการที่สำคัญยิ่ง เพราะการขนส่งที่ดีนั้นย่อมนำความเจริญไปสู่พื้นที่ต่างๆ และสร้างโอกาสให้ประชาชนได้ทำกินในพื้นทั่วประเทศ จึงได้มีการประกาศพระบรมราชโองการสร้างทางรถไฟสยาม ลงวันที่๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๓๓ และ โปรดเกล้าฯให้ตั้งกรมรถไฟสังกัดกระทรวงโยธาธิการในเดือนตุลาคม พ.ศ.๒๔๓๓ มีพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนนริศรานุวัดติวงศ์ทรงเป็นเสนาบดี และนายเค. เบ็ทเก ชาวเยอรมัน เป็นเจ้ากรมรถไฟ
โดยก่อนหน้านั้นในปี พ.ศ ๒๔๓๐ พระองค์โปรดเกล้าฯให้ เซอร์แอนดรู คลาก และบริษัท ปัน ชาร์ดแมกทักการ์ด โลเธอร์ ดำเนินการสำรวจเพื่อสร้างทางรถไฟจากกรุงเทพฯ ไปยังเชียงใหม่ มีทางแยกตั้งแต่เมืองสระบุรีไปถึงนครราชสีมาสายหนึ่ง จากเมืองอุตรดิตถ์ไปถึงตำบลท่าเดื่อริมฝั่งแม่น้ำโขงสายหนึ่ง และจากเมืองเชียงใหม่ไปยังเชียงราย เชียงแสนหลวงอีกสายหนึ่ง โดยทำการสำรวจเป็นตอนๆ รวม ๘ ตอน ในราคาค่าจ้างโดยเฉลี่ยไม่เกินไมล์ละ ๑๐๐ ปอนด์ หลังจากสำรวจเสร็จได้สรุปว่าควรจะสร้างสายกรุงเทพถึงนครราชสีมาเป็นสายแรก
การสร้างทางรถไฟจากกรุงเทพฯไปยังนครราชสีมาจึงเกิดขึ้นโดย มิสเตอร์ จี มูเร แคมป์เบลแห่งอังกฤษเป็นผู้ประมูลได้ในราคาต่ำสุดที่๙,๙๕๖,๑๖๔ บาท การก่อสร้างจึงเริ่มขึ้นและดำเนินการเป็นส่วนๆ และในวันที่ ๒๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๓๙ พระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินมาประกอบพระราชพิธีเปิดการเดินรถไฟระหว่างสถานีกรุงเทพถึงอยุธยาระยะทาง ๗๑กิโลเมตร และเปิดให้ประชาชนเดินทางได้จริงตั้งแต่วันที่ ๒๘ มีนาคม การรถไฟฯ จึงถือเอาวันที่ ๒๖ มีนาคม เป็นวันสถาปนากิจการรถไฟฯ สืบมาจนถึงปัจจุบัน
การสร้างทางรถไฟสายกรุงเทพถึงนครราชสีมาเสร็จเรียบร้อยในปีพ.ศ. ๒๔๔๓ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดการเดินรถสายนี้เมื่อวันที่ ๒๑ ธันวาคม รวมระยะทางทั้งสิ้น ๒๖๕ กิโลเมตร สิ้นเงินในการสร้าง ๑๗,๕๘๕,๐๐๐ บาท หลังจากนั้นการรถไฟฯก็เจริญก้าวหน้ามาโดยลำดับ
เป็นเรื่องที่น่าเศร้าและสลดใจเป็นที่สุดเมื่อเกิดเหตุการณ์หายนะ จากการที่ ขบวนรถไฟสินค้าได้ชนกับรถเมล์โดยสารที่บริเวณจุดตัดทางรถไฟ อโศก-ดินแดง ทำให้มีผู้เคราะห์ร้ายเสียชีวิตถึง ๘ ราย และบาดเจ็บอีกมากกว่า ๓๐ คน เมื่อวันที่ ๑๖ พฤษภาคมที่ผ่านมา
คงปฏิเสธไม่ได้ว่า การคมนาคมทางรถไฟนั้น เป็นการขนส่งที่สำคัญทั้งสินค้าและผู้โดยสารจำนวนมากจากจุดหนึ่งไปยังจุดหนึ่งในแต่ละครั้ง มีความสะดวกรวดเร็ว กำหนดเวลาการเดินทางได้แม่นยำ ตลอดจนมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นกับผู้โดยสารในอัตราที่ถูกที่สุด และที่สำคัญคือน่าจะเป็นการคมนาคมที่มีความปลอดภัยมากที่สุดด้วย เพราะเดินทางอยู่บนเส้นทางเฉพาะ
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ได้สร้างความรู้สึกและก่อให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์รวมทั้งการวิเคราะห์เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมากมาย ทั้งในระดับของประชาชนทั่วไป จนถึงองค์การต่างๆ ที่มีส่วนรับผิดชอบ ตลอดจนส่งผลกระทบไปยังรัฐบาลไม่มากก็น้อย
คำพูดหนึ่งซึ่งมักจะถูกนำมาใช้เสมอก็คือ “สบายๆ คือไทยแท้”ซึ่งหมายถึงลักษณะนิสัยและการดำเนินชีวิตของคนไทย ซึ่งอยู่กันมาในรูปแบบของสังคมครอบครัวและเพื่อนบ้าน ที่มีความใกล้ชิดสนิทสนม เป็นกันเอง มีอะไรก็เผื่อแผ่กันเสมอ ทำอะไรแบบง่ายๆ ซึ่งสิ่งนี้โดยภาพรวมก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี
แต่เมื่อบ้านเมืองต้องมีกฎระเบียบและวินัยให้ประชาชนทุกคนปฏิบัติ เพื่อการอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างเป็นสุขตามสิทธิพื้นฐาน โดยจะต้องไม่มีการละเมิดต่อกฎหมายและสิทธิของผู้อื่น จึงทำให้การเคารพและปฏิบัติอย่างเคร่งครัดตามกรอบที่ถูกกำหนดไว้ไม่ได้เป็นจริงเสมอไป
เหตุการณ์หายนะครั้งนี้ หากวิเคราะห์โดยรวมก็จะพบว่ามี ๓ ฝ่ายที่เป็นต้นเหตุ และอีก ๑ ฝ่าย ที่เป็นผู้ประสบเคราะห์กรรมจากการกระทำของ ๓ ฝ่ายนั้น
ฝ่ายแรกที่ขอกล่าวถึงคือรถเมล์ตลอดจนยานพาหนะอื่นทั้งรถยนต์และมอเตอร์ไซค์จำนวนหนึ่งซึ่งต้องถือว่าไม่ได้ปฏิบัติหรือละเลยต่อกฎระเบียบ รวมทั้งขาดซึ่งวินัยในการใช้รถใช้ถนน เพราะโดยปกติแล้วบริเวณจุดตัดทางรถไฟนั้น จะมีทั้งเสียงสัญญาณเตือนเมื่อรถไฟกำลังจะมาถึง ซึ่งผู้สัญจรในเวลานั้นจะต้องรักษาระเบียบวินัยโดยการจอดรถก่อนถึงบริเวณที่ตีเส้นสีเหลือง เพื่อให้ราวกั้นสามารถจะลงมาปิดกั้นถนนได้ แต่ทั้งนี้ยังมีหลายคนที่อ้างว่าเพราะรถข้างหน้าติดรถข้างหลังจึงไม่สามารถจะผ่านบริเวณตีเส้นเหลืองไปได้ เป็นการยกเหตุผลที่เข้าข้างตัวเองหรือไม่ต้องนำไปพิจารณาดู
ฝ่ายที่ ๒ คือคนขับรถไฟซึ่งสังกัดการรถไฟฯ ที่มีข้อมูลประจักษ์ชัดว่า น่าจะปฏิบัติหน้าที่ขณะที่มีการเสพสารเสพติด ซึ่งย่อมทำให้กระบวนการคิดและการตัดสินใจสูญเสียอย่างแน่นอน และยากที่จะปฏิเสธความรับผิดชอบได้ เป็นความผิดทั้งกฎระเบียบและวินัยอันพึงมี
ฝ่ายที่ ๓ คือพนักงานการรถไฟฯผู้มีหน้าที่ควบคุมไม้กั้นทางรถไฟ และจะต้องเป็นผู้โบกธงสัญญาณให้รถไฟผ่านหรือไม่ผ่านจุดนั้นในเวลานั้น ซึ่งก็อ้างว่าจากการที่มีรถเมล์และรถอื่นๆ ขวางทางรถไฟอยู่ ทำให้ไม่สามารถจะนำไม้กั้นทางลงมาได้ เพราะถ้าเอาลงมาก็จะทำความเสียหายให้กับยานพาหนะนั้น และเมื่ออยู่ในสภาพดังกล่าว การให้สัญญาณโดยการโบกธงแดงจึงกระทำได้โดยไม่สมบูรณ์ และช้าเกินไป คือโบกธงเมื่อรถไฟเกือบจะถึงจุดตัดแล้ว ซึ่งเมื่อคนขับรถไฟเริ่มทำการเบรกนั้น จึงไม่มีทางที่จะเบรกหยุดขบวนรถซึ่งมีน้ำหนักมหาศาลให้หยุดก่อนถึงจุดตัดได้อย่างแน่นอน
ฝ่ายที่ ๔ คือผู้ที่เคราะห์ร้าย จนถึงสูญเสียชีวิตและบาดเจ็บ ซึ่งเป็นผู้ที่น่าสงสารที่สุดและไม่ควรจะประสบโชคชะตานี้เลย หากทั้ง ๓ ฝ่ายตามที่กล่าวไว้ได้เคารพ และปฏิบัติตามกฎระเบียบและวินัยอันพึงมีของแต่ละฝ่าย ซึ่งต้องขอแสดงความเสียใจด้วยอย่างที่สุด
คงไม่มีใครอยากเห็นเหตุการณ์ทำนองนี้เกิดขึ้นอีก รัฐบาลและทุกองค์การที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนประชาชนทุกภาคส่วน ต้องร่วมในการที่จะทำให้สังคมของชาตินั้นดำเนินไปได้ด้วยความปลอดภัย ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับการเคารพและปฏิบัติตามกฎระเบียบและวินัยนั่นเอง เป็นเรื่องที่ดูเหมือนจะยากสำหรับสังคมไทยที่ถูกปล่อยปละละเลยในเรื่องนี้มานาน แต่ก็เป็นเรื่องที่จะต้องเกิดขึ้นแล้วอย่างจริงจัง และดำรงอยู่ตลอดไปให้ได้
ปิยะ เนตรวิเชียร
เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี