วันจันทร์ ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2569
ตั้งแต่ครั้งอดีตกาลที่ผ่านมา เมื่อมีการรวมตัวของกลุ่มชน เติบโตขึ้นในดินแดนแห่งใดแห่งหนึ่ง จนในที่สุดกลายเป็นกลุ่มชนชาติ และเมื่อมีชนชาติเกิดขึ้น ก็จะมีผู้นำของกลุ่มชนชาตินั้นๆ โดยผู้นำสูงสุดคือผู้ที่มีความสามารถในการต่อสู้ การรบ มีความกล้าหาญ เข้มแข็ง สามารถปกครอง และดูแล ผู้อยู่ภายใต้ปกครองได้ รวมทั้งดินแดนที่ตัวเองปกครองอยู่ บุคคลผู้นี้จะถูกเรียกว่ากษัตริย์ หรือ KING
ประวัติศาสตร์ของชาติไทย หากนับย้อนหลังไปจนถึงสมัยอาณาจักรสุโขทัย ที่ถือเป็นราชธานีแรกของชาติ ก็กล่าวได้ว่าพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์แรกคือพ่อขุนศรีอินทราทิตย์พระนามเดิมคือพ่อขุนบางกลางหาว เป็นเจ้าเมืองบางยาง โดยพระองค์ได้ร่วมมือกับ พ่อขุนผาเมือง เจ้าเมืองราดทำการขับไล่ขอมสบาดโขลญลำพงที่มีอำนาจครอบครองสุโขทัยอยู่ในขณะนั้นได้สำเร็จ และพ่อขุนผาเมืองได้มอบเมืองสุโขทัยให้พ่อขุนบางกลางหาวปกครอง
อาณาจักรสุโขทัยจึงเริ่มต้นขึ้นในปีพ.ศ.๑๗๘๐ โดยพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ทรงเป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์พระร่วง พระองค์ได้ต่อสู้เพื่อขยายอาณาเขตอย่างมาก โดยอาณาจักรสุโขทัยมีกษัตริย์ปกครองรวมทั้งสิ้น ๙ พระองค์
ในปี พ.ศ.๑๘๙๓ สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ พระเจ้าอู่ทอง ได้สถาปนาอาณาจักรอยุธยาขึ้น การเติบโตของอาณาจักรนี้ทำให้เริ่มเกิดความขัดแย้งกับอาณาจักรสุโขทัยที่เริ่มมีความถดถอย และในที่สุดเมื่อปี พ.ศ.๑๙๘๑ ในสมัยของสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๒ เจ้าสามพระยา อาณาจักรสุโขทัยก็ถูกผนวกเข้ามาอยู่กับอาณาจักรอยุธยาหลังการสิ้นพระชนม์ของพระมหาธรรมราชาที่ ๔ บรมปาล กษัตริย์องค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์พระร่วง
ในรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าอู่ทองนี่เอง พระองค์ได้ทรงรวบรวมและปรับปรุงกฎหมายจากคัมภีร์พระธรรมศาสตร์ของอินเดียมาใช้เป็นหลักในการปกครอง มีกฎหมายเกิดขึ้นหลายฉบับ อาทิ พระอัยการลักษณะพยาน ว่าด้วยหลักเกณฑ์เกี่ยวกับพยานบุคคลในการพิจารณาคดี พระอัยการลักษณะอาญาหลวง ว่าด้วยบทลงโทษผู้กระทำความผิดต่อพระมหากษัตริย์และบ้านเมือง
ในรัชกาลต่อๆ มา ได้มีการปรับปรุงและตรากฎหมายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่น พระอัยการลักษณะโจร อัยการลักษณะผัวเมีย ซึ่งกฎหมายต่าง ๆ ทั้งหมดนี้ถือเป็นรากฐานสำคัญของกฎหมายไทยที่ใช้สืบต่อกันมา จนถึงการชำระประมวลกฎหมายในสมัยรัชกาลที่ ๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์คือสมัยของสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช จึงมีการตรากฎหมายที่เรียกว่ากฎหมายตราสามดวง
ในส่วนของกฎหมายตราสามดวงนี้ มีการกำหนดความผิดที่กระทำต่อพระมหากษัตริย์ไว้จำนวนมาก โดยเฉพาะในพระอัยการอาญาหลวง มาตรา ๗ ได้บัญญัติความผิดฐานเจรจาหยาบช้าต่อพระเจ้าอยู่หัว และประมาทหมิ่นพระราชบัญญัติและพระบัณฑูรโองการ ซึ่งใช้ต่อกันมาจนถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ กฎหมายตราสามดวงจึงถูกยกเลิก ซึ่งถึงอย่างไรก็ยังถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของกฎหมายต่าง ๆ ที่มีวิวัฒนาการมาจนเป็นกฎหมายที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน
สำหรับกฎหมายพระอัยการลักษณะอาญาหลวงในส่วนที่เกี่ยวข้องกับบทลงโทษฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพนั้น กฎหมายเหล่านี้สะท้อนถึงแนวคิด “เทวราชา” ในสมัยอยุธยา ที่ยกย่องพระมหากษัตริย์ดังสมมุติเทพ โดยมีบทบัญญัติความผิดที่เกี่ยวกับการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพหรือความผิดฐานล่วงละเมิดพระมหากษัตริย์ หลายมาตรา
สาระสำคัญและบทลงโทษมีดังนี้
ความผิดฐานเจรจาหยาบช้าและประมาทหมิ่น บัญญัติไว้ว่า ผู้ใดทะนงองอาจ ไม่เกรงกลัว เจรจาหยาบช้าต่อพระเจ้าอยู่หัว หรือประมาทหมิ่นพระราชบัญญัติ และพระบัณฑูรโองการถือเป็นความผิดฐานละเมิดพระราชอาญา
บทลงโทษมี ๘ สถาน จากหนักสุดไปเบาสุดได้แก่โทษประหารชีวิต(ให้ฟันคอ) ริบทรัพย์สินและครอบครัวมาเป็นทาสหลวง(ริบเรือน) การทรมานและตัดอวัยวะ เช่นตัดปาก ตัดหู ตัดมือ ตีน การเฆี่ยนตีด้วยลวดหนัง ๒๕ ที ๕๐ ที ให้จำไว้เดือนหนึ่งแล้วเอาตัวลงหญ้าช้าง ให้ไหมจตุรคูณแล้วเอาตัวลงเป็นไพร่ ให้ไหมทวน ให้ไหมลาหนึ่ง ให้ภาคทัณฑ์
บันทึกเหตุการณ์หมิ่นประมาทที่เกิดขึ้นในสมัยอยุธยามีอยู่หลายกรณี โดยผู้กระทำผิดส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ ที่กระทำการอันขัดต่อราชประเพณี ดังเช่น
วิกฤตปิกนิคกฮอลันดา ซึ่งเกิดใน พ.ศ.๒๑๗๙ ในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง กลุ่มลูกจ้างชาวฮอลันตั้งวงดื่มสุราใกล้กับวัดวรเชษฐ์ ซึ่งเป็นสถานที่ที่พระมหากษัตริย์เสด็จเสมอ แล้วเกิดเมาสุราอาละวาดชกต่อย และข้าหลวงของกรมพระราชวังบวรสถานมงคลซึ่งถือเป็นการลบหลู่สถานที่ศักดิ์สิทธิ์และผู้แทนของพระมหากษัตริย์ คดีนี้ได้มีการกราบขออภัยโทษต่อพระมหากษัตริย์
ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ทรงมีการออกพระราชกำหนดลักษณะหมิ่นประมาทด้วยการพูดหรือเขียนถ้อยคำเท็จออกโฆษณาการ ร.ศ.๑๑๘ โดยระบุความผิดเกี่ยวกับการหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ไว้ดังนี้
ผู้ใดหมิ่นประมาทพระผู้เป็นเจ้าซึ่งดำรงสยามรัฐมนตรีหรือสมเด็จพระอัครมเหสีหรือสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชก็ดี โดยกล่าวเจรจาด้วยปากหรือเขียนด้วยลายลักษณ์ลักษณะอักษรหรือกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งในที่เปิดเผยท่ามกลางประชาชนทั้งหลายด้วยกายวาจาอันมิบังควร ซึ่งเป็นที่แลเห็นได้ชัดว่าเป็นการหมิ่นประมาทแท้ ให้จำคุกไว้ไม่เกินกว่า ๓ ปี หรือให้ปรับเป็นเงินไม่เกินกว่า ๑,๕๐๐ บาทหรือทั้งจำคุกและปรับด้วย
ในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปี พ.ศ.๒๕๖๒ มีพรรคการเมืองใหม่เกิดขึ้นพรรคหนึ่ง มีแนวคิดที่คนทั่วไปน่าจะเข้าใจได้ว่าเป็นปฏิปักษ์ต่อสถาบัน พรรคนี้ต่อมาได้ถูก ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบไป และเมื่อจัดตั้งเป็นพรรคใหม่ขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ก็ยังถูกยุบพรรคอีก โดยศาลฯ วินิจฉัยว่านโยบายหาเสียงเข้าข่ายการลดทอนคุณค่าสถาบันพระมหากษัตริย์ พรรคนี้มีการกระทำการหรือสนับสนุนผู้คนจำนวนหนึ่งให้เห็นตามแนวทางพรรค โดยยกมาตรา ๑๑๒ ของกฎหมายอาญาที่บัญญัติไว้ว่า ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาทหรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ ๓ ปีถึง ๑๕ ปี มาเป็นตัวชี้นำการสร้างกระแส
มีประชาชนรวมทั้งเยาวชนจำนวนหนึ่งที่หลงผิดไปตามกระแส ทำให้ต้องถูกลงโทษจากมาตราดังกล่าว ซึ่งพรรคนั้นก็จะนำมาอ้างว่าเป็นการใช้กฎหมายของรัฐเพื่อคุกคามสิทธิพื้นฐานของประชาชนในเรื่องการแสดงออก
เมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคมที่ผ่านมานี้ หัวหน้าพรรคการเมืองฝ่ายค้านพรรคหนึ่งได้แสดงวาทกรรมทางการเมืองต่อสาธารณะ โดยกล่าวว่า.... ผมมองว่าระบอบสีน้ำเงินใหญ่กว่าพรรคภูมิใจไทย และจริงๆ แล้วพรรคภูมิใจไทย อาจจะเป็นด่านหน้าเป็นเอเย่นต์คนหนึ่งที่อยู่ภายใต้ระบอบสีน้ำเงินตรงนี้ ...
ซึ่งเชื่อว่าสำหรับผู้ที่ติดตามปัญหาของบ้านเมืองและมีการศึกษาพอสมควรย่อมจะเข้าใจความหมายของคำพูดได้ไม่ต่างกันนักว่า คำพูดดังกล่าวนั้นเป็นการพาดพิงไปถึงสถาบัน เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าสีน้ำเงินที่พรรคภูมิใจไทยนำมาใช้เป็นสีของพรรคนั้นเป็นสีหนึ่งในธงชาติไทย และสีนี้มีความหมายถึงสถาบันพระมหากษัตริย์
การที่บอกว่าระบอบสีน้ำเงินใหญ่กว่าพรรคภูมิใจไทยจึงเป็นการยากที่จะแปลไปเป็นอย่างอื่น ถึงแม้ว่าในภายหลังเมื่อมีกระแสความไม่พอใจของประชาชน จำนวนไม่น้อยเกิดขึ้น หัวหน้าพรรคนั้นก็ได้ออกมาขยายความอย่างไม่ชัดเจนนักว่าตนเอง หมายถึงกลุ่มขั้วอำนาจทางการเมืองที่ขยายอิทธิพลเข้าครอบงำโครงสร้างรัฐ ทั้งในระดับวุฒิสภาและองค์กรอิสระ ซึ่งจะเป็นอื่นไปไม่ได้นอกจากศาลรัฐธรรมนูญ ป.ป.ช. และกรรมการการเลือกตั้ง การกระทำดังกล่าวทั้งหมดจึง เป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบทางลบต่อสถาบัน อันเป็นเรื่องมิบังควร
และในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน อดีตแกนนำพรรคผู้หนึ่ง ก็ได้กล่าวถึงการที่ควรจะมีการยกเลิกองคมนตรี ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงพิจารณาแต่งตั้งจากผู้ที่มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์ เป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้ปฏิบัติภารกิจแทนพระองค์ในการดูแลความเป็นอยู่และทุกข์สุขของประชาชน ซึ่งก็มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ จึงน่าจะเป็นเรื่องที่รบกวนเบื้องพระยุคลบาทเช่นเดียวกัน
สถาบันกษัตริย์เป็นสถาบันที่อยู่คู่กับชาติไทยมาเป็นระยะเวลายาวนานร่วม ๘๐๐ ปี ทำให้ชาติไทยสามารถดำรงคงอยู่มาได้ ถึงแม้จะถูกรุกรานและโจมตีจากศัตรูมาโดยตลอด แต่ด้วยการนำของพระมหากษัตริย์หลายพระองค์ไม่ว่าจะเป็นสมเด็จพระนเรศวรมหาราช สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทำให้ชาติยังคงมีอิสระและเสรีภาพมาจนถึงปัจจุบันนี้ พระมหากษัตริย์จึงต้องได้รับการปกป้องและคุ้มครองตามกฎหมาย และประชาชนคนไทยทุกคน ควรจะต้องให้ความเคารพยกย่อง และเทิดทูนสถาบันนี้ ให้อยู่คู่ชาติตลอดไป
ปิยะ เนตรวิเชียร

อิสราเอล ยึดปราสาทใน เลบานอน รุกลึกสุดในรอบกว่า 26 ปี
ทรัมป์เตรียมเปิดงานฉลอง 250 ปีสหรัฐฯด้วยตัวเอง หลังศิลปินแห่ถอนตัว
รอรับหมายอีกราย! แก้วตา ฮึ่ม แอคหลุม พรรคชายแท้ หลังแชร์โพสต์เจ้าตัว ตั้งแคปชันปากแจ๋ว
ในหลวง-พระราชินี พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ คณะบุคคลต่างๆ เฝ้าฯ
แตกตื่นทั้งเมือง! อุกกาบาตระเบิดเหนือสหรัฐฯ พลังเทียบเท่าระเบิดTNT300 ตัน

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี