วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
ประวัติศาสตร์ของชาติไทยในช่วงเวลาสำคัญที่ควรจะมีการบันทึกไว้มากกลับกลายเป็นเรื่องที่บันทึกไว้น้อยจนแทบจะหาไม่ได้ และในส่วนที่บันทึกไว้นั้นก็ยังมีข้อถกเถียงอย่างมากมายว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่อย่างไรคือประวัติศาสตร์ในช่วงปลายของกรุงธนบุรี ที่จะเปลี่ยนผ่านมาสู่อาณาจักรรัตนโกสินทร์ นั่นก็คือช่วงปลายสมัยของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชนั่นเอง
ถ้าชาติไทยขาดเสียซึ่งองค์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชก็ไม่แน่ว่าชาติจะยังคงอยู่มาจนถึงวันนี้หรือไม่ เนื่องจากการรุกรานของกองทัพพระเจ้ามังระจากพม่า ที่ยกเข้าตีกรุงศรีอยุธยา จนในที่สุดทำให้กรุงศรีอยุธยาต้องล่มสลาย หลังจากที่เป็นราชอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่มานานถึง ๔๑๗ ปี
พระเจ้าตากซึ่งในขณะนั้นมีตำแหน่งเป็นพระยาวชิรปราการ ที่ได้รับมอบหมายให้รักษาพระนครอยู่ที่ค่ายโพธิ์สามต้น ได้พิจารณาเห็นว่ากรุงศรีอยุธยาน่าจะต้องพ่ายแพ้แก่ทัพของพม่าอย่างแน่นอน จึงตัดสินใจพาไพร่พลประมาณ 500 นายตีแหวกวงล้อมของพม่าตะลุยฝ่าออกมา โดยตั้งเป้าไว้ว่าจะมารวบรวมไพร่พลที่เมืองแถบชายทะเลฝั่งตะวันออก ซึ่งในที่สุดพระองค์ก็สามารถกระทำได้สำเร็จโดยนำไพร่พลที่รวบรวมมาได้ประมาณ ๒,๐๐๐ นาย เข้าตีเมืองจันทบูรจนได้ชัยชนะ
พระองค์ได้ปักหลักอยู่ที่เมืองจันทบูร รวมไพร่พลเพิ่มเติมและต่อเรือรบได้รวมประมาณ ๑๐๐ ลำ รวมทั้งสำเภาจีนที่ยึดมาได้ ทำการฝึกไพร่พลจนเข้มแข็ง และเมื่อพ้นฤดูมรสุมจึงยกทัพเรือกลับมาตีกรุงศรีอยุธยา เอาชนะทัพพม่าที่มีสุกี้พระนายกองเฝ้ารักษากรุงที่ค่ายโพธิ์สามต้นได้ แล้วประกาศอิสรภาพไม่ขึ้นกับพม่าอีกต่อไปในวันที่ ๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๓๑๐ เป็นเวลาแค่ ๗ เดือนหลังจากการเสียกรุง และวันดังกล่าวได้ถูกเรียกว่า “วันกอบกู้เอกราชไทย”
พระองค์ทรงสร้างกรุงธนบุรีให้เป็นราชธานี เพราะไม่สามารถจะบูรณะกรุงศรีอยุธยาที่ถูกเผาทำลายให้กลับคืนมาได้ พร้อมๆ กับการต้องยกทัพไปปราบปรามหัวเมืองต่างๆที่มีการแข็งข้อเพื่อต้องการเป็นใหญ่จนสำเร็จทั้งหมด การสร้างบ้านเมืองให้กลับมาเจริญรุ่งเรืองในขณะที่ชาติยากจนและราษฎรทั้งหลายก็อดอยากแร้นแค้นเป็นอย่างมากจึงไม่ใช่เรื่องที่ง่ายอย่างแน่นอน
พระองค์ปกครองกรุงธนบุรีอยู่เป็นเวลา ๑๕ ปีก่อนเสด็จสวรรคต โดยบันทึกประวัติศาสตร์ในช่วงนี้มีความสับสนและหลากหลายความเชื่อ บันทึกที่เป็นทางการจะกล่าวว่าพระองค์ทรงถูกสำเร็จโทษเนื่องจากมีพระสติฟั่นเฟือนไม่สามารถจะปกครองบ้านเมืองได้อีกต่อไป โดยสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกซึ่งเป็นขุนศึกคู่พระองค์ได้ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ในนามของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก
ส่วนเรื่องราวของอีกฟากหนึ่งนั้นไม่เชื่อในเรื่องดังกล่าว โดยมีการอ้างหลักฐาน ทางทายาทของตระกูลของพระเจ้าตากว่า พระเจ้าตากได้หนีไปอยู่ที่นครศรีธรรมราช โดยได้บวชเป็นพระภิกษุพำนักอาศัยอยู่ที่วัดถ้ำเขาขุนพนม ปัจจุบันอยู่ในอำเภอพรหมคีรี และพักอยู่ที่นั่นจนสวรรคต
โดยเชื่อกันว่าเป็นการตกลงของพระเจ้าตากและเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก เพื่อจะทำให้อาณาจักรสยามไม่ต้องชดใช้เงินที่พระเจ้าตากทรงกู้ยืมมาจากจักรพรรดิจีน ที่มีตัวเลขระบุไว้ว่าเป็นจำนวน ๖๐,๐๐๐ ตำลึง ซึ่งนับว่าเป็นจำนวนมหาศาลในช่วงเวลานั้น เพื่อนำมาทำนุบำรุงบ้านเมือง และไม่สามารถจะหาชดใช้ได้ หากพระเจ้าตากเสียชีวิตก็เป็นอันว่าหนี้ก้อนนั้นน่าจะต้องหมดไป เพราะผู้กู้ได้เสียชีวิตไปแล้ว
ความเชื่อที่แตกต่างกันนั้นพยายามถูกพิสูจน์โดยทั้งสองฝ่าย ต่างก็หาข้อมูล มาเพื่อลบล้างกันและกัน แม้แต่การนำข้อมูลจากบันทึกของประเทศจีนที่มีอยู่มาใช้เป็นเหตุผลอ้างอิง และพยายามเจาะสรุปว่า การกู้เงินไม่ได้เกิดขึ้นจริง เพราะการที่พระเจ้าตากสามารถเดินทางไปเพื่อจิ้มก้องจักรพรรดิเฉียนหลงถึง ๓ ครั้ง ย่อมแสดงว่ากรุงธนบุรีต้องมีทรัพย์สินพอสมควร จึงสามารถจะไปจิ้มก้อง คือการถวายเครื่องราชบรรณาการเพื่อให้กษัตริย์เฉียนหลงยอมรับการขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ของพระเจ้าตากให้ได้
เรื่องนี้ไม่มีข้อสรุปอย่างเป็นทางการ แต่ถึงอย่างไรก็เป็นเรื่องที่แสดงให้เห็นว่าในยามที่บ้านเมืองเกิดปัญหาทางเศรษฐกิจ ประชาชนยากจนข้นแค้นจนประเทศชาติอาจจะเกิดวิกฤตและล่มสลายได้นั้น การกู้เงินเพื่อนำมาใช้ในการพยุงเศรษฐกิจและบูรณะประเทศชาติให้อยู่รอดได้ จึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง
ปฏิเสธไม่ได้ว่าขณะนี้ประเทศไทยอาจจะเข้าสู่ภาวะวิกฤตได้ หากสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางยังไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุด การเจรจาสงบศึกแต่ละครั้งไม่มีความก้าวหน้าและอาจจะล้มเหลวซึ่งหมายถึงการสู้รบที่จะมีต่อไป ส่งผลกระทบอย่างยิ่งต่อการส่งออกน้ำมันของอิหร่านไปยังประเทศต่างๆทั่วโลก ทำให้ภาวะน้ำมันขาดแคลนเกิดขึ้น และราคาของน้ำมันในตลาดโลกเพิ่มสูงขึ้นโดยลำดับ ส่งผลกระทบไปยังทุกประเทศรวมทั้งประเทศของเรา ซึ่งเป็นประเทศที่บริโภคน้ำมัน เป็นอันดับต้นๆ ของประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ผลจากการที่น้ำมันมีราคาแพงขึ้น ย่อมกระทบต่อชีวิตและวิถีความเป็นอยู่ของประชาชน เพราะทำให้สินค้าอุปโภคและบริโภคทั้งหลายมีราคาแพงขึ้นตามกลไกตลาด เศรษฐกิจโดยภาพรวมเริ่มชะลอตัว และหากไม่ฟื้นในระยะเวลาอันสมควร ย่อมกระทบกับสถานะทางเศรษฐกิจการเงินของประเทศ และประชาชนกลุ่มเปราะบาง เกษตรกร ผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลางเป็นอย่างมาก
การประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันอังคารที่ ๕ พฤษภาคมที่ผ่านมานี้ คณะรัฐมนตรีจึงมีมติเห็นชอบให้มีการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงินฉุกเฉิน โดยวงเงินที่จะขอกู้ เป็นจำนวน ๔ แสนล้านบาท
การออก พ.ร.ก.ครั้งนี้ ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากพรรคการเมืองฝ่ายค้านและผู้ที่ต่อต้านรัฐบาลชุดนี้เป็นอย่างมาก ซึ่งก็คงเป็นเรื่องปกติของฝ่ายค้านที่ต้องทำหน้าที่ ถึงขนาดที่มีบางพรรคการเมือง จะขอยื่นเรื่องนี้ให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา ว่าการกระทำของคณะรัฐมนตรีเป็นเรื่องที่มิชอบด้วยกฎหมาย
หากถามว่าที่ผ่านมารัฐบาลชุดต่างๆ ได้เคยมีการออกพระราชกำหนดในลักษณะนี้ที่เรียกว่าพระราชกำหนดกู้เงินฉุกเฉิน เพื่อให้อำนาจกระทรวงการคลัง กู้เงินเมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจหรือภัยพิบัติที่จำเป็นต้องใช้เงินได้ โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการงบประมาณปกติมาก่อนหรือไม่คำตอบก็คือได้เคยเกิดขึ้นแล้วในหลายรัฐบาลที่ผ่านมา อาทิ
ในปี พ.ศ. ๒๕๔๑ มีวิกฤตต้มยำกุ้ง รัฐบาลนายชวน หลีกภัย ได้ใช้พระราชกำหนดนี้กู้เงิน๘ แสนล้านบาท เพื่อฟื้นฟูระบบสถาบันการเงิน
ในปี พ.ศ ๒๕๔๕ รัฐบาลนายทักษิณชินวัตร ได้ใช้ พ.ร.ก. นี้ กู้เงิน ๗๘๐,๐๐๐ล้านบาท เพื่อสะสางหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ
ในปี พ.ศ. ๒๕๖๓ ยุคโควิด รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ใช้ พ.ร.ก.นี้กู้เงินรวม ๑.๕ ล้านล้านบาท เพื่อเยียวยาประชาชนและฟื้นฟูเศรษฐกิจ
โดยหลักการพระราชกำหนดดังกล่าวจะถูกใช้เมื่อเข้าเงื่อนไขกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ เพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศตามรัฐธรรมนูญ
วัตถุประสงค์ของการขอใช้ พ.ร.ก. กู้เงินในครั้งนี้คือเพื่อการแก้ปัญหาผลกระทบจากวิกฤตพลังงานและค่าครองชีพ โดยการอัดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ อย่างทันท่วงที บรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น การปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศ เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่ยุคพลังงานสมัยใหม่ ลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล เพื่อลดต้นทุนพลังงานในระยะยาว และเพื่อวางรากฐานเศรษฐกิจและรักษาวินัยการคลัง โดยจะดำเนินการอย่างเคร่งครัด ตั้งเป้าประคับประคองผู้มีรายได้น้อยและเพิ่มความแข็งแกร่งของประเทศต่อวิกฤตในอนาคต
รัฐบาลได้ดำเนินการตามขั้นตอนของการออกพระราชกำหนด คือนำร่างขึ้นทูลเกล้าฯเพื่อทรงพิจารณาและขณะนี้ก็ได้ทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว ทำให้สามารถบังคับใช้ได้ทันที แต่ยังจะต้องนำเสนอต่อรัฐสภาต่อไป โดยได้กำหนดไว้ในวันที่ ๑๔ พฤษภาคมนี้
เพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ก็หวังว่ารัฐสภาจะมีมติเห็นชอบโดยเสียงข้างมาก ให้พระราชกำหนดฉบับนี้มีผลบังคับใช้ต่อไป เพื่อรัฐบาลจะได้เร่งดำเนินการกู้เงินตามจำนวนที่ลงมติไว้เพื่อนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์ อย่าได้ให้มีอุปสรรคอันใดเกิดขึ้น นักการเมือง พรรคการเมืองและรัฐบาลย่อมมีสิทธิ์ที่จะมีความเห็นต่างกันตามระบอบประชาธิปไตยจนอาจถึงกับมีการทะเลาะเบาะแว้ง แต่เมื่อการทะเลาะดังกล่าวสิ้นสุดลง ประชาชนและประเทศชาติต้องเป็นฝ่ายได้รับผลประโยชน์ และชาติอยู่รอดปลอดภัยตลอดไป
ปิยะ เนตรวิเชียร

บุกค้นบ้านหรูกลางเมืองพัทยา รวบ 3 จีนเทา ลักลอบผลิต บุหรี่ไฟฟ้าซอมบี้
ในหลวง-พระราชินี พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ ทูตต่างประเทศ เฝ้าฯ กราบบังคมทูลลา
ทูตอิหร่าน ดัน จีน เป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยหยุดสงคราม ก่อน ทรัมป์ เหยียบแผ่นดินมังกร
ต๊ะ นารากร เผยเหตุผลไม่ทำช่องข่าวตัวเอง เพราะไม่อยากขโมยงานใคร
ในหลวง โปรดเกล้าฯให้ผู้ว่าฯนราธิวาส เชิญสิ่งของพระราชทาน มอบกำลังพลบาดเจ็บเหตุคนร้ายลอบวางระเบิด

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี