วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569
ราชธานีศรีอยุธยาเมื่อสี่ห้าร้อยปีที่ผ่านมานั้น ต้องถือว่าเป็นจุดหมายที่สำคัญยิ่งของชาวต่างชาติ ไม่ใช่เฉพาะกลุ่มนักผจญภัยเท่านั้น แต่ที่สำคัญคือกลุ่มพ่อค้าชาวต่างชาติที่ต้องการนำสินค้ามาแลกเปลี่ยนซื้อขายกับราชอาณาจักรสยาม
สุวรรณภูมิซึ่งเป็นถิ่นฐานของราชอาณาจักร เป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ ตลอดจนงานด้านศิลปหัตถกรรมและการประดิษฐ์ทั้งหลาย โดยฝีมือของราษฎร ถิ่นนี้ยังเป็นที่เลื่องลือในเรื่องของวิจิตรศิลป์และความงดงาม จนเป็นที่หมายของชาวต่างแดนเป็นอย่างมาก
จึงไม่น่าแปลกใจที่ถึงแม้การมาถึงดินแดนในแถบนี้ยังต้องมาทางเรืออันเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาและมีความยากลำบากโดยเฉพาะอย่างยิ่งในฤดูมรสุม แต่ก็หาได้เป็นอุปสรรคแต่อย่างใด ไม่ว่าจะเป็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่เช่นเปอร์เซีย หรือประเทศฝรั่งเศส อังกฤษ โปรตุเกส ฮอลันดา รวมทั้งประเทศที่มีประวัติเก่าแก่และยิ่งใหญ่ทางตะวันออกของเอเชีย เช่นจีน อินเดีย ญี่ปุ่น ต่างก็ต้องการที่จะเดินทาง มาเจริญสัมพันธไมตรีและค้าขายทั้งนั้น
การค้าขายของชนเผ่าไทยกับต่างชาตินั้น มีมาตั้งแต่สมัยอาณาจักรสุโขทัย แล้ว โดยพระมหากษัตริย์ที่เป็นมหาราชพระองค์แรกของชาติคือพ่อขุนรามคำแหง ได้เดินทางไปเชื่อมสัมพันธไมตรีและค้าขายกับจีน ทำให้ชนชาติทั้งสองมีความผูกพันกันมาจนถึงกับมีการผสมผสานทางสายเลือดมาจนถึงปัจจุบันนี้
การค้าขายซึ่งนำไปสู่การเจริญสัมพันธไมตรีของราชอาณาจักรสยามและต่างชาติมีความเจริญรุ่งเรืองที่สุดในรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช กษัตริย์พระองค์ที่ ๒๗ แห่งราชอาณาจักรอยุธยา
พระองค์เป็นพระราชโอรสองค์เล็กของสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง และเป็นผู้ที่มีพระปรีชาสามารถ สติปัญญาฉลาดหลักแหลมตลอดจนเป็นที่ไว้ใจของขุนนางในราชสำนัก จึงได้รับการโปรดเกล้าให้ขึ้นครองราชย์เมื่อปี พ.ศ.๒๑๙๙ หลังจากที่พระเจ้าปราสาททองเสด็จสวรรคต
ในช่วงต้นรัชกาลของพระองค์นั้น ยังมีความวุ่นวายทางการเมืองอันเกิดจากความขัดแย้งของกลุ่มอำนาจต่าง ๆ อยู่พอสมควร แต่ด้วยพระปรีชาสามารถและความเด็ดขาดในการบริหารราชการแผ่นดิน จึงทำให้พระองค์สามารถฟื้นฟูความมั่นคงของราชอาณาจักรและวางรากฐานให้กรุงศรีอยุธยาก้าวเข้าสู่ความเจริญรุ่งเรืองอย่างแท้จริงได้
ความสามารถในการบริหารราชการแผ่นดินของพระองค์นั้น ครอบคลุมไปถึงการทูตและการพัฒนาเศรษฐกิจ ทำให้ราชอาณาจักรอยุธยาเข้าสู่ยุคทองแห่งการติดต่อค้าขายกับต่างประเทศ รวมทั้งการแลกเปลี่ยนศิลปะวิทยาการ ตลอดจนวัฒนธรรมต่าง ๆ ด้วย
ในด้านความสัมพันธ์ทางการทูตนั้น พระองค์ทรงสร้างความสัมพันธ์กับชาติทางตะวันตกเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะฝรั่งเศสในสมัยของพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ ด้วยการส่งคณะทูตนำโดยเจ้าพระยาโกษาปานไปเจริญสัมพันธไมตรีถึง ๒ ครั้ง และฝรั่งเศสก็ส่งทูตมายังราชอาณาจักรอยุธยาเช่นกัน มีการลงนามในสนธิสัญญาการค้า การทูตและการหารกับฝรั่งเศส ซึ่งเป็นชาติมหาอำนาจของยุโรปในยุคนั้น
นอกจากคณะทูตจากประเทศฝรั่งเศสแล้ว ยังมีคณะทูตจากประเทศอื่นที่เข้ามาโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างสัมพันธไมตรีและส่งเสริมการค้าให้เจริญรุ่งเรือง อาทิ เปอร์เซีย จีน อินเดีย และฮอลันดา
พระองค์ทรงเห็นความสำคัญและคุณค่าของชาวต่างชาติที่มีความรู้ความสามารถ ทรงแต่งตั้งนายคอนสแตนติน ฟอลคอน ชาวกรีกซึ่งเข้ามารับราชการในราชสำนักอยุธยาให้เป็นเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ ดำรงตำแหน่งสำคัญคือสมุหนายก ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาด้านการทูตและเศรษฐกิจ และเพื่อการถ่วงดุลอำนาจ ระหว่างมหาอำนาจที่เข้ามายังอยุธยาในช่วงเวลาดังกล่าวด้วย
พระนารายณ์เป็นพระมหากษัตริย์ที่ส่งเสริมการค้าทั้งภายในและภายนอกประเทศ โดยได้พัฒนาอยุธยาให้เป็นศูนย์กลางการค้าระหว่างประเทศที่สำคัญที่สุดแห่งภูมิภาค มีการพัฒนาเส้นทางการค้าทั้งทางบกและทางน้ำ เพื่อให้มีการเชื่อมต่อระหว่างหัวเมืองชายทะเลและหัวเมืองอื่น มีการเชื่อมเส้นทางไปยังท่าจีน ปากน้ำสมุทรปราการ รวมทั้งเมืองมะริดซึ่งอยู่ริมฝั่งทะเลอันดามัน ทำให้การขนสินค้าเป็นไปอย่างสะดวกรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
พระองค์ได้เปิดโอกาสให้บริษัทการค้าจากตะวันตกเช่นบริษัทอินเดียตะวันออกของฮอลันดา ของอังกฤษ รวมทั้งฝรั่งเศสเข้ามาค้าขายในราชอาณาจักร มีการให้สัมปทานที่ควบคุมโดยราชสำนักอยุธยา สินค้าที่นิยมค้าขายในยุคนั้นมีทั้งข้าวน้ำตาล ไม้ หนังสัตว์ ข้าง และเครื่องเทศต่าง ๆ ส่งผลให้มีรายได้เข้าสู่ราชสำนักอย่างมาก เศรษฐกิจของอยุธยารุ่งเรือง ประชาชนมีอาชีพ และได้รับการถ่ายทอดแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและเทคโนโลยีต่าง ๆ ด้วย เช่นการต่อเรือ การหล่อปืนใหญ่ การก่อสร้างแบบตะวันตก รวมทั้งการแพทย์แผนใหม่ จึงเป็นยุคที่ราชอาณาจักรอยุธยามีความรุ่งเรืองอย่างที่สุด
การค้าขายจึงถือว่าเป็นเรื่องสำคัญในการที่จะทำให้ประเทศดำรงอยู่ได้ เงินรายได้จากการค้าขายนั้นสามารถนำมาใช้พัฒนาประเทศได้ในทุกภาคส่วน อันจะนำมาซึ่งความเจริญรุ่งเรืองของชาติ และการอยู่ดีกินดีของประชาชน
รัฐบาลชุดปัจจุบันภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูลนายกรัฐมนตรี ได้ให้ความสำคัญต่อการค้าขายเป็นอย่างมาก โดยมีการแต่งตั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ที่มีประสบการณ์และความสำเร็จในเรื่องการบริหารธุรกิจอย่างดีเยี่ยม เป็นบุคคลที่มีความสามารถตลอดจนวิสัยทัศน์เป็นที่ยอมรับแม้แต่ในระดับต่างประเทศให้มาปฏิบัติหน้าที่ที่สำคัญนี้ คือคุณศุภจี สุธรรมพันธ์ นับเป็นรัฐมนตรีพาณิชย์หญิงท่านที่ ๒ ของประเทศ ซึ่งก่อนหน้านั้นในสมัยรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เคยมีเคยมีก่อนมาแล้วคือคุณอภิรดี ตันตราภรณ์
แม้จะเป็นช่วงระยะเวลาที่ยังไม่นานนักตั้งแต่เข้ามารับตำแหน่ง ท่านได้แสดงให้เห็นถึงความรู้ความสามารถในการบริหารราชการแผ่นดิน โดยมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ ตลอดจนการที่ท่านเป็นผู้มีอัธยาศัยไมตรีที่งดงาม จึงทำให้เป็นผู้ที่ได้รับการยอมรับจากประชาชน องค์กรและภาคส่วนทางธุรกิจทั้งหลายเป็นอย่างดี
แต่กลับกลายเป็นว่าผลงานที่ทำให้ท่านโดดเด่นขึ้นมานั้น ต้องตกเป็นเป้าหมาย ของการถูกโจมตีโดยฝ่ายค้านและผู้ที่เสียประโยชน์จำนวนหนึ่ง ซึ่งดูเหมือนจะเป็นเรื่องปกติของสังคมและการเมืองไทย ซึ่งถือเป็นเรื่องเลวร้ายที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น เพราะจะเป็นตัวถ่วงความเจริญของประเทศชาติ
สงครามตะวันออกกลางได้มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจของชาติ จากภาวะราคาน้ำมันที่แพงขึ้น ซึ่งห่วงโซ่อุปทานเชื่อมโยงไปถึงสินค้าอุปโภคบริโภคทั้งหลายที่ต้องขยับราคาขึ้นไปด้วย ประชาชนมีความเดือดร้อนมากขึ้นและเศรษฐกิจโดยรวมของชาติถดถอย การหารายได้ของรัฐให้เพิ่มขึ้นจึงเป็นสิ่งจำเป็น
ปัจจุบันนี้รายได้สินค้าส่งออกถือเป็นรายได้หลักของชาติ โดยมาจากภาคอุตสาหกรรมเกือบ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือเป็นจากภาคการเกษตร ถึงแม้ปริมาณ สินค้าอุตสาหกรรมส่งออกจะไม่ลดน้อยลง แต่อาจจะมีรายได้ลดลงจากกำแพงภาษีที่สหรัฐอเมริกาได้กำหนดใหม่
ส่วนสินค้าจากภาคการเกษตรนั้น ความต้องการของตลาดโลกยังสูง เพราะเป็นเรื่องของอาหารการกินและการบริโภคซึ่งจำเป็นต่อชีวิต การที่รัฐมนตรีพาณิชย์ได้จับประเด็นส่งเสริมสินค้าภาคเกษตรให้ขายได้มากขึ้นจึงเป็นเรื่องที่ถูกต้องไม่ว่าจะเป็นเรื่องของข้าว ยางพารา และผลไม้ ที่สำคัญที่สุดคือทุเรียน
รายได้ส่งออกจากทุเรียนในปี ๒๕๖๘ นั้นมีมากกว่า ๑.๕ แสนล้านบาท ส่วนในปี ๒๕๖๙ ซึ่งมีผลผลิตมากกว่าเดิม ๓๐% ถ้าไทยยังรักษาตลาดที่มีเวียดนามเป็นคู่แข่งสำคัญได้ ก็น่าจะสร้างรายได้มากกว่าเดิม แต่ทั้งนี้ต้องไม่ลืมว่าถัาอุปทานมากกว่าอุปสงค์ ราคาอาจจะตกลงกว่าเดิม การกระจายขายสินค้าจึงต้องมีมากขึ้นทั้งในระดับประเทศและต่างประเทศ การรณรงค์ให้คนไทยมาร่วมช่วยบริโภคทุเรียนให้มากขึ้นในราคาที่เหมาะสม จึงเป็นสิ่งที่ถูกต้องอย่างที่สุด และชาวสวนไม่น่าเสียประโยชน์ เพราะหากขายไม่ได้ก็จะเป็นเรื่องของการสูญเปล่า
ถึงแม้จะมีเสียงสะท้อน แต่ก็เชื่อว่าความนิ่งและการใช้พินิจพิจารณาอย่างไตร่ตรองของรัฐมนตรีพาณิชย์จะเป็นประโยชน์อย่างแน่นอน ไม่ใช่เฉพาะกับชาวสวนทุเรียนเท่านั้น แต่เป็นการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับชาติ และทำให้คนไทยได้มีโอกาสบริโภคผลไม้ยอดนิยมในราคาที่เหมาะสมมากขึ้น ทุเรียนเป็นเป็นสินค้าส่งออกภาคเกษตรที่ทำรายได้ในแต่ละปีสูงสุดให้กับประเทศอยู่ในขณะนี้ การบริหารจัดการที่ดีจะช่วยพยุงเศรษฐกิจของชาติได้อย่างแน่นอน
ปิยะ เนตรวิเชียร

พาณิชย์ แจงสภา ปมข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ยันจะมีการกำกับดูแลโครงสร้างราคา ให้พี่น้องเกษตรกร
ดีลต่อเนื่อง! JASทุ่ม2พันล้าน คว้าสิทธิ์บอลโลก2สมัยติด
ปิดฉากการประชุม FBINAA 26 ประเทศ ผนึกกำลังปราบสแกมเซ็นเตอร์และภัยดิจิทัลข้ามพรมแดน
สะเทือนเมียนมา คุมตัว หญิงไทย ขึ้นศาล เอี่ยวคดีนักการทูตสหรัฐ ดับสยองคาโรงแรมหรู
ผิดจริยธรรมร้ายแรง! ศาลฎีกาฟัน ศุภชัย โพธิ์สุ ตัดสิทธิการเมืองตลอดชีวิต ปมถือครองที่ดิน 220 ไร่

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี