วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569
ภาษีไม่ใช่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในยุคปัจจุบัน แต่มีมาตั้งแต่อดีตกาลยาวนานแล้ว โดยในประเทศไทยนั้นน่าจะเริ่มขึ้นตั้งแต่สมัยอาณาจักรสุโขทัย แต่ที่มีการบันทึกทางประวัติศาสตร์ ไว้อย่างชัดเจนนั้น เริ่มขึ้นตอนต้นของอาณาจักรอยุธยา
สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ พระเจ้าอู่ทอง คือปฐมกษัตริย์ผู้ก่อตั้งอาณาจักรอยุธยาขึ้นเมื่อปี พ.ศ.๑๘๙๓ ซึ่งเป็นช่วงคาบเกี่ยวกับอาณาจักรสุโขทัย เชื่อกันว่าพระองค์ทรงมีเชื้อสายของกษัตริย์แห่งอาณาจักรละโว้ เป็นต้นกำเนิดของราชวงศ์อู่ทอง ทรงครองราชย์อยู่จนกระทั่งถึงปี พ.ศ.๑๙๑๒ ซึ่งเป็นปีที่เสด็จสวรรคต
ในช่วงระยะเวลาประมาณ ๒๐ ปีที่ทรงครองราชย์อยู่นั้น ได้มีการประกาศใช้กฎหมายอย่างน้อยถึง ๑๐ ฉบับ ซึ่งทำให้การปกครองบ้านเมืองมีความเป็นระเบียบแบบแผนที่ชัดเจน และเป็นรากฐานสำคัญในการทำให้อาณาจักรสยามมีกฎหมายใช้มาตลอด รวมทั้งกฎระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวกับภาษีซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่ยุคนั้นด้วย
กฎหมายภาษีในสมัยอยุธยา ไม่มีชื่อเรียกเฉพาะเจาะจงอย่างชัดเจน แต่ถูกจัดเก็บภายใต้ลักษณะกฎหมายหลายฉบับ อาทิ หมายลักษณะอาญาหลวง หมายลักษณะพระธรรมนูญ โดยมีการแบ่งประเภทภาษีอากรออกเป็น๔ ประเภท ประกอบด้วย
จังกอบ หรือจกอบ เป็นภาษีที่เรียกเก็บจากการชักส่วน หรือจัดเก็บจากสินค้า สินค้าที่นำเข้ามาจำหน่าย โดยผ่านด่านเข้ามา หรือสินค้าขาเข้า บางครั้งเรียกว่าภาษีปากเรือ โดยชักส่วนสินค้าจริง ๑๐ หยิบ ๑ หรือ ๑๐% หรือเก็บตามขนาดกว้างของปากเรือ มีลักษณะคล้ายกับภาษีศุลกากรในปัจจุบันนี้
อากร หมายถึงส่วนที่เก็บจากผลประโยชน์ที่ราษฎรทำมาหาได้ในการประกอบการต่างๆ เช่น การทำนา ทำไร่ ทำสวน หรือการได้รับสิทธิจากรัฐบาล ไปกระทำการ เช่นการต้มกลั่นสุรา การเก็บของป่า การจับปลาในน้ำ การจัดเก็บอาจจัดเก็บเป็นตัวเงินหรือสิ่งของ ถือเป็นภาษีที่จัดเก็บตามหลักผลประโยชน์ที่ได้รับจากรัฐ ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม
ส่วย หมายถึงสิ่งของที่เรียกร้องเอาจากเมืองที่อยู่ภายใต้การปกครอง หรืออยู่ในความคุ้มครอง เมืองประเทศราช เพื่อเป็นค่าตอบแทนการปกครองหรือคุ้มครองนั้น จึงมีลักษณะเป็นเครื่องราชบรรณาการ ส่วยมีอยู่หลายลักษณะ เช่น ส่วยแทนแรง เช่น ราษฎรที่จะถูกเกณฑ์มารับราชการหากไม่มาก็จะต้องเสียส่วย เพื่อเอาไปใช้จ้างผู้อื่นแทน และยังมีเงินที่ทางราชการกำหนดให้ราษฎรร่วมรับภาระ เช่น เก็บเพื่อนำมาใช้ในการสร้างป้อมปราการ และยังรวมถึงทรัพย์มรดกของผู้มรณภาพบางส่วนที่ถูกริบเป็นของหลวง อันเนื่องจากเกินกำลังของทายาทที่จะเก็บรักษา
ฤชา เป็นค่าธรรมเนียมที่ราชการเรียกเก็บจากราษฎรซึ่งได้รับประโยชน์จากรัฐเป็นการเฉพาะตัว เช่น ผู้ที่จะขอโฉนดตราสารเพื่อมิให้ผู้อื่นบุกรุกแย่งที่ดินเรือกสวนไร่นา จะต้องเสียฤชาแก่รัฐ และรวมค่าปรับทางการศาลด้วย
จะเห็นว่า หากพิจารณาตามลักษณะการจัดเก็บภาษีอากรดังกล่าว จังกอบและส่วยจะเป็นรูปแบบการบังคับจัดเก็บ ผู้ถูกจัดเก็บได้รับประโยชน์ทางอ้อม ส่วนอากรและฤชา ผู้ถูกจัดเก็บจะได้รับประโยชน์จากรัฐโดยตรง
ต่อมาในสมัยของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ได้มีการปฏิรูประบบการปกครองครั้งใหญ่ รวมทั้งการปรับปรุงกฎระเบียบต่างๆ ซึ่งครอบคลุมไปถึงด้านการวางระเบียบทางการคลังและการส่วยอากรต่างๆ ด้วย มีการจัดส่วนราชการใหม่ ที่เรียกว่า เวียง วัง คลังและนา เป็น ๔ ส่วน แยกจากกันหรือที่เรียกว่า จตุสดมภ์
ในส่วนของคลังนั้น ผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบมีตำแหน่งเรียกว่า โกษาธิบดี เป็นผู้รับผิดชอบจัดการพระราชทรัพย์ เก็บส่วยสาอากรก่อน ต่างๆ ซึ่งเป็นผลประโยชน์ของแผ่นดิน
กรมคลังที่เกิดขึ้นตั้งแต่สมัยอยุธยามีวิวัฒนาการมาโดยตลอด จนกลายเป็น กระทรวงการคลังในยุคปัจจุบันนี้ ซึ่งมีหน้าที่หลักคือการบริหารการเงินการคลังแผ่นดิน จัดเก็บภาษีอากรบริหารหนี้สาธารณะควบคุมการเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ เป็นเสมือนมันสมองทางการคลังที่ดูแลการเงินแผ่นดิน ภาษี ที่ดินราชพัสดุ
และรัฐวิสาหกิจ
รัฐบาลทุกรัฐบาลจำเป็นต้องจัดหารายได้เพื่อนำมาใช้ในการบริหารราชการแผ่นดิน โดยการจัดตั้งเป็นงบประมาณทั้งในส่วนของงบประมาณรายได้และงบประมาณรายจ่าย โดยรายได้ของแผ่นดินนั้นจะมาจากการจัดเก็บภาษีเป็นหลัก การจัดเก็บภาษีหากกระทำได้โดยทั่วถึงและครบถ้วน ก็จะเกิดประโยชน์ต่อการนำมาใช้ในการบริหาร พัฒนาประเทศและความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน
ในวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ.๒๕๓๕ ได้มีการออกพระราชบัญญัติ ให้มีการจัดเก็บภาษีในรูปแบบใหม่ ที่เรียกว่าภาษีมูลค่าเพิ่ม VAT (Value Added Tax)แทนระบบภาษีการค้าเดิม โดยมีวัตถุประสงค์ ๔ ประการคือ เพื่อแก้ปัญหาภาษีซ้ำซ้อน ซึ่งทำให้สินค้าถูกเก็บภาษีหลายทอดในขั้นตอนการผลิต เป็นเหตุให้ต้นทุนสินค้าสูงขึ้นอย่างไม่เป็นธรรม ประการที่ ๒ คือ การปรับปรุงโครงสร้างภาษีให้ทันสมัย เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมมากขึ้น ประการที่ ๓ คือ การสร้างรายได้ให้รัฐบาลอย่างมั่นคง เพราะ VAT จะเป็นแหล่งใหญ่ที่สุดของรายได้ใหญ่ที่สุดของรัฐ คือประมาณ ๕๖% ของภาษีทั้งหมด และประการสุดท้าย เพื่อความโปร่งใส เพราะระบบ VAT บังคับให้มีการออกใบกำกับภาษี ทำให้ตรวจสอบได้ง่ายขึ้นและลดการหลีกเลี่ยงภาษีได้ด้วย
อัตราภาษี VAT ที่ถูกกำหนดไว้ตามกฎหมายฉบับดังกล่าว คือ ๑๐% แต่รัฐบาล ที่ผ่านมาตระหนักถึงความเดือดร้อนของผู้บริโภคซึ่งก็คือประชาชน ซึ่งต้องเป็นผู้รับภาระภาษีนี้ จึงได้ออกพระราชกฤษฎีกาลดอัตราภาษีเหลือ ๗% ชั่วคราวมาอย่างต่อเนื่อง จนถึงปัจจุบันนี้เป็นเวลา ๓๔ ปีแล้ว
ต้องยอมรับความจริงว่า ประเทศชาติกำลังเข้าสู่ภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจ อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากภาวะสงครามตะวันออกกลาง ซึ่งมีผลกระทบให้เกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำมัน ราคาน้ำมันของตลาดโลกพุ่งสูงขึ้น ทำให้ต้องมีรายจ่ายด้านนี้เพิ่มมากขึ้น และเป็นผลต่อเนื่องมาถึงการที่สินค้าทั้งหลาย ที่ในกระบวนการผลิตต้องใช้พลังงานดังกล่าว รวมทั้งการขนส่งสินค้าทั้งหลาย มีต้นทุนที่สูงขึ้นกว่าเดิม สินค้าต่างๆ จึงมีราคาแพงขึ้น สวนทางกับรายได้ของประชากร
เรื่องนี้ทำให้หนี้สินครัวเรือนต้องเพิ่มมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ระดับ ๙๐% อยู่แล้ว และที่สำคัญยิ่งคือหนี้สาธารณะ ซึ่งรัฐบาลเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรง อาจจะต้องสูงมากขึ้นด้วย ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่เกือบ ๗๐% ของ GDP เนื่องจากมีความจำเป็น ที่รัฐจะต้องหาเงินมาพยุง กระตุ้นเศรษฐกิจ และช่วยเหลือประชาชนโดยเฉพาะในกลุ่มผู้มีรายได้น้อยเพื่อให้อยู่รอดได้ ซึ่งต้องใช้งบประมาณเพิ่มเติมในการดำเนินการเรื่องนี้ และหากประเทศเกิดภาวะวิกฤตจริง ก็สามารถจะออกเป็นพระราชกำหนดเพื่อขอกู้เงินตามวงเงินที่รัฐบาลพิจารณาว่าสมควร ซึ่งตัวเลขโดยประมาณขณะนี้น่าจะอยู่ที่ระดับไม่เกิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งจะเป็นภาระผูกพัน ของรัฐบาลที่เป็นผู้บริหารประเทศ ในการหาเงินมาชำระคืน
ด้วยเหตุนี้นอกจากการกู้เงินแล้ว จึงมีผู้ยกประเด็นเรื่องการที่รัฐบาลอาจจะต้องเพิ่มการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มหรือ VAT ซึ่งตามกรอบของพระราชบัญญัติที่ออกไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๕ นั้น สามารถจะเพิ่มได้เป็นสูงสุดถึง ๑๐% ซึ่งก็จะทำให้รัฐบาลมีรายได้เพิ่มขึ้นอีกจำนวนไม่น้อย แต่เรื่องนี้ก็จะมีผลกระทบถึงผู้บริโภคโดยตรงอีกเช่นกัน เพราะจะทำให้สินค้าบริโภคทุกชนิดมีราคาแพงขึ้น ยกเว้นสินค้าเพียงบางอย่างที่ถูกกำหนดไว้ว่าเป็นสินค้าที่ได้รับการยกเว้นการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มหรือ VAT ซึ่งได้แก่
พืชผลทางการเกษตร อาทิ ข้าว ผักผลไม้ พืชไร่ที่ยังไม่แปรรูป
สัตว์ เช่น ไก่สด หมูสด ปลาสด ทั้งมีชีวิตหรือไม่มีชีวิต
ปัจจัยการผลิตเกษตร เช่น ปุ๋ย ปลาป่น อาหารสัตว์
เคมีภัณฑ์ ได้แก่ ยา หรือเคมีภัณฑ์สำหรับรักษา กำจัดศัตรูพืชและโรคสัตว์
หนังสือและสิ่งพิมพ์ ได้แก่ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร ตำราเรียนต่างๆ
โดยจะมีกลุ่มธุรกิจที่ได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามขนาดธุรกิจ อันได้แก่ผู้ประกอบการที่มีรายได้จากการขายสินค้าหรือให้บริการไม่เกิน ๑.๘ ล้านบาทต่อปี ซึ่งไม่ต้องจดทะเบียน VAT เว้นเสียแต่จากสมัครใจ
ยามที่บ้านเมืองประสบปัญหาวิกฤตก็เป็นหน้าที่ของประชาชนทุกคน ที่ต้องร่วมมือร่วมแรง ร่วมใจ พร้อมที่จะเสียประโยชน์ส่วนตนบางอย่างออกไปบ้าง ยอมรับความลำบากที่อาจจะต้องเกิดขึ้น ซึ่งก็เชื่อว่ารัฐบาลนี้ไม่ได้ละเลยและได้พยายามจะแก้ปัญหาอย่างเต็มที่ โดยยึดผลประโยชน์ของชาติและประชาชนเป็นที่ตั้ง ขออย่าให้องค์กร ภาคส่วนหรือพรรคการเมืองใดๆ นำเรื่องเหล่านี้มาชูประเด็น เพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของรัฐบาล ซึ่งถ้าทำได้เช่นนั้น ก็เชื่อได้ว่าประเทศชาติจะสามารถผ่านพ้นวิกฤตในครั้งนี้ไปได้อย่างแน่นอน
ปิยะ เนตรวิเชียร

สิ้นสุดการรอคอย!ไทยคว้าสิทธิ์ยิงสดฟุตบอลโลก
มาแล้ว!!! กรมอุตุฯคาดหมายอากาศ 7 วันข้างหน้า ตั้งแต่ 10 - 16 มิ.ย.69
ตรังฝนตกหนัก คอสะพานทรุด ปิดจราจรถนนสายตรัง-สิเกา ชั่วคราว
อิงฟ้าเนรมิตโฉมใหม่ แม่ผึ้ง พุ่มพวง แฟนเพลงชมไม่ขาดปาก สวยสะกดใจรำลึก 34 ปี
ออสเตรเลียทุ่มแสนล้าน เปิดสนามบินแห่งใหม่ซิดนีย์ บินได้ 24 ชั่วโมงพร้อมเปิดตุลานี้

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี