วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
นักโทษเด็ดขาดชายทักษิณ ชินวัตร นั้นมีบุญ โกงจนร่ำรวยมหาศาลระหว่างเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งในปี 2549 ถูกรัฐประหารก็เพราะโกงชาติโกงแผ่นดิน แล้วหลบลี้หนีภัยอยู่ที่อังกฤษ 1 ปี 5 เดือน พอกลับเข้ามาประเทศไทย รู้ว่าจะต้องติดคุกคดีทุจริต“จัดซื้อที่ดินย่านรัชดาภิเษก”ที่ศาลกำลังพิจารณาอยู่ ก็หนีอีกโดยโกหกศาลว่าจะไปดูกีฬาโอลิมปิกที่ประเทศจีน แล้วก็หนีหายไปเลย แต่ก็ยัง“ป่วนชาติบ้านเมือง”เป็นระยะผ่านทางโลกโซเชียล
ผ่านไป 15 ปีกว่า, ช่วงรอยต่อรัฐบาล“พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา”กับรัฐบาลของนายเศรษฐา ทวีสิน ในวันที่ 22 สิงหาคม 2566 “ทักษิณ ชินวัตร”ก็ยอมกลับเข้ามาติดคุก ด้วยข้ออ้างว่าจะมาเลี้ยงหลานในบั้นปลายของชีวิต หลังจากโกหกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเมื่อปลายเดือนกรกฎาคม 2551 แล้วหนียาว
แต่โดยข้อเท็จจริง “ทักษิณ ชินวัตร”ตัดสินใจกลับเข้ามาประเทศไทย จากที่กลืนน้ำลายตัวเองด้วยการเลื่อนแล้วเลื่อนอีกนับสิบครั้ง ก็เพราะพรรคเพื่อไทยที่ตนเองเป็นนายทุนพรรคเหมือนกับบริษัทในกงสีของ“เครือชินคอร์ป”เป็นแกนนำรัฐบาล และมี“เศรษฐา ทวีสิน”พ่อค้าด้านอสังหาริมทรัพย์ที่เป็น“บริวาร”เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งตนเองสามารถ“ควบคุม-บงการ”รัฐบาลและนายกรัฐมนตรีได้จึงกล้ากลับเข้ามา เนื่องจากถึงอย่างไรก็มีช่องทางที่จะเอื้อประโยชน์ให้ตนได้
กลับเข้ามาประเทศไทยเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2566 โดยเครื่องบินเจ๊ตส่วนตัว ซึ่งมีต้นทางจากดูไบ และมาแวะที่สิงคโปร์ก่อนบินลัดฟ้าเข้าไทย ปรากฏว่าเข้าไปอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯไม่กี่ชั่วโมง ตกดึกคืนนั้นก็สมรู้ร่วมคิดกับข้าราชการกรมราชทัณฑ์และแพทย์ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ รวมทั้งแพทย์โรงพยาบาลตำรวจ ด้วยการอ้างว่าป่วยวิกฤต เพื่อให้มีการนำตัวส่งโรงพยาบาลตำรวจ และไปพักรักษาที่ห้องวีไอพีบนชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ
“ทักษิณ ชินวัตร”ไปนอนอยู่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจได้แปดวัน โดยวันที่ 31 สิงหาคม 2566 ได้ยื่นทูลเกล้าฯถวายฎีกากราบบังคมทูลเพื่อขอพระราชทานอภัยลดโทษ ด้วยข้อความอันเป็นเท็จ ว่า “รับโทษมาแล้ว 10 วัน เหลือโทษจำคุก 7 ปี 11 เดือน 21 วัน อยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร” ทั้งที่“ทักษิณ”อยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯแค่ไม่กี่ชั่วโมง ก่อนถูกส่งตัวไปโรงพยาบาลตำรวจ และเมื่อความทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทแล้ว จึงพระราชทานพระมหากรุณาอภัยลดโทษจาก 8 ปีเหลือ 1 ปี
จากนั้นก็นอนอยู่บนชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ หรือหลบไปอยู่ที่“บ้านจันทร์ส่องหล้า”หรือไม่อย่างไรไม่มีใครทราบได้ เพราะข้าราชการกรมราชทัณฑ์และแพทย์โรงพยาบาลตำรวจร่วมมือสมคบคิดกับนักโทษ จึงทำให้ประชาชนทั่วไปมิอาจทราบข้อเท็จจริงได้ อีกทั้งตลอดระยะเวลา 180 วันที่อ้างว่า “ป่วยวิกฤต” ก็ไม่เคยมีใครเห็นว่าครอบครัวของ“ทักษิณ ชินวัตร” ไม่ว่าจะเป็นลูกชายลูกสาวหรือลูกเขยลูกสะใภ้จะไปเยี่ยมเหมือนตอนติดคุกอยู่ในเรือนจำกลางคลองเปรมในช่วงหลังนี้ ที่สมาชิกในครอบครัวไปเยี่ยมกันสัปดาห์ละสองวันไม่มีเว้น
อย่างไรก็ตาม หลังจากอยู่โรงพยาบาลตำรวจครบ 180 วัน และมีการสร้างภาพเป็นบางครั้ง ด้วยการทำแกล้งนอนห่มผ้าบนรถเข็นผู้ป่วย ทำทีว่าถูกส่งตัวไปผ่าตัดอีกตึกหนึ่ง โดยเมื่อเช้าตรู่วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2567 ก็ได้รับการพักโทษออกจากโรงพยาบาลตำรวจไปอยู่ที่“บ้านจันทร์ส่องหล้า” ซึ่งลูกสาวสุดที่รักคือ“แพทองธาร ชินวัตร”ถือฤกษ์เวลา 06.09 น. ไปรับตัวออกจากโรงพยาบาลตำรวจ ขณะที่“ทักษิณ”ก็ยังเสแสร้งว่าเป็นผู้ป่วยวิกฤต สวมหน้ากากอนามัยและใส่เฝือกที่คอกับที่แขนนั่งรถตู้เบนซ์ออกจากโรงพยาบาลตำรวจคู่ไปกับลูกสาว
กลับไปอยู่บ้านจันทร์ส่องหล้าได้สี่วัน เพื่อนเลิฟที่ชื่อ“ฮุนเซน”ผู้ทรงอำนาจแห่งกัมพูชา ก็บินตรงจากกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2567 มาเยี่ยม“ทักษิณ ชินวัตร”ที่ยังมีสถานภาพเป็นนักโทษอยู่ระหว่างการพักการลงโทษถึงบ้านจันทร์ส่องหล้า ในซอยจรัญสนิทวงศ์ 69
ข่าวเบื้องลึกเปิดเผยว่า “ฮุนเซน” รีบบินมาคุยกับ“ทักษิณ ชินวัตร” ก็เรื่องผลประโยชน์เกี่ยวกับแหล่งก๊าซปิโตรเลียมขุมทรัพย์ใต้ทะเล บริเวณพื้นที่อ้างสิทธิ์ทับซ้อน อำเภอเกาะกูด จังหวัดตราด มูลค่ากว่า 10 ล้านล้านบาท แบบคิดจะแบ่งผลประโยชน์ระหว่างไทยกับเขมรฝ่ายละ“50 : 50”
ทั้งนี้ ข่าวเบื้องลึกไม่ได้ระบุว่า “50 : 50”นั้น เป็นผลประโยชน์ของทั้งสองประเทศ หรือผลประโยชน์ระหว่าง“ตระกูลชิน”กับ“ตระกูลฮุน” และเรื่องนี้อาจจะเป็นอีกหนึ่งสาเหตุสำคัญที่ทำให้กัมพูชาเปิดศึกรุกรานไทยด้วยผลประโยชน์ที่ไม่ลงตัวระหว่าง“ทักษิณ ชินวัตร” กับ “ฮุนเซน” ก็เป็นได้
จนในที่สุดก็บานปลายเกิดกรณี“โทรศัพท์อัปยศ-นายกฯไทยหลานอังเคิล” และทำให้“แพทองธารชินวัตร”ต้องพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พร้อมกับปิดฉากรัฐบาลเพื่อไทย โดยที่“อำนาจ”ได้เปลี่ยนมาอยู่ในมือพรรคภูมิใจไทย จากรัฐบาลชั่วคราว “อนุทิน 1” มาเป็นรัฐบาล “อนุทิน 2 ”ในปัจจุบัน
จะอย่างไรก็ตามที เป็นเพราะ“ทักษิณ ชินวัตร”ย่ามใจตามนิสัยถาวร หรือที่ภาษาชาวบ้านเรียกว่า“สันดาน”แท้ หลังจากได้รับการพักโทษเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2567 แทนที่จะอยู่เงียบๆ ก็ทำตัวเป็น“ส.ท.ร.”ตามที่เจ้าตัวตั้งฉายาให้แก่ตนเอง คือ“เสือกทุกเรื่อง” เข้าไปชี้นำบงการรัฐบาลพรรคเพื่อไทยโดยไม่ยี่หระว่าจะละเมิดกฎหมายหรือไม่ ลืมตัวแม้กระทั่งอาการป่วยก็ไม่เสแสร้งอีกต่อไป
สุดท้ายแพทยสภาและศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จับได้ว่า“ทักษิณ ชินวัตร”โกหก ไม่ได้ป่วยจริง ศาลฎีกาฯจึงบังคับโทษเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2568 สั่งให้“ทักษิณ”กลับเข้าไปติดคุกจริงในเรือนจำอีกครั้งเป็นเวลา 1 ปี และได้รับการพักโทษออกจากเรือนจำกลางคลองเปรมไปอยู่“บ้านจันทร์ส่องหล้า”เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคมที่ผ่านมา เพื่อรอวันพ้นโทษในวันที่ 9 กันยายน 2569
และแล้วคนขี้โกงชนิดที่โกงโคตรอย่าง“ทักษิณ ชินวัตร”ที่มีบุญคุ้มหัว ก็ได้รับการพระราชทานอภัยโทษในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี 3 มิถุนายน 2569 โดยมีผลพ้นโทษตั้งแต่วันที่ 3 มิถุนายนวานนี้
แต่ถึงกระนั้น นับจากนี้ไป“ทักษิณ ชินวัตร”ก็ยังมีคดีความผิดเกี่ยวกับ“มาตรา 112”ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาในศาลอุทธรณ์ และคดี“ป่วยทิพย์ชั้น 14”ที่อยู่ระหว่างการไต่สวนของ ป.ป.ช. เป็น“บ่วงมัดคอ”อยู่อีก 2 คดี
สำคัญที่สุดก็คือ ต้องจับตาดูว่าคนขี้โกง และขี้คุกที่ชื่อ“ทักษิณ ชินวัตร”ผู้นี้ จะยอมจ่ายเงิน“ภาษีหุ้นชินคอร์ป” จำนวน 1.76หมื่นล้านบาทให้แก่กรมสรรพากร ตามคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 หรือไม่ ?!
รุ่งเรือง ปรีชากุล

อัครนันท์ ขออภัยสังคม ปมครูล่วงละเมิดเด็ก ยอมรับในอดีต โรงเรียนปิดข่าวเคลียร์กันเอง
ใหม่ ดาวิกา สลัดลุคอินเตอร์ สวมชุดไทยประยุกต์สุดวิจิตร สวยสะกดราวกับนางในวรรณคดี
ไฟไหม้ผับคร่าชีวิต ปชช. 'สุรเดช'ชี้ตอกย้ำ 2 บทเรียน ซานติก้า-เมาท์เท่นบี ไม่เคยล้อมคอก
ครม.ไฟเขียว แยกตั้งกระทรวงกีฬา ดึงท่องเที่ยวควบวัฒนธรรม คาดเสร็จต้นปีหน้า
ศุภจี แจงดราม่า ข้าวแกง 40 บาท เป็นเพียงแนวคิดช่วยลดค่าครองชีพ

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี