วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569
นักโทษเด็ดขาดชายทักษิณ ชินวัตร นั้นมีบุญ โกงจนร่ำรวยมหาศาลระหว่างเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งในปี 2549 ถูกรัฐประหารก็เพราะโกงชาติโกงแผ่นดิน แล้วหลบลี้หนีภัยอยู่ที่อังกฤษ 1 ปี 5 เดือน พอกลับเข้ามาประเทศไทย รู้ว่าจะต้องติดคุกคดีทุจริต“จัดซื้อที่ดินย่านรัชดาภิเษก”ที่ศาลกำลังพิจารณาอยู่ ก็หนีอีกโดยโกหกศาลว่าจะไปดูกีฬาโอลิมปิกที่ประเทศจีน แล้วก็หนีหายไปเลย แต่ก็ยัง“ป่วนชาติบ้านเมือง”เป็นระยะผ่านทางโลกโซเชียล
ผ่านไป 15 ปีกว่า, ช่วงรอยต่อรัฐบาล“พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา”กับรัฐบาลของนายเศรษฐา ทวีสิน ในวันที่ 22 สิงหาคม 2566 “ทักษิณ ชินวัตร”ก็ยอมกลับเข้ามาติดคุก ด้วยข้ออ้างว่าจะมาเลี้ยงหลานในบั้นปลายของชีวิต หลังจากโกหกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเมื่อปลายเดือนกรกฎาคม 2551 แล้วหนียาว
แต่โดยข้อเท็จจริง “ทักษิณ ชินวัตร”ตัดสินใจกลับเข้ามาประเทศไทย จากที่กลืนน้ำลายตัวเองด้วยการเลื่อนแล้วเลื่อนอีกนับสิบครั้ง ก็เพราะพรรคเพื่อไทยที่ตนเองเป็นนายทุนพรรคเหมือนกับบริษัทในกงสีของ“เครือชินคอร์ป”เป็นแกนนำรัฐบาล และมี“เศรษฐา ทวีสิน”พ่อค้าด้านอสังหาริมทรัพย์ที่เป็น“บริวาร”เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งตนเองสามารถ“ควบคุม-บงการ”รัฐบาลและนายกรัฐมนตรีได้จึงกล้ากลับเข้ามา เนื่องจากถึงอย่างไรก็มีช่องทางที่จะเอื้อประโยชน์ให้ตนได้
กลับเข้ามาประเทศไทยเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2566 โดยเครื่องบินเจ๊ตส่วนตัว ซึ่งมีต้นทางจากดูไบ และมาแวะที่สิงคโปร์ก่อนบินลัดฟ้าเข้าไทย ปรากฏว่าเข้าไปอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯไม่กี่ชั่วโมง ตกดึกคืนนั้นก็สมรู้ร่วมคิดกับข้าราชการกรมราชทัณฑ์และแพทย์ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ รวมทั้งแพทย์โรงพยาบาลตำรวจ ด้วยการอ้างว่าป่วยวิกฤต เพื่อให้มีการนำตัวส่งโรงพยาบาลตำรวจ และไปพักรักษาที่ห้องวีไอพีบนชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ
“ทักษิณ ชินวัตร”ไปนอนอยู่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจได้แปดวัน โดยวันที่ 31 สิงหาคม 2566 ได้ยื่นทูลเกล้าฯถวายฎีกากราบบังคมทูลเพื่อขอพระราชทานอภัยลดโทษ ด้วยข้อความอันเป็นเท็จ ว่า “รับโทษมาแล้ว 10 วัน เหลือโทษจำคุก 7 ปี 11 เดือน 21 วัน อยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร” ทั้งที่“ทักษิณ”อยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯแค่ไม่กี่ชั่วโมง ก่อนถูกส่งตัวไปโรงพยาบาลตำรวจ และเมื่อความทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทแล้ว จึงพระราชทานพระมหากรุณาอภัยลดโทษจาก 8 ปีเหลือ 1 ปี
จากนั้นก็นอนอยู่บนชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ หรือหลบไปอยู่ที่“บ้านจันทร์ส่องหล้า”หรือไม่อย่างไรไม่มีใครทราบได้ เพราะข้าราชการกรมราชทัณฑ์และแพทย์โรงพยาบาลตำรวจร่วมมือสมคบคิดกับนักโทษ จึงทำให้ประชาชนทั่วไปมิอาจทราบข้อเท็จจริงได้ อีกทั้งตลอดระยะเวลา 180 วันที่อ้างว่า “ป่วยวิกฤต” ก็ไม่เคยมีใครเห็นว่าครอบครัวของ“ทักษิณ ชินวัตร” ไม่ว่าจะเป็นลูกชายลูกสาวหรือลูกเขยลูกสะใภ้จะไปเยี่ยมเหมือนตอนติดคุกอยู่ในเรือนจำกลางคลองเปรมในช่วงหลังนี้ ที่สมาชิกในครอบครัวไปเยี่ยมกันสัปดาห์ละสองวันไม่มีเว้น
อย่างไรก็ตาม หลังจากอยู่โรงพยาบาลตำรวจครบ 180 วัน และมีการสร้างภาพเป็นบางครั้ง ด้วยการทำแกล้งนอนห่มผ้าบนรถเข็นผู้ป่วย ทำทีว่าถูกส่งตัวไปผ่าตัดอีกตึกหนึ่ง โดยเมื่อเช้าตรู่วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2567 ก็ได้รับการพักโทษออกจากโรงพยาบาลตำรวจไปอยู่ที่“บ้านจันทร์ส่องหล้า” ซึ่งลูกสาวสุดที่รักคือ“แพทองธาร ชินวัตร”ถือฤกษ์เวลา 06.09 น. ไปรับตัวออกจากโรงพยาบาลตำรวจ ขณะที่“ทักษิณ”ก็ยังเสแสร้งว่าเป็นผู้ป่วยวิกฤต สวมหน้ากากอนามัยและใส่เฝือกที่คอกับที่แขนนั่งรถตู้เบนซ์ออกจากโรงพยาบาลตำรวจคู่ไปกับลูกสาว
กลับไปอยู่บ้านจันทร์ส่องหล้าได้สี่วัน เพื่อนเลิฟที่ชื่อ“ฮุนเซน”ผู้ทรงอำนาจแห่งกัมพูชา ก็บินตรงจากกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2567 มาเยี่ยม“ทักษิณ ชินวัตร”ที่ยังมีสถานภาพเป็นนักโทษอยู่ระหว่างการพักการลงโทษถึงบ้านจันทร์ส่องหล้า ในซอยจรัญสนิทวงศ์ 69
ข่าวเบื้องลึกเปิดเผยว่า “ฮุนเซน” รีบบินมาคุยกับ“ทักษิณ ชินวัตร” ก็เรื่องผลประโยชน์เกี่ยวกับแหล่งก๊าซปิโตรเลียมขุมทรัพย์ใต้ทะเล บริเวณพื้นที่อ้างสิทธิ์ทับซ้อน อำเภอเกาะกูด จังหวัดตราด มูลค่ากว่า 10 ล้านล้านบาท แบบคิดจะแบ่งผลประโยชน์ระหว่างไทยกับเขมรฝ่ายละ“50 : 50”
ทั้งนี้ ข่าวเบื้องลึกไม่ได้ระบุว่า “50 : 50”นั้น เป็นผลประโยชน์ของทั้งสองประเทศ หรือผลประโยชน์ระหว่าง“ตระกูลชิน”กับ“ตระกูลฮุน” และเรื่องนี้อาจจะเป็นอีกหนึ่งสาเหตุสำคัญที่ทำให้กัมพูชาเปิดศึกรุกรานไทยด้วยผลประโยชน์ที่ไม่ลงตัวระหว่าง“ทักษิณ ชินวัตร” กับ “ฮุนเซน” ก็เป็นได้
จนในที่สุดก็บานปลายเกิดกรณี“โทรศัพท์อัปยศ-นายกฯไทยหลานอังเคิล” และทำให้“แพทองธารชินวัตร”ต้องพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พร้อมกับปิดฉากรัฐบาลเพื่อไทย โดยที่“อำนาจ”ได้เปลี่ยนมาอยู่ในมือพรรคภูมิใจไทย จากรัฐบาลชั่วคราว “อนุทิน 1” มาเป็นรัฐบาล “อนุทิน 2 ”ในปัจจุบัน
จะอย่างไรก็ตามที เป็นเพราะ“ทักษิณ ชินวัตร”ย่ามใจตามนิสัยถาวร หรือที่ภาษาชาวบ้านเรียกว่า“สันดาน”แท้ หลังจากได้รับการพักโทษเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2567 แทนที่จะอยู่เงียบๆ ก็ทำตัวเป็น“ส.ท.ร.”ตามที่เจ้าตัวตั้งฉายาให้แก่ตนเอง คือ“เสือกทุกเรื่อง” เข้าไปชี้นำบงการรัฐบาลพรรคเพื่อไทยโดยไม่ยี่หระว่าจะละเมิดกฎหมายหรือไม่ ลืมตัวแม้กระทั่งอาการป่วยก็ไม่เสแสร้งอีกต่อไป
สุดท้ายแพทยสภาและศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จับได้ว่า“ทักษิณ ชินวัตร”โกหก ไม่ได้ป่วยจริง ศาลฎีกาฯจึงบังคับโทษเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2568 สั่งให้“ทักษิณ”กลับเข้าไปติดคุกจริงในเรือนจำอีกครั้งเป็นเวลา 1 ปี และได้รับการพักโทษออกจากเรือนจำกลางคลองเปรมไปอยู่“บ้านจันทร์ส่องหล้า”เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคมที่ผ่านมา เพื่อรอวันพ้นโทษในวันที่ 9 กันยายน 2569
และแล้วคนขี้โกงชนิดที่โกงโคตรอย่าง“ทักษิณ ชินวัตร”ที่มีบุญคุ้มหัว ก็ได้รับการพระราชทานอภัยโทษในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี 3 มิถุนายน 2569 โดยมีผลพ้นโทษตั้งแต่วันที่ 3 มิถุนายนวานนี้
แต่ถึงกระนั้น นับจากนี้ไป“ทักษิณ ชินวัตร”ก็ยังมีคดีความผิดเกี่ยวกับ“มาตรา 112”ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาในศาลอุทธรณ์ และคดี“ป่วยทิพย์ชั้น 14”ที่อยู่ระหว่างการไต่สวนของ ป.ป.ช. เป็น“บ่วงมัดคอ”อยู่อีก 2 คดี
สำคัญที่สุดก็คือ ต้องจับตาดูว่าคนขี้โกง และขี้คุกที่ชื่อ“ทักษิณ ชินวัตร”ผู้นี้ จะยอมจ่ายเงิน“ภาษีหุ้นชินคอร์ป” จำนวน 1.76หมื่นล้านบาทให้แก่กรมสรรพากร ตามคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 หรือไม่ ?!
รุ่งเรือง ปรีชากุล

สายทุเรียนเซฟไว้! หมอเผยทริคกินทุเรียนยังไง ให้น้ำตาลไม่พุ่งปรี๊ด
คูเวต ไล่ทูตอิหร่านพ้นประเทศภายใน 24 ชม. หลังเกิดเหตุโจมตีอาคารสนามบิน
ทอ.ส่ง โดรนพระราชทาน สนับสนุนดับไฟใหม้ ตลาดสามแยกไทยรุ่ง ขอนแก่น
ด่วน! ปรับขึ้นราคาน้ำมันเบนซิน-โซฮอล์ 40 สตางค์/ลิตร ดีเซลขยับ 80 สตางค์/ลิตร มีผลพรุ่งนี้
แฟนทั่วโลกอาลัย พีโบ ไบรสัน เสียชีวิตแล้วในวัย 75 ปี ปิดตำนานเจ้าของเสียงร้องเพลงดิสนีย์

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี