วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
ประวัติศาสตร์ของทุกชาติย่อมมีความเจ็บปวดเกิดขึ้นในบางช่วงเวลาหนึ่งเสมอ ไม่ว่าจะจากความพ่ายแพ้ในศึกสงคราม หรือที่ร้ายแรงที่สุดคือการเสียอิสรภาพของชาติ ซึ่งรวมทั้งชาติไทยเราด้วย
แม้เรื่องเหล่านั้นจะเกิดขึ้นในช่วงของอาณาจักรอยุธยาเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็มีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงอาณาจักรรัตนโกสินทร์เช่นกัน และที่คนไทยทุกคนควรจะต้องรู้และจดจำก็คือเหตุการณ์ ร.ศ.๑๑๒ ที่เกิดขึ้นในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕
ช่วงเวลานั้นเป็นยุคของการล่าอาณานิคม โดยชาติทางทวีปยุโรปเป็นตัวหลัก อาทิ เนเธอร์แลนด์ อังกฤษ และฝรั่งเศส โดยชาติที่ตกเป็นเป้าหมายจะอยู่ในแถบเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ดินแดนสุวรรณภูมิ ที่เป็นอู่เงินอู่ทองของทรัพยากรธรรมชาติ รวมทั้งอาณาจักรสยามด้วย
ฝรั่งเศสซึ่งมีทั้งกองเรือที่เข้มแข็ง อาวุธปืนทันสมัยที่เรียกกันว่าปืนไฟ ทั้งปืนใหญ่และปืนยาว และทหารที่มีความสามารถในการใช้อาวุธดังกล่าว เป็นนักล่าอาณานิคมรายใหญ่โดยสามารถเข้าครอบครอง เวียดนาม ลาว เขมร ได้ทั้งหมด และมีเป้าหมายที่จะเข้าครอบครองอาณาจักรสยามเช่นเดียวกัน
การรุกรานแผ่นดินสยามนั้นเกิดขึ้นในปี พ.ศ.๒๔๓๖ โดยฝรั่งเศสอ้างอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงซึ่งส่วนใหญ่เป็นประเทศลาว โดยผู้ที่เป็นหัวหอกสำคัญคือรองกงสุลฝรั่งเศสประจำหลวงพระบาง คือนายโอกุสต์ ปาวีอ้างว่าสยามไม่สามารถดูแลพื้นที่ดังกล่าวได้ เริ่มต้นจากการคุกคามพื้นที่รอยต่อระหว่าง สยามและลาวก่อน โดยการยกกำลังเข้ายึดเชียงคำซึ่งสยามครอบครองอยู่
การกระทำดังกล่าวของฝรั่งเศสถือว่าเป็นการละเมิดข้อตกลงหรือสนธิสัญญา ทางพระราชไมตรีและการค้าขายระหว่างไทยกับฝรั่งเศส ซึ่งมีมาตั้งแต่เดือนสิงหาคม พ.ศ.๒๓๙๙
หลังจากนั้นฝรั่งเศสยังกระทำการที่ถือเป็นการผิดข้อตกลงอีก ๒ ครั้ง โดยครั้งแรกเป็นการผิดข้อตกลงในเรื่องของการข้ามแดนซึ่งจะต้องมีใบอนุญาตที่บริเวณท่าอุเทน ส่วนอีกครั้งหนึ่งนั้นคือการทำผิดข้อตกลงเรื่องการค้าของเถื่อนและเดินทางในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งทำให้ไทยต้องจับกุมพ่อค้าฝรั่งเศส ๒ คน
ความบาดหมางระหว่างไทยและฝรั่งเศสเพิ่มมากขึ้นเมื่อนายมาสซี่ เจ้าหน้าที่สถานกงสุลของฝรั่งเศสที่เมืองหลวงพระบางเสียชีวิตลงโดยการฆ่าตัวตาย แต่ฝรั่งเศสกลับป้ายสีว่า น่าจะเป็นการเสียชีวิตจากการที่ฝ่ายไทยไม่ดูแลนายมาสซี่ และปล่อยให้เจ็บป่วยจนเสียชีวิต
ฝรั่งเศสได้เข้ายึดครองดินแดนสิบสองจุไทยขณะที่ยังไม่มีการปักปันเขตแดน รวมทั้งพยายามขยายอาณาเขตออกไปถึงฝั่งแม่น้ำโขง โดยจะยึดดินแดนฝั่งซ้ายทั้งหมดของแม่น้ำโขงตั้งแต่ภาคเหนือของลาวจนถึงชายแดนเขมรซึ่งเดิมเป็นพื้นที่ของไทย ไทยจึงต้องปรับปรุงหัวเมืองฝ่ายตะวันออก เช่นหนองคาย จำปาศักดิ์ หลวงพระบาง ให้เข้มแข็ง ทำให้ฝรั่งเศสกล่าวหาว่าไทยเตรียมจะทำสงคราม
ไทยพยายามจะเจรจาแต่นายโอกุสต์ ปาวีซึ่งขณะนั้นได้เข้ามาเป็นทูตฝรั่งเศสประจำกรุงเทพฯ แล้ว ไม่พยายามเจรจาด้วย และยังกล่าวหาว่าไทยบุกรุกดินแดนของฝรั่งเศส จึงตกลงกัน
ไม่ได้ และยังส่งเรือปืนเข้ามาจอดที่แม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณหน้าสถานทูตฝรั่งเศสในเขตกรุงเทพฯ ด้วย ซึ่งถือว่าเป็นการละเมิดอธิปไตยของไทย
ในวันที่ ๘ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๓๖ ฝรั่งเศสได้ส่งเรือรบ ๒ ลำ เข้ามายังกรุงเทพฯ เกิดการต่อสู้กับเรือรบของไทยบริเวณป้อมพระจุล เกิดความเสียหายทั้งสองฝ่าย แต่ในที่สุดฝรั่งเศสก็นำเรือรบมาสมทบเพิ่มเติมที่หน้าสถานทูตฝรั่งเศสได้ และยื่นคำขาดต่อไทย ๕ ข้อ
ข้อแรก ให้ไทยถอนสิทธิดินแดนฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงและเกาะต่างๆ ตั้งแต่ภาคเหนือของลาวไปจนจดดินแดนเขมร
ข้อ ๒ ให้ไทยรื้อถอนด่านทั้งหมดบนฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงให้เสร็จภายใน ๑ เดือน
ข้อ ๓ ให้ไทยจัดการปัญหาเชียงคำ เมืองคำพูน และความเสียหายกับเรือรบฝรั่งเศสและชาวฝรั่งเศส
ข้อ ๔ ให้ไทยลงโทษเจ้าหน้าที่ ที่รับผิดชอบการยิงปืนที่ปากน้ำ
ข้อ ๕ ให้ไทยชดใช้ค่าเสียหายให้ฝรั่งเศสเป็นเงิน ๒ ล้านฟรังก์
ซึ่งฝ่ายไทยยอมรับข้อเสนอทุกข้อยกเว้นข้อ ๑ ทำให้ฝรั่งเศสไม่พอใจ ถอนคณะทูตออกและนำเรือรบไปยึดบริเวณเกาะสีชัง ปิดปากอ่าวไทย ทำให้ไทยต้องยอมรับเงื่อนไขเพิ่มเติม
ฝรั่งเศสไม่ได้ยุติเพียงแค่นั้น กลับเข้ายึดจังหวัดจันทบุรีและสั่งให้ไทยถอนกำลังทหารที่พระตะบอง เสียมราฐและฝั่งขวาแม่น้ำโขงออกทั้งหมด หลังจากนั้นจึงส่งตัวแทนเจรจาเพื่อทำสนธิสัญญายุติกรณีพิพาท ร.ศ.๑๑๒ ซึ่งเป็นสนธิสัญญาที่ไทยเสียเปรียบหลายประการ ซึ่งในที่สุดไทยต้องเสียพื้นที่ในเขตราชอาณาจักรลาวเกือบทั้งหมด เพื่อแลกคืนกับจังหวัดจันทบุรี
แต่ถึงกระนั้นฝรั่งเศสก็ยังไม่ยอมคืนจันทบุรีให้กับไทย โดยอ้างประเด็นความเสียหายต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับฝรั่งเศสในอดีตมาโดยตลอด พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพยายามเจรจาและในที่สุดมีการทำอนุสัญญาเมื่อวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์พ.ศ.๒๔๔๖ โดยไทยต้องยกจำปาศักดิ์และหลวงพระบางให้ฝรั่งเศส ฝรั่งเศสจึงยอมถอนทหารออกจากจันทบุรี
แต่ฝรั่งเศสก็ไม่หยุดแค่นั้นกลับไปยึดเมืองตราดเอาไว้ และยื่นข้อเสนอว่า ไทยจะต้องยอมยกพระตะบอง เสียมราฐ และศรีโสภณ ให้ฝรั่งเศสด้วยฝรั่งเศสจึงยอมคืนตราด รวมทั้งเกาะทั้งหลายใต้แหลมสิงห์จนถึงเกาะกูดให้กับไทย และถอนทหารออกจากพื้นที่ที่เป็นของไทยทั้งหมด เป็นอันสิ้นสุดวิกฤตการณ์ ร.ศ.๑๑๒ ซึ่งยืดเยื้อมานานถึง ๑๔ ปี
นี่คือตัวอย่างการรุกรานของชาติที่คิดว่าเป็นมหาอำนาจและยิ่งใหญ่กว่า ในเรื่องของพละกำลังและศาสตราวุธ ที่จะกระทำต่อประเทศที่เล็กกว่า โดยอ้างเหตุผลต่างๆ ซึ่งล้วนแต่ไม่ชอบทั้งนั้น โดยยึดเอาผลประโยชน์ที่ตัวเองจะได้รับในที่สุดเป็นตัวตั้ง
เหตุการณ์ในตะวันออกกลางที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๖๙ จากการที่สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลได้ร่วมมือกันในการกระทำการรุกรานประเทศอิหร่าน ก็คงไม่แตกต่างกันนักกับเรื่องที่กล่าวตอนต้น
อิหร่านถูกกล่าวหาโดยสหรัฐอเมริกามาโดยตลอดว่าเป็นประเทศที่อาจจะเป็นอันตรายต่อประชาคมโลก ตลอดจนรูปแบบการปกครองที่มีอยู่นั้นก็ไม่น่าจะเหมาะสมในความคิดของสหรัฐอเมริกา แต่ที่น่าจะเป็นเบื้องหลังอีกเรื่องหนึ่งคือการที่อิหร่านเป็นประเทศที่มีแหล่งน้ำมันจำนวนมหาศาลอยู่ในอันดับต้นๆ ของโลกนี้ ซึ่งน่าจะเป็นเป้าหมายที่สำคัญยิ่ง ซึ่งหากสหรัฐอเมริกาสามารถจะครอบครองและสั่งการประเทศนี้ได้ จะด้วยการเปลี่ยนแปลงตัวผู้นำหรือรูปแบบการปกครองให้เป็นไปตามที่อเมริกาต้องการ ก็จะได้ผลประโยชน์กลับคืนมาอย่างมหาศาลที่สุด
นอกจากนั้นอิหร่านยังเป็นประเทศที่ขายน้ำมันจำนวนมหาศาลขายให้กับสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งปัจจุบันเป็นคู่แข่งที่สำคัญยิ่งในการที่จะเป็นมหาอำนาจของโลกนี้กับสหรัฐอเมริกา หากอเมริกาครอบครองอิหร่านได้ ก็จะเป็นภัยทางอ้อมต่อจีนด้วย
การใช้อาวุธยุทโธปกรณ์จำนวนมหาศาลโดยเฉพาะขีปนาวุธร้ายแรงต่างๆ โจมตี ทำให้อิหร่านได้รับความเสียหายอย่างมากมาย และยังมีการกระทำโดยปราศจากหลักมนุษยธรรมโดย
สิ้นเชิงจากการที่โรงเรียนเด็กประถมในอิหร่านต้องถูกทำลายด้วยขีปนาวุธจนมีเด็กนักเรียนเสียชีวิตไปมากกว่า ๑๖๐ ศพ ทำให้อิหร่านจำเป็นต้องโต้ตอบ โดยใช้ขีปนาวุธทำความเสียหายให้กับฐานทัพอเมริกาในประเทศตะวันออกกลางหลายแห่งตลอดจนอิสราเอลซึ่งเป็นคู่ร่วมรบที่สำคัญ ของอเมริกาด้วย
ถึงแม้ในช่วงเวลานี้นับตั้งแต่วันที่ ๗ เมษายนเป็นต้นมาจะมีคนกลางเจรจาให้มีการหยุดยิงชั่วคราวเป็นระยะเวลา ๒ สัปดาห์ โดยทั้งสองฝ่ายต่างก็มีข้อเสนอให้เกิดการยุติของสงครามก็ตามก็เชื่อว่าไม่ใช่ง่ายนักที่ข้อเสนอเหล่านั้นจะเกิดเป็นข้อตกลงขึ้นได้จริงและเป็นที่พอใจของทั้งสองฝ่าย โดยเฉพาะในกรณีของช่องแคบฮอร์มุซที่อิหร่านครอบครองอยู่ ทำให้การลำเลียงน้ำมันจากตะวันออกกลางสู่ภูมิภาคอื่นได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง
สังคมโลกคงอยากจะเห็นสงครามครั้งนี้ยุติลงข้อตกลงที่เกิดขึ้นจะลงเอยด้วยความเห็นชอบของทั้งสองฝ่ายหรือไม่อย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับความซื่อสัตย์และจริงใจที่ทั้งสองฝ่ายจะมีให้แก่กัน ทั้งนี้เพื่อให้สันติภาพของโลกได้เกิดขึ้นจริง
ปิยะ เนตรวิเชียร

ทรัมป์ลั่นสหรัฐฯจะคุมดูแลช่องแคบฮอร์มุซ ขู่โอมานอย่าแทรกแซง
ไทยช่วยไทยพลัส ยอดลงทะเบียนทะลุ 25 ล้านราย วันที่ 4 สิทธิ์เหลือแค่ 4.5 ล้าน
รัฐบาลปลื้ม! ร้านค้าแห่สมัคร ไทยช่วยไทย พลัส พุ่งต่อเนื่อง ล่าสุดรวม 6 แสนราย
ชัชชาติ มาคนแรก ปั่นจักรยานสมัครผู้ว่าฯ กทม.สมัย 2 พูดสามคำ กรุงเทพทำงาน
เกษตรไทยไม่ธรรมดา โต๋นแตร -จุกบี้ บุกสวนมะเขือเทศเชอรี่

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี