วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
หลังจากเหตุการณ์ความวุ่นวายในบ้านเมืองได้สงบลงแล้ว สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ซึ่งเป็นแม่ทัพคนสำคัญยิ่งของสมเด็จพระเจ้าตากสิน ก็ได้ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ต่อมา โดยมีพระนามว่าสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รวมทั้งได้สถาปนาราชวงศ์ใหม่ของอาณาจักรรัตนโกสินทร์คือราชวงศ์จักรี เมื่อวันที่ ๖ เมษายน พ.ศ.๒๓๒๕ ซึ่งวันนี้ต่อมาถูกกําหนดให้เป็น"วันจักรี" ราชวงศ์จักรีนี้ได้ปกครองราชอาณาจักรไทยมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน และถึงแม้ว่าไทยจะเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบประชาธิปไตย พระมหากษัตริย์ก็ยังทรงดำรงตำแหน่งพระประมุขของชาติ ตามที่รัฐธรรมนูญฯ แห่งราชอาณาจักรไทยบัญญัติไว้
ในปี พ.ศ.๒๓๒๕ อันเป็นปีที่สถาปนากรุงรัตนโกสินทร์นั้น ก็เป็นเวลาเดียวกันกับที่พระเจ้าปดุงได้ปราบดาภิเษกขึ้นครองแผ่นดินกรุงอังวะเช่นกัน โดยเป็นพระมหากษัตริย์ลำดับที่ ๖ แห่งราชวงศ์คองบอง ซึ่งเป็นราชวงศ์สุดท้ายของพม่า
พระเจ้าปดุงเป็นพระโอรสลำดับที่ ๕ ใน ๖ พระองค์ของพระเจ้าอลองพญา มี พระนามเมื่อครองราชย์ว่าบะโดนมื่น ซึ่งหมายถึงพระราชาจากเมืองบะโดน พระองค์ได้ย้ายพระราชวังและสร้างเมืองใหม่ชื่อเมืองอมรปุระ ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงอังวะเมืองหลวงของพม่าในเวลานั้นประมาณ ๑๐ กิโลเมตร
พระองค์ได้เริ่มทำสงครามประกาศพระราชอำนาจ โดยการเอาชนะอาณาจักรยะไข่ที่ไม่เคยได้ครอบครองมาก่อนได้สำเร็จ และได้อัญเชิญพระมหามัยมุนี อันเป็นพระพุทธรูปประจำชาติของพม่ามาประดิษฐานไว้ที่นครมัณฑะเล
จากการที่รบเอาชนะอาณาจักรยะไข่หรืออาระกันที่ไม่เคยพ่ายแพ้ใครมาก่อน ทำให้เกิดแรงบันดาลใจที่จะประกาศศักดาให้มากขึ้น โดยประกาศว่าจะทำสงครามเพื่อพิชิตโมกู (อินเดีย) จีน และโยดะยาซึ่งหมายถึงรัตนโกสินทร์ให้ได้
ในปี พ.ศ.๒๓๒๘ พระเจ้าปดุงจึงสั่งเกณฑ์กองทัพมีจำนวนมากกว่า ๑๔๐,๐๐๐ คน ซึ่งเป็นไพร่พลมากที่สุดในประวัติศาสตร์การรบของพม่าในช่วงนั้น จัดเป็น ๙ ทัพ แยกเป็น ๕ เส้นทาง หมายมาตีกรุงรัตนโกสินทร์ให้ย่อยยับ โดยพระองค์ทรงเป็นจอมทัพตั้งฐานบัญชาการที่เมืองเมาะตะมะ แต่เมื่อเสด็จมาถึงกลับพบว่าแม่ทัพไม่สามารถจะเตรียมเสบียงและยุทธปัจจัยสงครามได้ ทำให้พระองค์ทรงพระพิโรธเป็นอย่างมาก ถึงขนาดพุ่งหอกซัดเข้าใส่แม่ทัพใหญ่จนเสียชีวิตกลางที่ประชุม และพระองค์ยังไม่สนใจในข้อด้อยคือความไม่พร้อมของทหารด้วย ซึ่งนั่นคือสัญญาณแห่งหายนะครั้งยิ่งใหญ่ของกองทัพพระเจ้าปดุง
ทัพทั้ง ๙ นั้นประกอบไปด้วย พัพที่ ๑ แม่ทัพคือ แมงยีแบงข่องกยอ กำลังพล ๑๐,๐๐๐ คน ยกไปทางใต้ ตั้งทัพที่มะริด เพื่อให้ตีตั้งแต่ชุมพรลงไป แต่เมื่อแม่ทัพถูกหอกซัดจนตายในที่ประชุม จึงแต่งตั้งเกงหวุ่นแมงยีมหาสีหะสุระ อัครมหาเสนาบดีเป็นแม่ทัพแทน
ทัพที่ ๒ แม่ทัพคืออนอกแฝกคิดหวุ่น กำลังพล ๑๐,๐๐๐ คน ตั้งทัพที่เมืองทวาย โดยเข้ามาทางด่านบ้องตี้ เพื่อให้ตีกวาดหัวเมืองฝ่ายตะวันตก ตั้งแต่ราชบุรีเพชรบุรี ลงไป
ทัพที่ ๓ แม่ทัพคือหวุ่นคยีสะโดะศิริมหาอุจจะนา เจ้าเมืองตองอู กำลังพล ๓๐,๐๐๐ คน ยกมาทางเหนือผ่านเชียงแสน เพื่อให้ตีลงมา นครลำปาง สวรรคโลก สุโขทัย และมาบรรจบกับทัพหลวงที่กรุงเทพฯ
ทัพที่ ๔ แม่ทัพคือเมียนหวุ่นเเมงยีมหาทิมช่อง กำลังพล ๑๐,๐๐๐ คน มาตั้งที่เมาะตะมะเป็นทัพหน้า โดยเข้ามาทางด่านเจดีย์สามองค์
ทัพที่ ๕ แม่ทัพคือเมียนเมหวุ่น กำลังพล ๕๐,๐๐๐ คน มาตั้งที่เมืองเมาะตะมะเป็นทัพหนุนเข้าตีกรุงเทพฯ
ทัพที่ ๖ แม่ทัพคือตะแคงกามะ ศิริธรรมราชา ราชบุตรที่ ๒ กำลังพล ๑๒,๐๐๐ คน ตั้งทัพที่เมาะตะมะ เป็นทัพหน้าที่ ๑ ของทัพหลวง
ทัพที่ ๗ แม่ทัพคือตะแคงจักกุ กำลังพล ๑๑,๐๐๐ คน ตั้งทัพที่เมาะตะมะ เป็นทัพหน้าที่ ๒ ของทัพหลวง
ทัพที่ ๘ เป็นทัพหลวงมีพระเจ้าปดุงเป็นจอมทัพ กำลังพล ๕๐,๐๐๐ คน
ทัพที่ ๙ แม่ทัพคือจอข่องนรธา กำลังพล ๕,๐๐๐ คน เข้ามาทางด่านแม่ละเมา เข้าสู่ตาก กำแพงเพชร เพื่อลงมาบรรจบทัพหลวง
เมื่อทราบข่าวสงคราม สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ จึงโปรดให้ประชุมเสนาบดีและขุนทหารทั้งหลาย แล้วจัดทัพซึ่งมีกำลังพลประมาณ ๗๐,๐๐๐ คน แบ่งกำลังเข้าต่อสู้กับทัพพม่าเป็น ๔ เส้นทาง
ทัพที่ ๑ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงอนุรักษ์เป็นแม่ทัพ กำลังพล ๑๕,๐๐๐ คน ตั้งรับ ที่นครสวรรค์
ทัพที่ ๒ กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทเป็นแม่ทัพ กำลังพล ๓๐,๐๐๐ คน ตั้งรับที่เมืองกาญจนบุรี
ทัพที่ ๓ เจ้าพระยาธรรมาธิกรกับเจ้าพระยายมราชเป็นแม่ทัพ กำลังพล ๕,๐๐๐ คน ตั้งทัพสกัดกองทัพพม่าที่จะขึ้นมาทางเมืองทวาย
ทัพที่ ๔ เป็นทัพหลวง พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ ทรงเป็นแม่ทัพ เตรียมพร้อมที่ชานพระนคร กำลังพล ๒๐,๐๐๐ คนเศษ เพื่อเป็นทัพหนุน
สงคราม ๙ ทัพในครั้งนี้ จอมทัพผู้ที่ต้องถือว่าเป็นผู้พิชิตศึกอย่างแท้จริง คือกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทหรือวังหน้าพระยาเสือ ซึ่งทรงนำทัพเข้าต่อสู้ในสนามรบหลัก ได้แก่บริเวณทุ่งลาดหญ้า
พระองค์ทรงใช้กำลังทัพที่มีอยู่ในการสกัดกั้นทัพใหญ่ของพม่า ไม่ให้ล่วงล้ำ เข้ามาได้จากการที่มีความรู้เรื่องของชัยภูมิมากกว่า โดยการสกัดกั้น จำกัดพื้นที่ให้ทัพพม่าอยู่ในบริเวณช่องเขา แล้วตั้งทัพรูปปีกกาโอบล้อมเข้าด้านข้าง รวมทั้งการรบในรูปแบบกองโจร และการตัดเส้นทางเสบียงโดยใช้ทัพย่อย จนในที่สุดทำให้ทัพของพม่าต้องสูญเสียอย่างมาก ไม่สามารถจะรุกรบเดินหน้าเข้ามาได้ ตลอดจนเสบียงอาหารก็หมดลงเรื่อย ๆ จนกระทั่งพระเจ้าปดุงต้องยอมถอนทัพหลวงกลับไปยังอาณาจักรอังวะ
ในการรบเพื่อนำไปสู่ชัยชนะนั้น กรมพระราชวังบวรฯจะกล่าวปลุกขวัญทหารว่า "พวกเจ้าเป็นไพร่หลวง ข้าเป็นพระราชวงศ์ แต่เจ้ากับข้าเหมือนกันอยู่อย่างหนึ่ง นั่นคือเราเป็นคนไทย เป็นเจ้าของแผ่นดินเหมือนกัน รบวันนี้เราจะแสดงให้ผู้รุกรานเห็นว่า เราหวงแหนแผ่นดินแค่ไหน รบวันนี้เราจะไม่กลับมาค่ายนี้อีก จนกว่าจะขับไล่ศัตรูไปพ้นชายแดน ข้าจะไม่ขอให้พวกเจ้ารบเพื่อใคร นอกจากรบเพื่อแผ่นดินของเจ้าเอง แผ่นดินที่เจ้ามอบให้ลูกหลานของเจ้าได้อยู่อาศัยอย่างเป็นสุขสืบไป"
หลังจากนั้นพระองค์ยกทัพลงใต้เพื่อปราบทัพพม่าทางใต้ทั้งหมด และได้ชัยชนะอย่างเบ็ดเสร็จ
ส่วนทางทิศเหนือนั้น สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ ทรงนำทัพขึ้นไป สามารถรบชนะทัพของพม่าที่เชียงใหม่ ลำปางและอื่นๆ ทั้งหมด ได้เมืองเชียงใหม่กลับคืนมาเป็นของอาณาจักรรัตนโกสินทร์จนถึงทุกวันนี้
หลังจากพ่ายแพ้ในสงครามเก้าทัพ ราชวงศ์คองบองของพระเจ้าปดุงก็เสื่อมถอยลงตามลำดับ จนในที่สุดพม่าต้องตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ
การก่อสงครามของสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลที่กระทำต่ออิหร่าน ก็คงไม่ต่างกันนัก จากการที่คิดว่าประเทศตัวเองยิ่งใหญ่ มีความสามารถ ตลอดจนมีอาวุธยุทโธปกรณ์ที่น่าจะเอาชนะใครก็ได้ทั้งโลก และเมื่อยึดเอาประโยชน์ส่วนตนที่อาจจะได้มาไม่ว่าจะบ่อน้ำมันในประเทศอิหร่าน หรือการล้มล้างการปกครองที่ตัวเองไม่เห็นด้วยและการที่ไม่ยอมสยบกับพวกตน จึงทำให้หลงผิดถึงกับก่อสงครามตะวันออกกลางขึ้น ซึ่งถึงแม้จะผ่านมาเป็นระยะเวลากว่า ๑ เดือนแล้ว ก็ไม่อาจเอาชนะได้ และเชื่อแน่ว่าในที่สุดก็จะต้องถอนกำลังที่มีอยู่ออกทั้งหมด เพราะตัวเองก็สูญเสียทั้งทรัพยากรและอาวุธยุทโธปกรณ์จำนวนมหาศาลไปมากแล้ว แต่ก็ยังอวดอ้างว่าได้ทำลายโครงสร้างพื้นฐานของอิหร่านจนหมดแล้ว การกล่าวอ้าง จึงเป็นของผู้ที่ต้องถือว่าแพ้แต่ไม่ยอมแพ้ เพราะกลัวเสียหน้านั่นเอง
ต้องขอชมว่ารัฐบาลไทยได้กำหนดบทบาทและวางตัวในสงครามตะวันออกกลางครั้งนี้อย่างดีและเหมาะสมยิ่ง ไม่แสดงให้เห็นว่าไทยเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องที่ถูกต้อง เป็นการรักษาสัมพันธไมตรีที่มีกับชาติอื่นมาอย่างยาวนานเป็นระยะเวลาหลายร้อยปีให้อยู่ด้วยกันได้ทั้งหมด และเชื่อว่าผลกระทบในระยะยาวที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทยจะได้รับการแก้ไขและผ่อนปรน จนในที่สุดกลับเข้าสู่สภาวะปกติ อันจะทำให้ประชาชนชาวไทยซึ่งถึงแม้ในระยะนี้จะมีความยากลำบากและเดือดร้อนอยู่บ้างแต่ก็ต้องอดทน ได้กลับมามีความสุขในอนาคตอันไม่ไกลนี้อีกครั้งหนึ่ง
ปิยะ เนตรวิเชียร

ญาติร่ำไห้รับร่างป้าเทียม วัย 57 เหยื่อรถไฟชนรถเมล์ กลับบ้านเกิดศรีสะเกษ
หมอเดชา ฟาดเดือด!!! ซัดพรรคประชาชนไร้ข้อมูล หรือมี อคติ ปมองคมนตรีร่วมประชุมภัยแล้ง
เช็กบิลย้อนหลัง 30 ปี สหรัฐฯฟ้อง ราอูล คาสโตร อดีตปธน.คิวบา ทรัมป์ ขู่บดขยี้ซ้ำเร็วๆ นี้
วีรกรรมระดับโลก เพจดัง ชี้ ดรามา ดีไซเนอร์เขมร แอ๊บเนียน จนโดนหิ้วปีกหน้าหงายตกพรมแดง
ปภ.แจงประชุมรับมือภัยแล้งเป็นวาระปกติ องคมนตรี ร่วมสังเกตการณ์ต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2560

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี