วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569
สุวรรณภูมิ คือดินแดนที่มีความอุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรธรรมชาติที่มีความหลากหลายอย่างที่สุดตั้งแต่โบราณกาลมาจนถึงปัจจุบัน และอาณาจักรแห่งหนึ่ง ที่มีความเจริญรุ่งเรืองมานานราว ๘๐๐ ปีที่อยู่ในดินแดนแห่งนี้ก็คืออาณาจักรสยาม ซึ่งปัจจุบันคือประเทศไทย
สุวรรณภูมิจึงเป็นดินแดนที่มีชื่อเสียง ที่ไม่ว่าจะเป็นชาติที่อยู่ในเอเชีย ชาติที่อยู่ทางทิศตะวันตก หรือชาติที่อยู่ทางทิศตะวันออก มุ่งที่จะเดินทางมาถึงเพื่อการแลกเปลี่ยนสินค้า ซึ่งนำมาสู่การค้าขายระหว่างกัน
ชาติจากทิศตะวันตกชาติหนึ่ง ที่มีอารยธรรมเก่าแก่ เป็นอาณาจักรที่มีประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน และอาจจะนับได้ว่าเป็นชาติแรก ๆ ที่เดินทางเข้ามายังดินแดนนี้ ทั้งเพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรี และการค้าขายก็คือเปอร์เซีย
สันนิษฐานกันว่า ชาวเปอร์เซียได้เดินทางเข้ามาค้าขายกับดินแดนในแถบนี้ ตั้งแต่สมัยทวารวดี ซึ่งอยู่ราวศตวรรษที่ ๗ จากหลักฐานประติมากรรมดินเผาและปูนปั้นรูปคนสวมผ้าโพกหัวที่ค้นพบในพื้นที่นครปฐม อู่ทอง และเมืองคูบัวจังหวัดราชบุรี ซึ่งมีลักษณะเหมือนหมวกของกลุ่มอารยธรรมซอกเดีย ราชวงศ์โบราณ ของเปอร์เซีย แต่หลักฐานที่ชัดเจนนั้นได้มีการบันทึกไว้ว่า เปอร์เซียได้เข้ามาทำการค้าขายกับกรุงศรีอยุธยาในปลายสมัยของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ที่ต่อเนื่องมายังสมัยของสมเด็จพระเอกาทศรถ
ชาวเปอร์เซียรุ่นบุกเบิกที่ถูกกล่าวถึงคือพ่อค้าชื่ออะหมัด หรือที่เรียกว่าเฉกอะหมัด โดยคำว่าเฉกนั้นมาจากคำว่าชีคที่แปลว่าเป็นหัวหน้า โดยเดินทางมาถึงกรุงศรีอยุธยาในปี พ.ศ.๒๑๔๕ และเข้าสวามิภักดิ์ต่อกษัตริย์ไทย โดยเฉกอะหมัดกูมี นำเรือสำเภาบรรทุกสินค้าเข้ามาถึงกรุงศรีอยุธยาพร้อมกับน้องชายชื่อมะหะหมัดซาอิด นำเรือเข้าเทียบท่าที่ป้อมเพชร ตำบลท้ายคู ซึ่งเรื่องนี้ถูกบันทึกไว้ในจดหมายเหตุปฐมวงศ์สกุลบุนนาค ซึ่งเป็นต้นสกุลของชาวเปอร์เซียที่เข้ามาสู่ประเทศไทยและได้รับใช้ราชการตั้งแต่สมัยอยุธยามาจนถึงกรุงรัตนโกสินทร์
สัมพันธภาพของชาวเปอร์เซียและอยุธยาเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ ชาวเปอร์เซียส่วนหนึ่งได้เข้ามาอาศัย ขยายชุมชนและมีบทบาททางการค้ารวมทั้งการเมืองในกรุงศรีอยุธยามากขึ้น บางคนดำรงตำแหน่งขุนนางระดับสูงและเป็นเจ้าเมือง สำคัญหลายแห่ง โดยเฉพาะในรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
วัฒนธรรมเปอร์เซียหลายอย่างได้ถูกแพร่หลายในอยุธยา อาทิ การแต่งกาย ฉลองพระองค์ครุยของพระมหากษัตริย์ เสื้อครุยของคุณนางในราชสำนัก ลอมพอกหรือหมวกยอดแหลมสูง ฉลองพระบาทเชิงงอน ซึ่งส่วนหนึ่งของอิทธิพลนี้ปรากฏในเครื่องราชกกุธภัณฑ์ของพระมหากษัตริย์ไทย
เฉกอะหมัด ประสบความสำเร็จทางการค้าจนเป็นเศรษฐีใหญ่ ตั้งรกรากในเมืองไทยและแต่งงานกับคนไทย ได้สร้างสายสัมพันธ์กับขุนนางทั้งหลายโดยแนะนำเรื่องการค้าขายระหว่างประเทศรวมทั้งช่วยเจ้าพระยาคลังในสมัยแผ่นดินของพระเจ้าทรงธรรมเพื่อปรับปรุงราชการในกรมท่าด้วย จนได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้ากรมท่าขวา ดูแลการค้าต่างประเทศด้านตะวันตกของอ่าวไทย และต่อมาได้รับตำแหน่งจุฬาราชมนตรี หรือขุนนางผู้ดูแลกิจการมุสลิมในไทยเป็นคนแรก เป็นที่มาของการเป็นต้นสกุลบุนนาค
ในสมัยของสมเด็จพระนารายณ์นั้น หลานของเฉกอะหมัดคืออกามะหะหมัด อัสตราบาดี ได้กลายเป็นพระสหายสนิทของพระนารายณ์ และมีบทบาทสำคัญในการนำกองกำลังมุสลิมช่วยพระนารายณ์ชิงราชบัลลังก์ได้ โดยสร้างกลอุบายเป็นขบวนแห่เจ้าเซ็นของมุสลิมนิกายชีอะห์ เคลื่อนขบวนเข้าสู่เขตพระราชวัง ทำให้กองกำลังของมุสลิมบุกทะลวงเข้าช่วยพระนารายณ์ให้ได้รับชัยชนะ
ในช่วงนั้นมีขุนนางมุสลิมเป็นใหญ่เป็นโตกันมาก บ้างก็เป็นเจ้าเมืองสำคัญเช่นมะริด ตะนาวศรี ถลาง พริบพลี หรือเพชรบุรี และยังได้ติดยศที่สำคัญ เช่น เป็น ออกญาพิชิต อับดูร์ ราซซัค
พระนารายณ์ได้มีพระดำริที่จะส่งทูตไปเปอร์เซีย ๓ ครั้ง และประสบความสำเร็จในการเดินทางครั้งที่ ๓ เมื่อปี พ.ศ.๒๒๒๕ โดยในครั้งแรกเรือแตกระหว่างเดินทาง ส่วนครั้งที่ ๒ เรือโดนปล้นโดยโจรสลัด
คณะทูตได้รับการต้อนรับอย่างดีจากราชสำนักเปอร์เซีย ได้เข้าเฝ้ากษัตริย์สุไลมานที่ ๑ แห่งราชวงศ์ซาฟาวิด ณ พระราชวังเชเฮลโซตุน โดยฑูตไทยแต่งกายสวมหมวกลอมพอก ใส่ชุดคลุมและเหน็บกริชอย่างชาวเปอร์เซีย และทางเปอร์เซียได้ตอบแทนโดยส่งคณะราชทูตมายังกรุงศรีอยุธยาในปี พ.ศ.๒๒๒๘
สัมพันธภาพของอยุธยาและเปอร์เซียตกต่ำลงในช่วงเวลาต่อมา หลังจากที่มีพ่อค้าชาวกรีกชื่อคอนสแตนติน ฟอลคอนได้เดินทางมายังอยุธยา และจากความรู้ความสามารถที่มีอยู่ จึงมีโอกาสได้รับใช้ใกล้ชิดพระนารายณ์และสร้างสถานการณ์ต่างๆ จนทำให้พระนารายณ์ทรงหลงเชื่อว่า ชาวเปอร์เซียที่มาค้าขายนั้นเป็นพวกที่ไม่ซื่อสัตย์ ทั้งการใช้เงินของแผ่นดินและการค้าขายต่าง ๆ จนทำให้กระแสของเปอร์เซียเสื่อมไปในที่สุด
เปอร์เซียเปลี่ยนชื่อประเทศเป็นอิหร่านเมื่อวันที่ ๒๑ มีนาคม พ.ศ.๒๔๗๘ โดยการประกาศของพระเจ้าเรชา ชาห์ ปาห์ลาวี และมีการสถาปนาสัมพันธ์ทางการทูตกับไทยอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ ๙ พฤษภาคม พ.ศ ๒๔๙๘ ถึงปัจจุบันเป็นเวลา ๗๐ ปี แต่หากนับย้อนไปตั้งแต่อดีตกาลไทยและเปอร์เซียซึ่งปัจจุบันคืออิหร่านมีสัมพันธ์อันดีและแน่นแฟ้นกันมานานกว่า ๔๐๐ ปีแล้ว
วันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๖๙ ถือว่าเป็นวันอันเลวร้ายของสังคมของโลกใบนี้ โดยเป็นวันที่สหรัฐอเมริการ่วมกับอิสราเอล ได้โจมตีประเทศอิหร่านอย่างไม่บอกกล่าว เป็นการโจมตีด้วยขีปนาวุธร้ายแรง ซึ่งก็คือการประกาศสงครามนั่นเอง ผลการโจมทำให้เกิดความเสียหายต่อบ้านเรือนและชีวิตผู้คนจำนวนหนึ่ง โดยเฉพาะ การโจมตีโรงเรียนชั้นประถมในกรุงเตหะราน เมืองหลวงของอิหร่าน ทำให้เด็กนักเรียนต้องสังเวยชีวิตมากกว่า ๑๖๐ ราย เป็นการกระทำซึ่งขัดต่อหลักการของสงครามสากลและปราศจากซึ่งมนุษยธรรมอย่างสิ้นเชิง สมควรได้รับการประนาม
นอกจากนี้ยังมีการยิงขีปนาวุธทำลายที่พักอาศัยของผู้นำจิตวิญญาณของ อิหร่าน ทำให้อยาตอลเลาะห์ อวลี คาเมเนอี และครอบครัวหลายคนต้องเสียชีวิต โดยสหรัฐอเมริกาคาดหวังว่าการทำลายชีวิตของบุคคลผู้นี้ได้ จะทำให้อิหร่าน ต้องประกาศยอมแพ้ และเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองที่สหรัฐอเมริกามองว่าเป็นภัยต่อโลก แต่โดยแท้จริงแล้วอาจจะเกิดจากความเกรงกลัวที่การซื้อขายน้ำมันซึ่งอิหร่านเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ของโลกประเทศหนึ่ง จะถูกเปลี่ยนแปลงจากการใช้เงินปีโตรดอลลาร์ไปสู่เงินในระบบอื่น ซึ่งย่อมส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อฐานะทางเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา
การกระทำดังกล่าวเป็นผลที่ทำให้อิหร่านต้องลุกขึ้นมาต่อสู้และโต้ตอบ โดยการใช้ขีปนาวุธเช่นกัน ยิงทำลายไปยังประเทศอิสราเอลทั้งเทลาวีฟที่เป็นเมืองหลวงและที่อื่น ๆ แต่ที่ทำให้สหรัฐอเมริกาต้องเคียดแค้นมากคือการยิงทำลาย ฐานทัพและสถานทูตของอเมริกาที่ตั้งอยู่ในประเทศแถบตะวันออกกลางเกือบทั้งหมด ซึ่งทำให้การโจมตีของทั้งสองฝ่ายเพิ่มความรุ่นแรงมากยิ่งขึ้น
อิหร่านได้ตัดสินใจใช้กลยุทธ์ที่สำคัญคือการปิดช่องแคบฮอร์มุซของอิหร่านซึ่งเป็นช่องทางสำคัญในการลำเลียงน้ำมันทางเรือทั้งหมดจากประเทศในแถบตะวันออกกลางมาสู่เอเชียและดินแดนส่วนอื่นทั่วโลก รวมทั้งการห้ามเรือขนส่งทุกชนิดของประเทศอื่น ๆ ที่ไม่ได้รับอนุญาตวิ่งผ่านช่องแคบนี้ มิฉะนั้นจะถูกทำลาย จนส่งผลให้เกิดผลกระทบในด้านปริมาณน้ำมันส่งออกและราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกประเทศทั่วโลก
เรือขนสินค้ามยุรีนารีของไทยที่ถูกขีปนาวุธของอิหร่านยิงในช่องแคบฮอร์มุซจนเสียหาย และลูกเรือยังสูญหายอีก ๓ คนนั้น ก็เป็นผลจากการไม่เชื่อฟังคำประกาศ
หลังเกิดเหตุรัฐบาลไทยโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้พยายามประสานไปยังอิหร่านและโอมานในการให้ความช่วยเหลือ ซึ่งในที่สุดก็ได้รับการตอบรับที่ดี และนอกจากนี้อิหร่านยังอนุญาตให้เรือขนส่งน้ำมันของไทย เดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซกลับสู่ประเทศไทยได้แล้วด้วยซึ่งน่าจะเป็นสัญญาณที่ดีในเรื่องสัมพันธภาพของทั้ง ๒ ประเทศ
และหากความสัมพันธ์นี้เพิ่มขึ้นไปจนถึงระดับที่อิหร่าน จะขายน้ำมันให้กับไทยในราคาถูกพิเศษตามที่มีข่าวอยู่บ้าง ก็จะเกิดประโยชน์อย่างยิ่งต่อไทย ซึ่งรัฐบาลควรจะรีบเร่งดำเนินการแก้ไขกฎระเบียบเพื่อให้ดำเนินการได้จริง ซึ่งจะเป็นเครื่องยืนยันถึงความสัมพันธ์ที่มียาวนานกว่า ๔๐๐ ปีของทั้ง 2 ประเทศว่าเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ และสามารถจะดำรงไว้ให้อยู่อย่างยาวนานได้อย่างแน่นอน
ปิยะ เนตรวิเชียร

มาดูโร อดีตผู้นำเวเนฯ โพสต์ X ครั้งแรก จากในเรือนจำสหรัฐฯ
เฉลยแล้วที่ไหน! บุ๋ม ปนัดดา ตื่นเต้น เขียนใบสมัครงานในรอบ 30 ปี
ไทยคู่ฟ้า แจงยิบ เปิดความจริง ราคาน้ำมันไทย ทำไมต้องอิงสิงคโปร์
สุรเดช ฟันธง วิกฤตพลังงานประเทศ พีระพันธุ์ ช่วยได้ แนะ นายกฯ เชิญมาร่วมรัฐบาลคุม ก.พลังงาน
ศศิกานต์ โต้ สิริพงศ์ ป้อง พีระพันธุ์ ชี้ช่วยประเทศหาทางออกวิกฤตน้ำมัน ทำไมรัฐบาลไม่รับฟัง

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี