วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569
คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เห็นชอบ 2 มาตรการสำคัญ ได้แก่(1) การปรับปรุงนโยบายอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย และ(2) การส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา (Solar Rooftop)สำหรับภาคประชาชน
1. การปรับปรุงนโยบายอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย
อัตราค่าไฟฟ้าแบบขั้นบันได มีอยู่ก่อนแล้ว และใช้อยู่นานแล้ว (สมัยรมต.พีระพันธุ์เป็น รมว.พลังงาน ก็ใช้อัตราค่าไฟฟ้าแบบก้าวหน้า)
การปรับปรุงค่าไฟฟ้าแบบก้าวหน้า (Progressive Rate) ครั้งนี้ เฉพาะผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านที่อยู่อาศัย มุ่งส่งเสริมการใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ แก้ปัญหาวิกฤตพลังงานอย่างเร่งด่วน และมุ่งเน้นลดภาระค่าครองชีพของประชาชน
กพช.เห็นชอบอัตราค่าไฟฟ้าแบบก้าวหน้า (Progressive Rate) สำหรับการใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรก ในอัตราไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย
และการใช้ไฟฟ้าที่มากกว่า 200 หน่วยขึ้นไปเป็นอัตราก้าวหน้าที่สะท้อนและส่งเสริมให้เกิดการใช้ไฟฟ้าอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้น
มอบหมาย กกพ. ร่วมกับ กฟน. และ กฟภ. ดำเนินการปรับปรุงการออกแบบอัตราค่าไฟฟ้าแบบก้าวหน้า (Progressive Rate) ให้เป็นไปตามนโยบายและกฎหมายว่าด้วยการประกอบกิจการพลังงาน ให้แล้วเสร็จภายในเดือนมิถุนายน 2569 ตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569
มอบหมาย กกพ. นำเงิน Bypass Gas จำนวน 369,568,004.06 บาท มาเป็นส่วนลดค่า Ft งวดเดือนพฤษภาคม–สิงหาคม 2569 สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไม่เกิน 200 หน่วยต่อเดือน ตามมติ ครม. วันที่ 28 เมษายน 2569
มอบหมายให้การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย ได้แก่ กฟน. และ กฟภ. ร่วมกับ กกพ. ศึกษาแนวทางการลงทุนติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคาให้กับบ้านอยู่อาศัย เพื่อให้บริการจำหน่ายไฟฟ้าที่ผลิตได้ให้กับบ้านอยู่อาศัยดังกล่าว ในอัตราค่าไฟที่เหมาะสมและเป็นธรรม และนำเสนอผลการศึกษา ต่อ กพช. โดยเร็ว
นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน ยืนยันว่า การปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าใหม่สำหรับครัวเรือน 200 หน่วยแรกจะเก็บไม่เกิน 3 บาท โดยสูตรค่าไฟใหม่จะทำให้ค่าไฟถูกลงทั้งระบบ 30-40% การปรับโครงสร้างค่าไฟใหม่ครั้งนี้ เฉพาะสำหรับครัวเรือนของประชาชน ไม่เกี่ยวกับกิจการหรืออุตสาหกรรมขนาดใหญ่ โดยคำนวณแล้วมีทั้งหมด 23 ล้านครัวเรือน โดยการคำนวณ 200 หน่วยแรก จะได้ทุกคน
สำหรับประเด็นโซเชียลที่ว่า ผู้ใช้ 400 หน่วยขึ้นไป ต้องจ่าย 5 บาททั้งหมดนั้นนายเอกนัฏยืนยันว่า “ไม่ใช่” เพราะการคิดค่าไฟจะเป็นแบบ #ขั้นบันได ไม่ใช่ #การเหมาจ่ายซึ่งเมื่อใช้เกิน 200 หน่วย ก็จะได้ประโยชน์จากการใช้ไฟเช่นกัน สำหรับครัวเรือนที่ใช้ไฟใน200 หน่วยแรก จะได้ประโยชน์เต็มๆ และค่าไฟจะลดลง 20% ส่วนผู้ที่ใช้เกิน 200 หน่วยจะได้อานิสงส์จาก 200 หน่วยแรก ซึ่งจะถูกลง 10% การปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าสำหรับภาคครัวเรือนนี้ เพื่อลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน และลดการพึ่งพาก๊าซ LNG จากต่างประเทศที่มีความผันผวนสูง
2. ส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา (Solar Rooftop) ภาคประชาชน
กพช. เห็นชอบแนวทางการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจาก Solar Rooftop สำหรับประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย
รับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินจากประชาชนที่ติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาที่พักอาศัย รูปแบบ Net Billing เป้าหมายรับซื้อรวมทั้งประเทศไม่เกิน 500 เมกะวัตต์ โดยกำหนดปริมาณไฟฟ้าเสนอขายต่อมิเตอร์ไม่เกิน 5 กิโลวัตต์ โดยการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายจะรับซื้อไฟฟ้าในอัตรา 2.20 บาท/หน่วย มีระยะเวลารับซื้อ 10 ปี
มอบหมาย กกพ. ออกระเบียบและประกาศรับซื้อไฟฟ้าตามแนวทางดังกล่าว ให้แล้วเสร็จภายในเดือนมิถุนายน 2569
นี่คือการเริ่มต้นเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าได้ด้วยตนเองลดภาระค่าพลังงานในระยะยาว เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรพลังงาน สนับสนุนการกระจายศูนย์กลางการผลิตไฟฟ้า และสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในการส่งเสริมพลังงานสะอาดควบคู่กับการปรับโครงสร้างตลาดพลังงานสู่การเปิดตลาดไฟฟ้าเสรี
3. ดราม่าค่าไฟฟ้าอัตราก้าวหน้า
อัตราค่าไฟฟ้าแบบขั้นบันได อัตราก้าวหน้า มีใช้อยู่ก่อนแล้ว และตอนนายพีระพันธุ์เป็น รมว.พลังงาน ก็ใช้อัตราค่าไฟฟ้าแบบขั้นบันไดในอัตราก้าวหน้า (ต่างกันแค่ตัวเลขค่าไฟ ซึ่งแปรผันไปตามราคาต้นทุนเชื้อเพลงที่ใช้ผลิตไฟฟ้า)
ยกตัวอย่าง โครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าแบบขั้นบันได สำหรับบ้านอยู่อาศัย ประเภท 1.1.2 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่พฤษภาคม 2566
.png)
.png)
1–150 หน่วย = 3.2484 บาท
151–400 หน่วย = 4.2218 บาท
เกิน 400 หน่วย = 4.4217 บาท
โครงสร้างขั้นบันไดแบบนี้ ใช้มาก่อนหน้านี้ตลอด
4. นายพงศ์พล ยอดเมืองเจริญ (ลอรี่)ทีมสุดซอย เผยกลยุทธ์ปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าแบบขั้นบันไดใหม่ ตอบโจทย์ปัญหาของประเทศในขณะนี้อย่างไร?
ล่าสุด ที่ประชุม กพช. มีมติเห็นชอบในหลักการให้ 200 หน่วยแรก มีอัตราค่าไฟฐานไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย และเป็นขั้นบันได (ซึ่งจากหน่วยที่ 201 ขึ้นไปยังอยู่ในระหว่างการออกแบบโครงสร้างราคาใหม่) โดยส่งผลให้ 90% ของครัวเรือนทั้งหมดค่าไฟลดลง ซึ่งหากมีการใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 500 หน่วยต่อเดือน หรือประมาณ 2,200 บาทต่อเดือน ค่าไฟฟ้าโดยเฉลี่ยจะถูกลงกว่าโครงสร้างเดิม
การเปรียบเทียบตามปริมาณการใช้งาน (ตัวเลขและขั้นบันได ซึ่งยังอยู่ในขั้นออกแบบใหม่ แต่โดยประมาณการมีดังนี้)
กลุ่มใช้ไฟน้อย (0 - 200 หน่วย): อัตรา 3 บาท ซึ่งประหยัดค่าไฟได้ประมาณ 20% หรือคิดเป็นเงินประมาณ 120 - 200 บาทต่อเดือน (อัตราเดิม 3.65 บาท)
กลุ่มใช้ไฟปานกลาง (201 - 400 หน่วยต่อมา): คาดการณ์อัตราค่าไฟที่ 3.60 บาทต่อหน่วยซึ่งยังคงถูกกว่าราคาตลาดเดิม (อัตราเดิม 4.00 บาท)
กลุ่มใช้ไฟสูง (401 - 500 หน่วยต่อมา): คาดการณ์อัตราค่าไฟที่ 4.00 บาทต่อหน่วย ยังถูกลงกว่าอัตราเดิม (อัตราเดิม 4.10 บาท)
กลุ่มใช้ไฟมาก (501 - 750 หน่วยต่อมา): อัตราค่าไฟจะเริ่มขยับสูงขึ้น คาดการณ์ที่ 4.50 บาท (อัตราเดิม 4.20 บาท)
กลุ่มใช้ไฟสูงมาก (750 หน่วยขึ้นไป): อัตราค่าไฟจะอาจจะอยู่ที่หน่วยละ 5 บาท(อัตราเดิม 4.35 บาท)
นายพงศ์พลย้ำว่า ผู้ที่ใช้ไฟไม่เกิน 500 หน่วย จะเสียค่าไฟฟ้าโดยรวมถูกลงหรือเท่าเดิม เมื่อเทียบกับอัตราปัจจุบัน
โดยการปรับครั้งนี้ ถือเป็นการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ในรอบ 20 ปี สาเหตุสำคัญของการปรับโครงสร้างครั้งนี้ ส่วนหนึ่งมาจากวิกฤตการณ์พลังงานที่โครงสร้างพื้นฐาน LNG ในประเทศกาตาร์ได้รับความเสียหาย ซึ่งคาดว่าต้องใช้เวลาซ่อมแซมอย่างน้อย 6 เดือน ส่งผลให้ไทยต้องนำเข้า LNG แบบ Spot จากแหล่งอื่น เช่น ออสเตรเลีย หรืออเมริกา ซึ่งมีราคาสูงกว่า การปรับค่าไฟจึงเป็นกลยุทธ์ระยะยาวเพื่อลดปริมาณการนำเข้าก๊าซเหล่านี้
5. เจาะลึกระดับโครงสร้าง : “ค่าไฟขั้นบันได” รัฐมีเจตนาอะไร?
นายภาณุรัช ดำรงไทย ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานและนวัตกรรม มองว่า เบื้องหลังกลไกนี้คืออะไร ต้นทุนที่แท้จริงมาจากไหน และทางออกระดับประเทศที่คุ้มค่าที่สุดควรไปทางไหน?
“...รัฐไม่ได้แกล้งหาเรื่องเก็บเงินเพิ่ม แต่กลไกไฟฟ้าคือ “ยิ่งพีค ยิ่งแพง”
ก่อนอื่น ต้องอธิบายด้วยความเป็นธรรม และมองในมุมของการบริหารจัดการโครงข่ายไฟฟ้า (Grid Management) ครับ
เจตนาของการทำค่าไฟขั้นบันได ไม่ใช่เพื่อการสูบเลือดสูบเนื้อประชาชน แต่ในทางวิศวกรรมพลังงาน เรามีหลักการที่เรียกว่า Merit Order เมื่อมีความต้องการใช้ไฟฟ้าพุ่งสูงขึ้นพร้อมๆ กัน (Peak Demand) โดยเฉพาะในช่วงหน้าร้อน ระบบไม่สามารถรอไฟจากโรงไฟฟ้าฐานที่ต้นทุนถูกได้ รัฐจำเป็นต้องไปสั่งเดินเครื่องโรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิง “ต้นทุนแพงที่สุด” (Peaking Plant) เพื่อปั่นไฟมาเติมในระบบให้ทันใช้ ดังนั้น แนวคิดที่ว่า “ผู้ที่ใช้ไฟฟ้าในปริมาณที่สูงมาก (เกินเกณฑ์มาตรฐานทั่วไป) ควรเป็นผู้รับภาระต้นทุนส่วนเพิ่มนี้” จึงเป็นเรื่องที่สะท้อนต้นทุนตามความเป็นจริง (Marginal Cost) เพื่อเป็นกุศโลบายในการกระตุ้นให้เกิดการประหยัดและบริหารจัดการพลังงานครับ...
หากเรามาดูโครงสร้างต้นทุน (ซึ่งเป็นการประมาณการและวิเคราะห์จากข้อมูลสาธารณะต่างๆ ทั้งจากหน่วยงานรัฐและแนวโน้มตลาดโลก) เราจะเห็น “ตัวการ” ชัดเจนครับ!
ต้นทุนก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยที่ราคายังพอรับได้อยู่ที่ราวๆ 2.7 บาท/หน่วย แต่วิกฤตมันอยู่ที่ก๊าซในอ่าวไทยมีปริมาณจำกัด ทำให้เราต้องพึ่งพา “ก๊าซธรรมชาติเหลวนำเข้า (LNG)” ที่ราคาพุ่งไปถึงระดับ 5.6 บาท/หน่วย! (แถมยังต้องเจอกับค่าความผันผวนและค่าผ่านท่ออีก)
ยิ่งในปัจจุบัน สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางและภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) มีความตึงเครียดสูงมาก ราคา Spot LNG ในตลาดโลกมีความอ่อนไหวและพร้อมจะดีดตัวแพงขึ้นได้ทุกเมื่อ การเอาความมั่นคงทางพลังงานของประเทศไปแขวนไว้กับ LNG นำเข้าจึงเป็นความเสี่ยงระดับชาติ
ทางออกที่ต้นทุนการผลิตไฟฟ้า (LCOE) ถูกที่สุด แข่งขันได้ดีที่สุด และควรนำมาอุดรอยรั่วนี้อย่างเร่งด่วน คือ “พลังงานแสงอาทิตย์ (Solar)” ครับ…
....การทำค่าไฟขั้นบันไดภาคประชาชน เป็นมาตรการลด Demand การใช้ไฟที่ดีและสมเหตุสมผลในเชิงวิศวกรรมครับ แต่หากประเทศต้องการแก้ปัญหา “โครงสร้างค่าไฟแพง” แบบยั่งยืนและตรงจุดที่สุด…ภาครัฐควรเทน้ำหนักไปที่การ “ปลดล็อกกฎระเบียบ และให้มาตรการจูงใจ (Incentives) ขั้นสุด” เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจ หันมาติดตั้งSolar อย่างเต็มรูปแบบครับ เพราะหากกลุ่มธุรกิจที่กินไฟกว่าครึ่งประเทศ สามารถดึงพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้แทนได้ในช่วงกลางวัน เราจะสามารถลดการนำเข้า LNG ราคาแพงหูฉี่ลงไปได้มหาศาล ซึ่งผลลัพธ์สุดท้าย มันจะสะท้อนกลับมาทำให้ภาพรวมต้นทุนค่าไฟฟ้าของ “ทั้งประเทศ” และของประชาชนทุกคน ถูกลงตามไปด้วยนั่นเองครับ!..”
6. มีการปั่นดราม่าเกี่ยวกับค่าไฟฟ้า เช่น อ้างว่าค่าไฟเดือนนี้ (เมษายน) แพงกว่าปกติ เพราะขึ้นค่าไฟฟ้าแบบใหม่? อ้างว่าค่าไฟแบบใหม่จะทำให้ค่าไฟฟ้าแพงขึ้นเดือนละหลายพันบาท ? ฯลฯ
เพจ Miss energy ให้ข้อมูลเตือนสติ ระบุว่า
“...เดือนนี้ยังใช้ Ft งวดเก่าอยู่
งวดใหม่เริ่ม พ.ค. นี้ แต่ขึ้นแค่ 6.51 สต./หน่วย...
...ค่าไฟ “สูตรใหม่” ใครเพิ่ม ใครลด...
ค่าไฟสูตรใหม่เป็น “ขั้นบันไดแบบ Marginal” แปลว่าคิด แยกเป็นช่วง ไม่ใช่เอาหน่วยทั้งหมดไปคูณราคาสูงทีเดียว
#สูตรค่าไฟใหม่
0-200 หน่วย ถูกลงเหลือ 3.00 บาท
201-400 หน่วย คิดที่ 3.95 บาท
401 หน่วยขึ้นไป คิดที่ 5.00 บาท (แพงขึ้น)
สูตรนี้ ค่าไฟช่วงแรก “ช่วยเต็มที่” แต่ช่วงท้าย “เก็บจริง”
เทียบให้ดู 3 บ้าน
บ้านประหยัด (150 หน่วย) จาก 512→450 บาท ประหยัด 62 บาท
บ้านกลาง (300 หน่วย) จาก 1,194→995 บาท ประหยัด 199 บาท
บ้านใช้เยอะ (500 หน่วย) จาก 2,182→2,190 บาท จ่ายเพิ่ม ~8 บาท
เท่ากับ สูตรใหม่ ถ้าใช้ไฟเท่าเดิม จะแพงขึ้นสำหรับคนที่ใช้เกิน 390-400 หน่วยขึ้นไปแต่ไม่ได้แพงขึ้นแบบก้าวกระโดด
ตัวอย่าง บ้านที่ใช้ไฟ 1,200 หน่วย จาก 5,295→5,395 บาท จ่ายเพิ่ม ~ 100 บาท
สรุปค่าไฟสูตรใหม่
บ้านใช้ไฟน้อย→ลดจริง
บ้านใช้ไฟเยอะ→ต้อง “บริหารการใช้ไฟ” มากขึ้น” - Miss energy
สารส้ม

เปิดเบื้องหลังการฝึก 'Enduring Partners 2026' ทอ.ไทย-สหรัฐฯ ฝึกปฏิบัติการ Multi-Domain
จีนโละทิ้ง 12,200 หลักสูตรล้าสมัย เซ่นยุค AI เรียนจบไปไม่มีงานทำ
สื่อนอกตีข่าว นักมวยเมืองผู้ดีพลัดตกตุ๊กตุ๊กดับที่ภูเก็ต หลังทะเลาะโชเฟอร์เรื่องค่าโดยสาร
สุรศักดิ์ เชียร์ อนุทิน ประเมินผลงาน รมต. ชี้สะท้อนชัดเจน แม้มีโควตา-เป็นคนใกล้ชิดก็หลุดได้
โหนกระแสเดือดระอุ ฟารีดา เผชิญหน้า ตี๋-บุ้ง-พลอย เคลียร์ชัดทุกปมร้อน

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี