วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569
ชาวโซเชียลไทย รวมถึงสื่อไทยบางส่วน มองการเมืองระหว่างประเทศในกรอบความคิดแบบดูละครชิงรักหักสวาท
เห็นเขมรไปเยือนจีนเมื่อไหร่ ก็จะต้องโอดครวญเจ็บใจ พร้อมปะติดปะต่อ มโนไปไกล ขยายความให้คนไทยเจ็บแค้นจีน ราวกับถูกคนรักนอกใจ คบชู้ คบซ้อน ฯลฯ
นี่คือการติดตามการเมืองระหว่างประเทศแบบละครชิงรักหักสวาท ซึ่งไร้สาระ เปล่าประโยชน์ นอกจากปั่นเอายอดไลก์ยอดแชร์หากินไปวันๆ
1. การเมืองระหว่างประเทศทั่วโลก ไม่มีใครเล่นบทคนรักกัน คบกัน เพราะความรักแท้บริสุทธิ์
มีแต่คบกัน สัมพันธ์กัน เพื่อผลประโยชน์เกิดดอกออกผลกันทั้งนั้น
แล้วการเมืองระหว่างประเทศที่มีสติ จะไม่มีที่ไหนดีดดิ้นจะเป็นจะตาย ด่าทอมิตรประเทศที่เป็นมหาอำนาจของตน เมื่อชาติมหาอำนาจที่เป็นมิตรของตนเองเปิดบ้านต้อนรับประเทศคู่ปรปักษ์ของตนเอง
เขามีแต่จะต้องพูดคุย เจรจา กระชับความสัมพันธ์ เพิ่มความร่วมมือผลประโยชน์ เพื่อให้มิตรประเทศใส่ใจผลประโยชน์ที่เขามีกับเรามากยิ่งขึ้น
ไทยเราไปเยือนจีนไม่รู้กี่รอบ ทุกระดับ จีนก็มาเยือนไทยทุกระดับ เป็นหุ้นส่วนความร่วมมือทุกมิติ ผลประโยชน์จีนในไทยก็ยังมีอยู่มหาศาล ทั้งระยะสั้น และระยะยาว
2. เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2569 CCTV สื่อทางการจีน รายงานว่า ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง พร้อมทำงานร่วมกับกัมพูชา เพื่อจัดตั้ง “2 หุ้นส่วนด้านความมั่นคง”(Security Partnership) และร่วมกันรักษาเสถียรภาพ สันติภาพ และการพัฒนาในภูมิภาค โดยย้ำว่าความสัมพันธ์จีน–กัมพูชาเป็น “มิตรภาพที่แข็งแกร่งดุจเหล็กกล้า” (Ironclad Friendship) ซึ่งควรได้รับการสานต่อในทุกมิติ
รายงานระบุว่า จีนชื่นชมกัมพูชาในเรื่องการสนับสนุนการปราบปรามสแกมเมอร์
นักวิเคราะห์มองว่า การประกาศจัดตั้ง “หุ้นส่วนด้านความมั่นคง” ระหว่างจีนกับกัมพูชา มีนัยสำคัญต่อภูมิรัฐศาสตร์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะในช่วงที่การแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างมหาอำนาจทวีความเข้มข้น และจีนต้องการเสริมบทบาทด้านความมั่นคงกับประเทศพันธมิตรในภูมิภาค ขณะที่กัมพูชายังคงเป็นหนึ่งในประเทศอาเซียนที่จีนมีความสัมพันธ์ใกล้ชิด
แต่ชาวโซเชียลไทย และสื่อไทยบางส่วน ปั่นข่าวไปไกล ถึงขนาดว่า จีนเติมอาวุธหนักให้เขมรมาเตรียมถล่มไทย จีนเลือกข้างเขมรเต็มตัว ไม่สนไทยแล้ว ตามมาด้วยการปั่นข่าวโจมตีจีนในไทยสารพัดประเด็น เพื่อกระตุ้นความโกรธแค้นจีน (เข้าทางขั้วสหรัฐ และเข้าทางเขมร) ฯลฯ
3.ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น ขีดเส้นใต้ข่าวการเยือนจีนของฮุนเซนรอบล่าสุด ระบุว่า
“วันที่ 26 มิ.ย. 2026 ที่กรุงปักกิ่ง #สีจิ้นผิง พูดอะไรกับ #ฮุนเซน
...ข้อ 4 ถอดนัยพูดภาษาชาวบ้าน คือ สีจิ้นผิงกำลังเตือนฮุนเซนว่า “เขมรต้อง#คบกับเพื่อนบ้าน ให้ดีดีหน่อยนะครับ” = ไม่มีข้อความไหนที่เป็นภัยคุกคามไทยโดยตรงเลยจ้า
เนื้อหาข้อ 4 คือ “ต้องสร้างแบบอย่างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ จีนยินดีเสริมการประสานงานและความร่วมมือกับกัมพูชา เพื่อ #รักษาพื้นฐานความสัมพันธ์อันดี ระหว่าง #เพื่อนบ้านในภูมิภาค และทิศทางหลักของการได้รับผลประโยชน์ร่วมกันให้ดียิ่งขึ้น”
ต้นทาง คือ #สื่อทางการจีน แปลไทยโดยตรงจาก #รายงานทางการในภาษาจีนกลาง (ไม่ได้แปลผ่านสื่อฝรั่ง)..”
4. เราก็ทํา เขาก็ทํา
พลโทอดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ก่อนหน้านี้แล้วว่า สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ไทยเรามีการสนับสนุนเพื่อรองรับสถานการณ์ในอนาคต
เมื่อถามถึงกรณีนายฮุนเซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา และ พล.อ.เตีย บันห์เดินทางเยือนประเทศจีน อาจมีการไปดีลเรื่องอาวุธ?
พลโทอดุลย์ กล่าวว่า ก็เป็นเรื่องของเขา อย่าไปสนใจ เราก็ทํา เขาก็ทํา เป็นเรื่องของความมั่นคงของประเทศ แต่ใครน่าเชื่อถือกว่ากัน ไปห้ามคนอื่นเขาไม่ได้ อย่างเช่นกองกําลังตามแนวชายแดนเราต้องมีที่มั่นดัดแปลง กัมพูชาเองก็มี ซึ่งเรียกว่าการเตรียมสนามรบ เขาก็ต้องเตรียมเช่นกัน แต่เขาจะเตรียมอะไรก็เป็นเรื่องของเขา แต่มาตรการทางการทูต เราต้องเชื่อมั่น นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯและ รมว.การต่างประเทศ การทูตเชิงรุกของประเทศไทย เราต้องเชื่อมั่นในศักยภาพของผู้นํา
ยิ่งกว่านั้น พลโทอดุลย์ ยังกล่าวว่า ในวันที่ 16 ถึง 20 กรกฎาคมนี้ จะเดินทางร่วมคณะนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ในการเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน อย่างเป็นทางการ ตามคำเชิญของจีน
5. ก่อนหน้านั้น เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2569 นายจาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยเข้าพบพลเอก อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองทัพไทย
เอกอัครราชทูตจาง กล่าวว่า “..ปีนี้เป็นปีเริ่มต้นของ “50 ปีทองอีกวาระหนึ่ง” สำหรับความสัมพันธ์ระหว่างจีนและไทย และการสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกันได้ก้าวเข้าสู่ระยะใหม่แห่งการพัฒนาอย่างรวดเร็ว ความสัมพันธ์ “จีน ไทย ใช่อื่นไกล พี่น้องกัน” มีรากฐานทางการเมืองและสังคมที่มั่นคง และแสดงให้เห็นถึงโอกาสในการพัฒนาที่กว้างขวาง จีนจะเป็นหุ้นส่วนที่น่าเชื่อถือและไว้วางใจได้สำหรับไทยเสมอ จีนให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพจีนและไทย และยินดีที่จะกระชับความร่วมมือกับกองทัพไทยในด้านการแลกเปลี่ยนระดับสูง การฝึกซ้อมร่วมการศึกษาและการฝึกอบรม และเทคโนโลยีทางทหาร เพื่อสนับสนุนการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างจีนและไทยอย่างแข็งแกร่ง ในฐานะมิตรประเทศของไทยและกัมพูชา จีนจะยังคงสนับสนุนการสร้างเวทีแห่งมิตรภาพเพื่อส่งเสริมการฟื้นฟูความไว้วางใจซึ่งกันและกันช่วยบรรเทาความตึงเครียด และบรรลุสันติภาพที่ยั่งยืน..”
พลเอกอุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองทัพไทย ได้ยืนยันอย่างหนักแน่นถึงบทบาทเชิงสร้างสรรค์ของจีนในความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชา และแสดงความตั้งใจที่จะเสริมสร้างความร่วมมือและการแลกเปลี่ยนกับกองทัพจีนในทุกมิติ
6. ไทยเป็นหุ้นส่วนด้านความมั่นคงกับจีน อาวุธจีนเรามีเหนือกว่ากัมพูชา
ความสัมพันธ์ไทย-จีน ในมิติหุ้นส่วนความมั่นคง เป็นการยกระดับความร่วมมือภายใต้กรอบ “หุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์อย่างรอบด้าน”(Comprehensive Strategic Partnership)
โดยเน้นการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ การไม่แทรกแซงกิจการภายใน และการช่วยเหลือซึ่งกันและกันในประเด็นผลประโยชน์หลักของทั้งสองประเทศ
รายละเอียดหลักของความร่วมมือด้านความมั่นคง ประกอบด้วย:
ด้านการทหารและยุทโธปกรณ์: มีการฝึกซ้อมรบร่วมกันอย่างต่อเนื่อง (เช่นการฝึกผสม Strike และ Blue Strike) และไทยมีการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์จากจีน เช่น อาวุธประจำกาย ระบบป้องกันทางอากาศ และเรือดำน้ำ
ด้านความมั่นคงทางไซเบอร์และอาชญากรรมข้ามชาติ: ร่วมมือกันปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมทางเทคโนโลยี แก๊งคอลเซ็นเตอร์ และการฉ้อโกงออนไลน์ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญในภูมิภาคอาเซียน
หลักการจีนเดียว (One-China Policy): ไทยยืนยันจุดยืนในการสนับสนุนนโยบายจีนเดียวมาโดยตลอด โดยยอมรับว่ารัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นตัวแทนที่ถูกต้องตามกฎหมายเพียงรัฐบาลเดียว และไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีนสำหรับบริบททางการทูตในปัจจุบัน
7. ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น เขียนบทวิเคราะห์ตีแผ่การเยือนจีนของกัมพูชาล่าสุด
ว่าด้วยเรื่อง “..จีนคบกัมพูชาแบบไหน และฮุนเซน “รับใช้” จีนอย่างไร !!”
สาระสำคัญ ระบุว่า
“#จีนคบกัมพูชา แบบไหน
ภายใต้บริบทการเมืองกัมพูชาที่ฮุนเซนรวบอำนาจแบบเบ็ดเสร็จ และตระกูลฮุน มีความพร้อมที่จะตอบสนองผลประโยชน์ของจีนในภูมิภาคนี้ (โดยเฉพาะใน #ทะเลจีนใต้)จึงมีนักวิชาการวิเคราะห์ว่า จีนมีความสัมพันธ์กับกัมพูชาในฐานะ“Client State” ในลักษณะผู้มีอำนาจกับผู้ใต้บังคับบัญชา (#เจ้านายกับลูกน้อง) จีนต้องการพันธมิตรที่ไว้วางใจได้มากที่สุดในอาเซียน เพื่อใช้เป็น “#ตัวตึง” ในการส่งเสียงปกป้องผลประโยชน์ และ “รับใช้”จีนในเวทีอาเซียน ดังเช่นบทบาทของฮุนเซน ในปี 2012 ที่ช่วยปกป้องผลประโยชน์ของจีนในประเด็นข้อพิพาททะเลจีนใต้ จนเกิดเหตุการณ์ที่เรียกว่า Phnom Penh Incident
หากย้อนพิจารณาเหตุการณ์ Phnom Penh Incident ในปี 2012 ซึ่งเป็นช่วงที่กัมพูชาดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนและเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมที่กรุงพนมเปญ แต่กลับเกิดปัญหาจากกรณีที่ฟิลิปปินส์พยายามผลักดันให้ระบุถึงข้อพิพาทบริเวณ Scarborough Shoal ในทะเลจีนใต้ไว้ในแถลงการณ์ร่วมของอาเซียน อย่างไรก็ดี กัมพูชาในฐานะเจ้าภาพได้ใช้สิทธิคัดค้านและตัดประเด็นดังกล่าวออกจากร่างแถลงการณ์ร่วม ส่งผลให้การประชุมครั้งนั้นอาเซียนไม่สามารถออกแถลงการณ์ร่วมได้เป็นครั้งแรกในรอบ 45 ปีนับตั้งแต่ก่อตั้งองค์กร
หลังจากเหตุการณ์ในปี 2012 พฤติกรรมปกป้องจีนของกัมพูชา ทำให้ถูกตีตราจากนักวิเคราะห์การเมืองระหว่างประเทศว่าเป็น “Client State” หรือรัฐตัวแทนของจีนในอาเซียน (ทั้งนี้ ในภายหลัง ยังมีรายงานทางการทูตพบว่า เจ้าหน้าที่กัมพูชาได้ส่ง “ร่างแถลงการณ์ร่วมอาเซียน” ไปให้สถานทูตจีนตรวจสอบก่อนล่วงหน้า เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีข้อความใดที่ทำให้ปักกิ่งไม่พอใจ)
บทบาทของกัมพูชาในการปกป้องจีนในครั้งนั้น ได้สร้างจุดด่างพร้อยครั้งสำคัญที่บั่นทอนความเป็น ASEAN Unity ของภูมิภาคนี้
#จีนคบกับไทย แบบไหน
ในมุมมองจีน การเจรจาและดำเนินความสัมพันธ์กับไทยมีความซับซ้อนมากกว่ากัมพูชา เพราะประเทศไทยไม่ใช่กัมพูชา จีนจะมาควบคุมหรือสั่งการไทยไม่ได้ #การดีลกับไทยยากกว่ากัมพูชา อีกทั้งไทยเป็นพันธมิตรตามสนธิสัญญากับสหรัฐฯ ในฐานะพันธมิตรหลักนอกกลุ่มนาโต (Major Non-NATO Ally) ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ทางการทหารกับสหรัฐฯ ที่เก่าแก่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากนี้ รัฐบาลไทยมีนโยบายต่างประเทศที่เน้นรักษาสมดุล และไม่ได้เอนเอียงไปทางจีนอย่างเต็มตัวเหมือนกัมพูชา
ที่สำคัญ ไทยเป็น “ประเทศแกนกลางของอาเซียน” ที่จีนจำเป็นต้องรักษาความสัมพันธ์ไว้ให้ดี ท่าทีและอำนาจต่อรองของไทยมีน้ำหนักมากกว่ากัมพูชาในเชิงยุทธศาสตร์
ดังนั้น จีนจึงมองไทยในฐานะ “หุ้นส่วนยุทธศาสตร์และพันธมิตรทางเศรษฐกิจ” รวมทั้งไทยมีจุดแข็ง ทั้งด้านขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองในอาเซียน ทำเลที่ตั้ง การเชื่อมโยงภูมิภาค โครงสร้างพื้นฐาน และมีบทบาทโดดเด่นในภูมิภาค
ในมิติเศรษฐกิจ จีนจึงต้องการใช้ไทยเป็น “ฐานการผลิต” ของอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยี โดยเฉพาะยานยนต์ไฟฟ้า EV บริษัทชั้นนำของจีนอย่าง BYD, GWM และ Chang An จึงเลือกไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตสำคัญในภูมิภาค ไม่ใช่เพียงเพื่อใช้เป็นแค่แหล่งลงทุนในลักษณะ Low Tech หรือลงทุนโดยหวังผลระยะสั้นในแบบที่ทุนจีนส่วนใหญ่เข้าไปลงทุนในกัมพูชา
โดยสรุป จีนมองไทยด้วยสายตาและมุมมองทางภูมิรัฐศาสตร์ที่แตกต่างจากกัมพูชาอย่างสิ้นเชิง เมื่อเปรียบเทียบกับกัมพูชาซึ่งจีนมองเป็น “รัฐในอุปถัมภ์ที่สั่งการและควบคุมได้” จีนไม่ได้มองไทยเป็น #ลูกน้อง หากแต่มองไทยเป็น “หุ้นส่วนยุทธศาสตร์” ที่สำคัญในอาเซียน
อาจจะเปรียบเทียบด้วยภาษาเข้าใจง่ายว่า จีนเลือกคบกับกัมพูชาในลักษณะ“#เลี้ยงต้อย” โดยใช้ต้นทุนไม่สูงมากก็สามารถสร้างอิทธิพลได้ง่าย และพร้อมตอบสนองผลประโยชน์ของจีนในเชิงยุทธศาสตร์ได้อย่างมาก กัมพูชายอมเป็น “เสียงสนับสนุนจีน”ในอาเซียน ซึ่งมีมูลค่าสูงทางการเมืองสำหรับจีน
พูดง่ายๆ ในภาษาเชิงธุรกิจ กัมพูชาคือประเทศที่ “ต้นทุนต่ำ แต่ให้ yield ทางภูมิรัฐศาสตร์สูง” สำหรับจีนนั่นเอง...” -ดร.อักษรศรีกล่าว
สรุป เมื่อจีนคบกัมพูชา เพื่อผลประโยชน์จีน ไทยก็คบกับอีกหลายประเทศที่จีนไม่ได้คบหาแบบไทย แล้วไทยจะแตกตื่นไปทำไม ในเมื่อจีนก็ยังคบหากับไทยในฐานะหุ้นส่วนยุทธศาสตร์สำคัญในอาเซียน และต้องรักษาผลประโยชน์ร่วมกับไทยมากขึ้นทุกวันด้วยซ้ำ
สารส้ม

ผลเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 69 'ชัชชาติ' นำลิ่ว95% ทุบสถิติเดิมปี 65 ถล่มทลาย
อิทธิวัฒน์ ผู้สมัครเลือกตั้ง นายกเมืองพัทยา หลั่งน้ำตา หลังแพ้ ปรเมศวร์ แชมป์เก่า
รวบจีนเทา ผู้ต้องหาฉ้อโกงข้ามชาติ เสียหายกว่า 2 หมื่นล้านบาท
อิหร่าน ประกาศสิทธิขาดคุม ช่องแคบฮอร์มุซ แต่เพียงผู้เดียวอย่างเบ็ดเสร็จ 30 วัน
อนุทิน ยินดี ชัชชาติ นั่งผู้ว่ากทม.สมัย 2 พร้อมให้ความร่วมมือทำงานเพื่อชาวกรุงเทพฯ

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี