ยอดขายรถไฟฟ้าพุ่ง 273.38% สูงสุดเป็นประวัติการณ์ 31,859 คัน

ยอดขายรถไฟฟ้าพุ่ง 273.38% สูงสุดเป็นประวัติการณ์ 31,859 คัน

วันพุธ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ยอดการผลิตรถยนต์ในเดือนมกราคม 2569 มีทั้งสิ้น 118,386 คัน เพิ่มขึ้น 3.98% จากเดือนธันวาคม 2568 และเพิ่มขึ้น 10.53% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหนุนจากการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อชดเชยการนำเข้ามาขายในปี 2567-2568 เป็นปีแรกจากโครงการ EV 3.5 รวมทั้งการผลิตรถยนต์นั่งเพื่อส่งออกเพิ่มขึ้น 46.56% และผลิตรถกระบะเพื่อขายในประเทศเพิ่มขึ้น 153.57% รวมทั้งผลิตรถบรรทุกเพื่อขายในประเทศเพิ่มขึ้น 76.18% ตามการลงทุนของภาคเอกชนในไตรมาส 4/2568  ทั้งนี้คาดว่าการยอดผลิตรถยนต์ทั้งปี 2569 จะเติบโต 10% เพราะยังมีแนวโน้มที่ดี

โดยการผลิตเพื่อส่งออกเดือนมกราคม 2569 อยู่ที่ 79,686 คัน คิดเป็น 75.71% ของยอดการผลิตทั้งหมด การผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ อยู่ที่ 38,700 คัน คิดเป็น 24.29% ของยอดการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้น 20.71% จากจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ดังนั้นจึงนับว่าไทยยังเป็นฐานการผลิตรถยนต์ที่สำคัญ ส่วนยอดขายรถยนต์ภายในประเทศ อยู่ที่ 73,936 คัน เพิ่มขึ้น 53.77% จากจากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากการเร่งส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้าในโครงการ EV 3.0 ซึ่งสิ้นสุดลง 2568 รวมทั้งเริ่มผลิตรถยนต์ไฟฟ้าชดเชยในอัตรา 2:1 ของโครงการ EV 3.5 ทำให้มียอดขายรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) อยู่ที่ 31,859 คัน คิดเป็นสัดส่วน 43.09% ของยอดขายทั้งหมด โดยเพิ่มขึ้น 273.38% จากปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 12,321 คัน และเพิ่มขึ้น 353.90% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งสูงสุดตั้งแต่มีการบันทึกยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า(BEV) ในประเทศไทย


ทั้งนี้เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนอย่างต่อเนื่อง จากยอดเสนอขอรับส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอ 8 ล้านล้านบาท ในปี 2568 รัฐบาลต้องผลักดันให้เกิดการลงทุนจริงให้มากที่สุด หากรัฐบาลมีเสียงเกินครึ่งกว่า 300 เสียง ที่สำคัญหากรัฐบาลบริหารประเทศได้ครบวาระ 4 ปี จะยิ่งเพิ่มความมั่นใจให้กับนักลงทุนต่างชาติมากขึ้น เมื่อผลักดันการลงทุนจริงแล้ว ควรออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ การสร้างงาน สร้างรายได้ ทำให้คนไทยมีแรงซื้อเพิ่มเติม และมีเงินผ่อนชำระ ลดปัญหาหนี้เสียของธนาคาร จากเดิมเข้มงวดการปล่อยกู้รถกระบะ อีกทั้งขณะนี้เห็นสัญญาณรถบรรทุกยอดขายเติบโตติดต่อกัน 2-3 เดือนแล้ว นับว่าเป็นสัญญาณที่ดี

นอกจากนี้ที่สำคัญรัฐบาลต้องติดตามความเสี่ยงจากภาษี “ทรัมป์” ซึ่งได้จัดเก็บภาษีนำเข้ากับหลายประเทศทั่วโลกที่ 15% ต้องจับตาดูว่าหลังจากบังคับใช้ 150 วัน ประธานาธิบดีทรัมป์ จะเก็บภาษีแบบไหนเพิ่มเติม เนื่องจากขณะนี้มีความไม่แน่นอนสูง เมื่อประเทศไทยต้องพึ่งพาการส่งออกถึง 58% ของ GDP และยังมีเงื่อนไข CBAM ของสหภาพยุโรป ทำให้เพิ่มต้นทุนการส่งออกสำหรับรถยนต์ที่ปล่อยมลภาวะ รวมถึงความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างภูมิภาค อาจกระทบต่อการผลิตชิ้นส่วนซับพลายเชนลดลง อีกทั้งไทยยังเป็นผู้ส่งออกรถจักรยานยนต์อันดับหนึ่งในตลาดสหรัฐฯ จึงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด และดูแลไม่ให้เงินบาทแข็งค่ามากกว่าประเทศคู่แข่ง

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top