วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569
** ในขณะที่ภาครัฐของไทยทั้ง กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) สำนักมาตรฐานผลิตผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) หรือแม้กระทั่ง ตัวของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กำลังทำหน้าที่เป็นทนายแก้ต่างให้โรงงานเหล็กประเภท เตาหลอมไฟฟ้าแบบเหนี่ยวนำ (Induction Furnace - IF) พ่อแม่พี่น้องคนไทยลองหันไปมองประเทศดูครับว่ากำลังทำอย่างไรกับพวกเหล็กเตา IF
.jpg)
ล่าสุด สภาเหล็ก และเหล็กกล้าอาเซียน (ASEAN Iron & Steel Council - AISC) ได้ออกแถลงการณ์แสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อการใช้เตาหลอมไฟฟ้าแบบเหนี่ยวนำ (Induction Furnace - IF) ในการผลิตเหล็กก่อสร้าง โดยระบุว่าเทคโนโลยีดังกล่าวอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อความแข็งแรงทนทาน และความปลอดภัยของอาคาร สะพาน และโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญในระยะยาว
รายงานจากคณะทำงานของ AISC ระบุว่า กระบวนการผลิตเหล็กนั้นส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพ ความแข็งแรง ทนทาน และความปลอดภัย โดยทั่วไปการผลิตเหล็กจากเตาหลอมเหล็ก (BF/BOF) และเตาหลอมไฟฟ้า (EAF) จะมีขั้นตอนการทำให้บริสุทธิ์เพื่อกำจัดสิ่งเจือปน แต่กระบวนการของเตาหลอมแบบ IF นั้นไม่มีขั้นตอนการทำบริสุทธิ์ขั้นปฐมภูมิ ทำให้ไม่สามารถกำจัดสิ่งเจือปนที่เป็นอันตรายออกจากเศษเหล็กได้ ผลลัพธ์ที่ได้คือ เหล็กที่ผลิตจากเตา IF จะมีระดับสิ่งเจือปนตกค้างสูง ซึ่งส่งผลให้เหล็กมีความเปราะบางเพิ่มขึ้น ความเหนียวลดลง และความต้านทานต่อความล้าต่ำลง ซึ่งอาจทำให้เหล็กเสื่อมประสิทธิภาพเมื่อนำไปใช้ในโครงสร้างที่สำคัญ นอกจากนี้ผลการทดสอบในมาเลเซียยังพบว่า เหล็กจากเตา IF มีค่า K4 (ตัวชี้วัดระดับสิ่งเจือปน) สูงกว่าเหล็กจากเตา EAF หรือ BOF ถึง 4-5 เท่า ทำให้ไม่เหมาะสมกับงานโครงสร้างที่ต้องการความปลอดภัยสูง
.jpg)
สิ่งที่ภาคอุตสาหกรรมกังวลคือ แม้ว่าเหล็กจากเตา IF ในปัจจุบันอาจผ่านเกณฑ์ข้อกำหนดทางเคมีพื้นฐาน แต่มาตรฐานระดับชาติที่มีอยู่นั้นถูกออกแบบมานานหลายทศวรรษ ซึ่งเป็นยุคที่ยังไม่มีการนำเตาหลอมประเภทนี้มาใช้ผลิตเหล็กก่อสร้างในปริมาณมหาศาล ทำให้ระบบการทดสอบในปัจจุบันไม่สามารถตรวจจับความเสี่ยงแฝงเหล่านี้ได้ ยิ่งไปกว่านั้น ภูมิภาคอาเซียนยังตั้งอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยแผ่นดินไหว หากนำเหล็กที่ไม่มีประสิทธิภาพทนทานเพียงพอมาใช้งาน อาจนำไปสู่ความสูญเสียทางเศรษฐกิจและโศกนาฏกรรมที่รุนแรงเมื่อเกิดเหตุภัยพิบัติ
ปัจจุบันหลายประเทศทั่วโลกได้ตระหนักถึงปัญหานี้ และเริ่มควบคุมหรือยกเลิกการใช้เหล็กจากเตา IF แล้ว นำโดย ประเทศจีน ที่สั่งแบนการผลิตเหล็กเส้นจากเตา IF อย่างเด็ดขาดตั้งแต่เดือนมิถุนายน ปี 2017 โดยจัดให้เป็น "เหล็กที่ต่ำกว่ามาตรฐาน" ขณะที่ ประเทศอินเดีย ก็ห้ามใช้เหล็ก IF สำหรับงานโครงสร้างที่มีความสำคัญเช่นกัน ขณะเดียวกัน ในกลุ่มประเทศอาเซียนก็เริ่มตื่นตัวต่อปัญหานี้ เช่น ประเทศเวียดนาม ที่มีแผนทยอยลดการใช้เตาหลอมดังกล่าว ประเทศฟิลิปปินส์ ที่กำลังผลักดันกฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้นเพื่อปราบปรามเหล็กไม่ได้มาตรฐาน และประเทศไทยที่ได้ออกข้อกำหนดบังคับให้ต้องทำเครื่องหมายระบุวิธีการผลิตบนเหล็กเส้นอย่างชัดเจน เพื่อให้ผู้บริโภคและผู้รับเหมาทราบ
เพื่อป้องกันความเสี่ยงทางโครงสร้างที่อาจกระทบต่อความเชื่อมั่นในภูมิภาค คณะทำงาน AISC จึงได้เรียกร้องให้รัฐบาลของประเทศสมาชิกอาเซียนเร่งดำเนินการดังต่อไปนี้ 1.ทบทวนการอนุญาตให้ใช้เตา IF ในการผลิตเหล็กก่อสร้าง โดยพิจารณาถึงความเสี่ยงด้านความปลอดภัย และแนวทางปฏิบัติของสากล 2.จำกัดการใช้เหล็กจากเตา IF ให้อยู่เฉพาะในงานระดับรองที่ไม่สำคัญ และต้องบังคับให้ทำเครื่องหมายบนเนื้อเหล็กอย่างชัดเจน เพื่อง่ายต่อการตรวจสอบ ณ สถานที่ก่อสร้าง 3.ยกระดับมาตรฐาน และการทดสอบให้เข้มงวดขึ้น เพื่อรับประกันความปลอดภัยหากยังคงอนุญาตให้ใช้เหล็กชนิดนี้อยู่ 4.กำหนดนโยบายทยอยยกเลิก การใช้เตา IF อย่างค่อยเป็นค่อยไป พร้อมบังคับใช้มาตรการควบคุมอย่างเข้มงวดในระหว่างช่วงเปลี่ยนผ่านไปสู่เทคโนโลยีที่ปลอดภัยกว่า
AISC ระบุว่า การเพิกเฉยต่อปัญหานี้อาจเป็นการส่งเสริมให้เกิดการผลิตเหล็กด้อยคุณภาพเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นการมีนโยบายเชิงรุกตั้งแต่วันนี้จึงเป็นทางออกเดียวที่จะช่วยป้องกันความล้มเหลวทางโครงสร้าง ปกป้องชีวิต และความปลอดภัยของประชาชน รวมทั้งสร้างความเชื่อมั่นให้กับโครงสร้างพื้นฐานของอาเซียนได้
สำหรับ ประเทศไทย ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา หลังมีวี่แววว่า โรงงานเหล็กที่ผลิตโดยกระบวนการ Induction Furnace (IF) บริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล จำกัด จะได้กลับมาเปิดดำเนินการอีกครั้ง 10 สมาคมผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเหล็กของไทย ก็ได้พยายามที่จะเรียกร้อง กับกระทรวงอุตสาหกรรมมาโดยตลอด ว่า กระทรวงอุตสาหกรรม โดย สำนักงานมาตรฐานผลิตอุตสาหกรรม (สมอ.) จะต้องเคร่งครัดในการใช้กฎหมายและต้องเข้มงวดในการบังคับให้ โรงงานเหล็กเตา IF ที่มีอยู่กว่า 10 โรงในประเทศไทย ต้องปฏิบัติตาม มอก. 20-2559 และ มอก. 24-2559 ซึ่งเป็นมาตรฐานเหล็กเส้นก่อสร้างฉบับปัจจุบัน โดยเฉพาะข้อกำหนดด้าน วัสดุ การทํา และส่วนประกอบทางเคมี ที่กำหนดใน มอก. 20-2559 และ มอก. 24-2559 ข้อ 5.2 - ข้อ 5.5. โดยข้อ 5.2 ที่มีรายละเอียดดังนี้ 5.2 การทำเหล็กแท่งเล็ก หรือเหล็กแท่งใหญ่ ใช้ทำเหล็กข้ออ้อย ต้องมีขั้นตอนกรรมวิธีการทำและการควบคุมเป็นส่วนประกอบหนึ่ง ซึ่งข้อที่สำคัญที่สุดข้อหนึ่งคือ หัวข้อ (3) ที่ได้กำหนดว่า “มีกระบวนการทำน้ำเหล็กให้บริสุทธิ์ (refining process) อย่างเหมาะสม เช่น มีเตาปรุง (ladle furnace) หรือการลดฟอสฟอรัส และการลดกำมะถันรวมทั้งปรับแต่งค่าส่วนประกอบทางเคมี ขจัดสารฝังใน (inclusion)ได้อย่างเหมาะสม ซึ่งการมีเตาปรุงนั้น มีเหตุผลทางวิชาการระบุว่าเพื่อให้สามารถกำจัดสารมลทิน เช่น กำมะถัน และสิ่งเจือปน (inclusions) ที่กระบวนการ IF ไม่สามารถกำจัดออกได้ ซึ่งเป็นเทคนิคขั้นพื้นฐาน หรือขั้นต่ำ ที่จะต้องมีและยังมีเทคนิคอื่นๆ ที่เทียบเท่าหรือดีกว่าการใช้เตาปรุง เช่น กระบวนการ VOD (Vacuum Oxygen Degasser)”
ปัจจุบันโรงเหล็กเตา IF ของไทยกว่า 10 โรงนั้นมี “เตาปรุง”เพียงแค่ 2 โรง และในข้อเท็จจริงก็ไม่ได้เปิดใช้ตลอด สวนใหญ่จะไม่เปิดใช้เสียมากกว่า และนี่จึงเป็นสิ่งที่ทำให้ สมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่ง ประเทศไทย (TSEA) แสดงความเป็นห่วงในเรื่องของความปลอดภัย โครงสร้างอาคาร หรือการก่อสร้างโครงการอื่นที่ใช้เหล็กจากเตา IF เนื่องจากเหล็กเป็นวัสดุหลักที่สำคัญอย่างยิ่งต่อความแข็งแรงของโครงสร้างอาคาร เพราะเหล็กจากเตา IF นั้นมีข้อจำกัดสำคัญคือ กระบวนการกำจัดสิ่งเจือปนออกจากน้ำเหล็กทำได้ลำบาก หากวัตถุดิบซึ่งเป็นเศษเหล็กมีธาตุเจือปน เช่น ฟอสฟอรัส หรือสารอื่นๆ ในปริมาณมาก และไม่สามารถกำจัดออกได้หมด จะส่งผลให้คุณภาพเหล็กที่ได้มีความเปราะ และไม่ดีเท่าที่ควร หากต้องการให้เหล็กจากเตา IF มีคุณภาพเทียบเท่ามาตรฐานสากล ผู้ผลิตจำเป็นต้องมีกระบวนการเพิ่มเติม คือ ต้องใช้เตาปรุงน้ำเหล็ก (Ladle Furnace - LF) และต้องคัดสรรวัตถุดิบเศษเหล็กที่มีคุณภาพสูง
ทั้งนี้ TSEA มีข้อเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหา ไปยัง สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ว่า ควรมีการแยกมาตรฐาน มอก. สำหรับเหล็กที่ผลิตจากเตา IF ออกมาให้ชัดเจน ไม่ควรนำมาปะปนกับเหล็กมาตรฐานทั่วไป พร้อมระบุขอบเขตการใช้งานอย่างเคร่งครัด เช่น 1. อนุญาตให้ใช้เฉพาะอาคารขนาดเล็ก หรืออาคารที่สูงไม่เกิน 2 ชั้น และไม่อยู่ในเขตเสี่ยงภัยแผ่นดินไหว 2. ห้ามใช้โดยเด็ดขาด กับอาคารที่ความสูง รวมถึงโครงสร้างสะพานขนาดใหญ่ และโครงสร้างสาธารณะที่มีความสำคัญสูง
ข้อหน้ากังวลคือกระบวนการตรวจสอบของภาครัฐ โดย สมอ. อาจมีกำลังคนไม่เพียงพอในการตรวจติดตามโรงงานอย่างทั่วถึง ซึ่งมีความเสี่ยงว่าตัวอย่างเหล็กที่ส่งไปตรวจเพื่อให้ได้ใบรับรอง มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) อาจเป็นเหล็กที่ผลิตจากวัตถุดิบคุณภาพดีเป็นพิเศษ แต่เหล็กที่ผลิตขายจริงสู่ท้องตลาดอาจไม่ได้คุณภาพตามนั้น ที่สำคัญคือ ประชาชนทั่วไปไม่สามารถแยกแยะได้ว่าเหล็กเส้นที่ซื้อมาผลิตจากเตาประเภทใด เนื่องจากเป็นรายละเอียดทางเทคนิคที่ดูได้ยาก แม้จะมีตัวนูนระบุบนเนื้อเหล็กก็ตาม ดังนั้นสิ่งทำได้ขณะนี้ วิศวกรและผู้รับเหมา ต้องระมัดระวังในการเลือกใช้เหล็ก ส่วนหน่วยรัฐที่มีโครงการก่อสร้าง ทุกหน่วยต้องออกข้อกำหนดภายในห้ามใช้เหล็กจากเตา IF ในโครงการของตน
ขณะนี้ สมอ. อยู่ระหว่างการปรับปรุงมาตรฐาน มอก. เหล็กเส้น คาดว่าจะมีการบังคับใช้ในปี 2559 …ต้องติดตามว่าสุดท้าย มอก.เหล็กเส้น ฉบับปรับปรุง...จะยึดเอาความปลอดภัยของประชาชน หรือผลประโยชน์ของกลุ่มทุนเป็นที่ตั้ง...**
** อนันตเดช พงษ์พันธุ์ **
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี