533.jpg
รายงานพิเศษ : เหล็กข้ออ้อย...คือสินค้าเกี่ยวพันความปลอดภัยในชีวิต ก.อุตสาหกรรมและสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม จึงจำเป็นต้องแก้ไข มอก.เพื่อยกระดับคุณภาพ

รายงานพิเศษ : เหล็กข้ออ้อย...คือสินค้าเกี่ยวพันความปลอดภัยในชีวิต ก.อุตสาหกรรมและสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม จึงจำเป็นต้องแก้ไข มอก.เพื่อยกระดับคุณภาพ

วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.05 น.

** นับจากปี 2543 หรือเป็นเวลากว่า 25 ปีที่ มอก.เหล็กเส้นไทยไม่ได้พัฒนายกระดับใดๆ ที่ตอบสนองกับพัฒนาการของอุตสาหกรรมก่อสร้าง และมาตรฐานการออกแบบของประเทศ เช่น มาตรฐานการออกแบบอาคารต้านทานการสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหว ของกรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย ปี พ.ศ. 2564 และ สิ่งก่อสร้างสมัยใหม่ เช่น อาคารสูง สะพาน ทางรถไฟความเร็วสูง เป็นต้น ในขณะที่ มาตรฐานเหล็กเส้นอ้างอิง เช่นของญี่ปุ่น และของจีน มีการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง และปรับปรุงข้อกำหนดทางเทคนิคให้สูงขึ้นมาก


ดังนั้นจึงมีเสียงสนับสนุนให้ กระทรวงอุตสาหกรรม และสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เดินหน้าแก้ไข มอก.เหล็กเส้น ล่าสุด คุณบัณฑูรย์ จุ้ยเจริญ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สนับสนุนกระทรวงอุตสาหกรรม และสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เดินหน้าแก้ไข มอก.เหล็กเส้น ภายหลังจากที่ คณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มีมติ ที่มีใจความสำคัญคือให้ มอก. 24 เหล็กข้ออ้อยทำจาก BO (Basic Oxygen) และ EF (Electric Arc Furnace) เท่านั้น ทั้งนี้ร่าง มอก. 24 เหล็กเส้นข้ออ้อย ฉบับใหม่ ถือว่าเป็นการยกระดับของมาตรฐานเหล็กเส้นที่สำคัญอย่างยิ่ง ด้วยการดึง “ข้อกำหนดสูงสุด” จากมาตรฐานอ้างอิงหลัก ดังนั้นสิ่งสำคัญคือ การที่จะผลิตให้ได้ตามร่าง มอก. ใหม่นี้อย่างสม่ำเสมอ จำเป็นต้องมีกรรมวิธีและกระบวนการต้นทางที่สอดคล้องรองรับได้

ร่าง มอก. ฉบับใหม่นี้กำหนดคุณสมบัติด้านความแข็งแรงเทียบเท่ามาตรฐานเหล็กเส้นล่าสุดของญี่ปุ่น JIS G 3112-2025 เช่น เพิ่มความแข็งแรงในเกรดสูงสุดขึ้นถึง 1.6 เท่า เมื่อเทียบกับ มอก.เหล็กข้ออ้อยปัจจุบัน คือ กำหนดเพิ่มความต้านแรงดึงที่จุดครากเกรดสูงสุด จากไม่น้อยกว่า 50 kgf/mm2 (490 MPa) เป็นไม่น้อยกว่า 80 kgf/mm2 (785 MPa) และกำหนดปริมาณธาตุมลทินเจือปน คือ ฟอสฟอรัส และกำมะถัน ค่าสูงสุดจาก 0.05% เหลือ 0.035% ซึ่งต่ำลงถึง 30%

นอกจากนี้ ร่าง มอก.ฉบับใหม่ เพิ่มข้อกำหนดด้านความเหนียวและความสามารถในการรับแรงกระทำแบบซ้ำ หรือการต้านความล้า (fatigue resistance) ซึ่งมีความสำคัญต่อโครงสร้างที่รับแรงสั่นสะเทือน และแผ่นดินไหว โดยกำหนดให้ควบคุม ‘อัตราส่วนคราก’ และการทดสอบความล้า (fatigue) สูงสุดเท่ามาตรฐานจีน (มีรายการทดสอบมากกว่ามาตรฐานญี่ปุ่น) อัตราส่วนคราก (ความเค้นคราก/ความต้านแรงดึง) กำหนดไว้กรณีเหล็กได้รับแรงกระทำจนเกินจุดครากแล้ว ก็ยังรับแรงได้อีกอย่างน้อย 20-25% ก่อนขาดจากกัน ซึ่งเป็นคุณสมบัติจำเป็นอย่างยิ่งของเหล็กต้านทานการสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหว

คุณบัณฑูรน์ ระบุอีกว่า ร่าง มอก.ใหม่ของไทยยกระดับคุณสมบัติทางกล รวมถึงการทดสอบทุกรายการเทียบเท่ามาตรฐานจีนและญี่ปุ่น  และมาตรฐานเหล็กเส้นของทั้ง 3 ประเทศ ล้วนกำหนดเส้นทาง/กรรมวิธีการผลิตที่แตกต่างกันไปตามบริบทของแต่ละประเทศ เช่น บริบทญี่ปุ่น มาตรฐานเหล็กเส้นญี่ปุ่น แม้ไม่เป็นมาตรฐานบังคับ และกำหนดกรรมวิธีไว้สั้นๆ ว่าเหล็กเส้นต้องผลิตจากเหล็กแท่ง ส่งมอบในสภาพรีดร้อน (as rolled) แต่ด้วยพื้นฐานเทคโนโลยีผลิตเหล็กสมัยใหม่ที่สะสมมามากกว่า 100 ปี ด้วยความเป็นผู้นำในการผลิตเหล็กคุณภาพสูงของโลก ด้วยพื้นฐานวัฒนธรรมด้านคุณภาพและความปลอดภัย และในทางปฏิบัติที่ญี่ปุ่นใช้ BO และ EF เป็นฐานการผลิต จึงได้เหล็กที่มีความสะอาดทางโลหะวิทยาสูง ซึ่งหมายถึงปริมาณธาตุมลทิน (impurities เช่น ฟอสฟอรัส กำมะถัน ทองแดง ดีบุก) และสิ่งเจือปนที่ไม่ใช่โลหะ (non-metallic inclusions) ต่ำ ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานสำหรับคุณสมบัติทางกลรวมถึงการต้านทานแรงกระทำซ้ำ ซึ่งจำเป็นสำหรับรองรับการใช้ในงานถนน สะพาน ทางรถไฟความเร็วสูง และการใช้งานของประเทศญี่ปุ่นซึ่งอยู่ในเขตแผ่นดินไหว

บริบทจีน จีนพัฒนาอุตสาหกรรมเหล็กอย่างก้าวกระโดดในช่วงประมาณ 40 ปีที่ผ่านมา ซึ่งมาตรฐานเหล็กเส้นของจีน GB 1499.2-2024 เป็นมาตรฐานบังคับ โดยกำหนดให้เหล็กเส้นต้องผลิตด้วยกรรมวิธี basic oxygen (BO) หรือ electric arc furnace (EF) เท่านั้นหลังจากที่ประเทศจีนผ่านประสบการณ์แก้ปัญหาเหล็กเส้นไม่ได้มาตรฐานและได้ยกเลิกการผลิตเหล็กเส้นจากเตา IF ทั้งหมดในปี 2017 และยังกำหนดให้เหล็กเกรดแผ่นดินไหว ต้องผ่านการปรุงนอกเตา (external refining) คือการกำหนดให้ผ่านการทำน้ำเหล็กให้มีความสะอาดทางโลหะวิทยาและส่วนผสมทางเคมีที่แม่นยำนอกเตาหลอม และต้องผลิตโดยการรีดร้อนจากเหล็กแท่ง และกำหนดให้การผลิตเหล็กที่มีเม็ดผลึกเล็กละเอียด (fine grain) ต้องรีดร้อนแบบควบคุมอุณหภูมิและควบคุมการเย็นตัว (controlled rolling and controlled cooling)

สำหรับ บริบทของไทย มอก. เหล็กเส้น เป็นมาตรฐานบังคับมาตั้งแต่ปี 2515 เดิมกำหนดให้ต้องผลิตจากเหล็กแท่งที่มาจากกรรมวิธี OH (โอเพนฮาร์ท), BO และ EF และเพิ่มกรรมวิธี IF ในปี 2559 ด้วยประเทศไทยในปัจจุบันขาดแคลนเศษเหล็กคุณภาพดี ตลอดจนปัญหาคุณภาพเหล็กเส้นที่มีรายงานการตรวจพบเป็นระยะอย่างต่อเนื่องมา การยกระดับ มอก.เหล็กข้ออ้อยครั้งนี้ จึงเป็นโอกาสที่สำคัญของประเทศ

ประเด็นที่สำคัญคือ ร่าง มอก.ฉบับใหม่ ได้ดึงเอา “ข้อกำหนดสูงสุด” ของมาตรฐานอ้างอิงทั้งญี่ปุ่นและจีนมาใช้ แต่ “ไม่ได้ดึงข้อกำหนดของกรรมวิธีการผลิต”ที่สอดคล้องรองรับกันมาด้วย ดังนั้นกลุ่มฯเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย จึงสนับสนุนมติของ กมอ. ในการกำหนดกระบวนการต้นทาง เป็น BO และ EF เช่นเดียวกับจีน (และญี่ปุ่น ซึ่งแม้ไม่ได้กำหนดไว้แต่ก็มี BO และ EF เป็นกรรมวิธีผลิตพื้นฐานอยู่แล้ว) เพราะ BO และ EF เป็นกระบวนการที่มีศักยภาพสูงในการควบคุมความสะอาดทางโลหะวิทยาของเนื้อเหล็ก และเอื้อต่อการปรุงนอกเตา (external refining) ให้สามารถบรรลุคุณสมบัติตามข้อกำหนดของร่าง มอก. เหล็กข้ออ้อยฉบับใหม่ได้อย่างสม่ำเสมอ

ความท้าทายที่จะเกิดกับผู้ผลิตเหล็กเส้นของไทยคือระดับเทคโนโลยีของการผลิตจะเปลี่ยนไปอย่างมาก การควบคุมคุณภาพเศษเหล็กเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ด้วยระดับของ มอก. เหล็กเส้นฉบับปัจจุบัน มีผู้ที่ยังมีความเชื่อว่า หากควบคุมคุณภาพเศษเหล็กได้ก็จะผลิตเหล็กได้คุณภาพ ซึ่งในความเป็นจริงแม้ในปัจจุบันก็ยังพบปัญหาเหล็กไม่ได้คุณภาพในท้องตลาดอยู่เป็นระยะ แต่ด้วยระดับคุณภาพเหล็กข้ออ้อยตามร่าง มอก.ใหม่ที่ยกระดับสูงขึ้นมาก การกำหนดตั้งแต่กรรมวิธีการผลิตอย่างชัดเจน เช่นมาตรฐานจีนที่กำหนดให้ใช้ basic oxygen (BO) หรือ electric arc furnace (EF) ซึ่งเมื่อประกอบกับการปรุงน้ำเหล็กนอกเตาหลอม (external หรือ secondary refining) ที่เหมาะสม เพื่อให้มีสิ่งเจือปนที่เป็นอันตราย (inclusions) ในระดับต่ำซึ่งหมายถึงความสะอาดทางโลหะวิทยาของเนื้อเหล็กที่ดี ในสภาพแวดล้อมที่ประเทศไทยขาดแคลนเศษเหล็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเศษเหล็กคุณภาพดี จึงเป็นสิ่งจำเป็นและเหมาะสม

ทั้งนี้ร่าง มอก. ฉบับใหม่ ไม่อนุญาตให้ใช้การเพิ่มความแข็งแรงแบบชุบแข็งผิว เช่น Tempcore หรือ T ทำให้ต้องยกระดับเทคโนโลยีการผลิต ดังนั้นการจะได้คุณสมบัติความแข็งแรงตามร่าง มอก.ฉบับใหม่ หนึ่งในเทคโนโลยีที่เหมาะสมในปัจจุบันคือการผลิตเหล็กประเภท HSLA หรือ High Strength Low Alloy Steel ผ่านกระบวนการ TMCP หรือ Thermo-Mechanical  Control Process หรือกระบวนการควบคุมการรีดและการทำให้เย็นตัวอย่างเหมาะสม ทั้งนี้ด้วยความสะอาดทางโลหะวิทยาและความสมดุลของความแข็งแรงที่ได้จากส่วนประกอบทางเคมีที่แม่นยำ ร่วมกับการควบคุมกระบวนการผลิตทุกขั้นตอนในการควบคุมระดับโครงสร้างจุลภาค (microstructure) เพื่อให้ได้ขนาดของเม็ดผลึกของเหล็กที่เล็กละเอียด (fine grain) จึงจะสามารถผลิตเหล็กเส้นให้มีคุณสมบัติเป็นไปตาม ร่าง มอก. เหล็กข้ออ้อยฉบับใหม่ได้อย่างสม่ำเสมอ

เหล็กเส้นเป็นวัสดุโครงสร้างที่หลายกรณีต้องรองรับแรงซ้ำๆ ตลอดอายุการใช้งานหลายสิบปี ในบริบทปัจจุบันที่มีความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติที่รุนแรงขึ้น ระดับคุณภาพจึงไม่เพียงต้องการค่าความต้านแรงดึงที่สูง แต่ต้องทนทานต่อความเสียหายสะสมจากความล้า (fatigue resistance) และมีความเหนียวเพียงพอเมื่อเกิดเหตุการณ์รุนแรง เช่น แผ่นดินไหว ทั้งนี้ การลดสิ่งเจือปน (inclusions) และการควบคุมให้มีโครงสร้างจุลภาคที่เล็กละเอียด มีส่วนช่วยลดการเกิดรอยร้าวเริ่มต้นขนาดเล็ก (micro-crack initiation) ในเนื้อเหล็ก อีกทั้งช่วยหน่วงการลุกลามของการแตกร้าว (crack propagation) ซึ่งเป็นกลไกหลักของการเกิดความเสียหายจากความล้า (fatigue failure)

คุณสมบัติของเหล็กเส้นตาม มอก.เหล็กข้ออ้อยฉบับใหม่นี้จะยกระดับขึ้นได้ จึงมิใช่ได้จากการเปลี่ยนกรรมวิธีการหลอมเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเป็นการปรับปรุงในระบบการผลิตทั้งหมด ตั้งแต่วัตถุดิบ การปรุงเหล็ก (refining) การออกแบบส่วนผสมของเหล็ก และการควบคุมโครงสร้างจุลภาค (microstructure) ของเนื้อเหล็กอย่างเข้มงวด ซึ่งในมาตรฐานญี่ปุ่นและจีน เรียกว่า control rolling เช่นกระบวนการ TMCP Thermo-Mechanical  Control Process ซึ่งผู้ผลิตเหล็กข้ออ้อยไทยจำเป็นต้องปรับปรุงเทคโนโลยีการผลิตสู่ระดับเดียวกับญี่ปุ่นและจีน

สำหรับผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย มาตรฐานที่ดีไม่เพียงกำหนดคุณสมบัติที่ปลายทางของผลิตภัณฑ์ แต่ต้องกำกับกรรมวิธีหรือกระบวนการต้นทางในกรณีที่ไม่สามารถตรวจสอบคุณภาพหรือคุณสมบัติทั้งหมดจากตัวผลิตภัณฑ์ได้ เช่น ผลิตภัณฑ์เหล็กเส้น

สินค้าบางประเภท อาจผ่านการทดสอบได้ทุกชิ้น ผู้ใช้สัมผัสคุณภาพได้เอง แต่กรณีเหล็กเส้นผู้ใช้ไม่สามารถสัมผัสถึงคุณภาพเองได้ ต้องเชื่อถือในเครื่องหมาย มอก. ที่ได้รับตอนผลิตเพื่อขอรับใบอนุญาต ซึ่งแน่นอนว่าจะได้มาจากการเตรียมการผลิตเป็นอย่างดี ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อเหล็กเส้นเข้าไปอยู่ในโครงสร้างแล้วก็ไม่สามารถตรวจสอบอะไรได้อีก เมื่อเกิดความเสียหาย ก็อาจอ้างเหตุผลว่าเหล็กเสียคุณสมบัติไปแล้ว ตรวจคุณสมบัติทางกลก่อนความเสียหายไม่ได้แล้ว

โดยสรุปแล้วประโยชน์สูงสุดของ มอก. เหล็กข้ออ้อยฉบับใหม่ ตามร่างฉบับล่าสุด หากได้มีการแก้ไขตามมติของ กมอ. จะทำให้ มอก. ฉบับใหม่มีความสมบูรณ์ สามารถยกระดับความปลอดภัยสาธารณะของโครงสร้างพื้นฐาน และ สิ่งก่อสร้างต่างๆ ผู้ใช้ยังจะได้ประโยชน์จากการลดน้ำหนักเหล็กในโครงสร้างเพราะสามารถใช้เหล็กเกรดที่แข็งแรงสูงขึ้น ภาครัฐ ผู้กำกับดูแลจะสามารถลดภาระการตรวจติดตามที่ดังเป็นอยู่ในปัจจุบัน ด้วยจุดแข็งด้านคุณภาพเหล็กเส้นที่ถูกกำหนดตั้งแต่กระบวนการต้นทางผู้ผลิตจะได้พัฒนากรรมวิธีและเทคโนโลยีการผลิตให้สามารถแข่งขันกันทั้งในประเทศและในตลาดโลก โดยในระยะสั้นอาจต้องมีการลงทุนในการปรับปรุงเทคโนโลยีการผลิตให้รองรับการผลิตตาม มอก.เหล็กเส้นใหม่ให้ได้คุณภาพตามมาตรฐานอย่างสม่ำเสมอ

ท้ายที่สุดผู้ที่ได้รับประโยชน์จะไม่ใช่ผู้ใดผู้หนึ่ง หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่จะเป็นประโยชน์กับทุกภาคส่วนของประเทศไทย ที่จะมีโครงสร้างพื้นฐานตลอดจนสิ่งก่อสร้างที่มั่นคงปลอดภัย และยังช่วยเสริมความยั่งยืนในระยะยาวให้กับอุตสาหกรรมเหล็กเส้นก่อสร้างของประเทศ ด้วยมาตรฐานที่ทัดเทียมและแข่งขันได้กับประเทศชั้นนำด้านอุตสาหกรรมเหล็กและอุตสาหกรรมก่อสร้างชั้นนำของโลก

** อนันตเดช พงษ์พันธุ์ **

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top