วันอังคาร ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
.jpg)
** อย่างที่...เศรษฐศาสตร์วันหยุด...ได้บอกไปว่าขณะนี้...สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ร่วมกับ สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) กำลังเร่งผลักดันการแก้ไขมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) สำหรับเหล็กเส้นเสริมคอนกรีตครั้งใหญ่ในรอบ 25 ปี...และเหตุสำคัญคือต้องการยกระดับความปลอดภัย และ ยุติการใช้เทคโนโลยีเตาหลอมที่ไม่ได้มาตรฐาน และป้องกันปัญหาคุณภาพเหล็กในงานก่อสร้าง ซึ่งความเคลื่อนไหวในการแก้ไข มอก. เหล็กเส้น การปรับแก้มาตรฐาน มอก. ในครั้งนี้เกิดขึ้นเนื่องจากพบปัญหาคุณภาพเหล็กที่ผลิตจากเทคโนโลยีเตาหลอม (Induction Furnace: IF)
ต้องบอกอย่างนี้ว่า..การกำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเหล็กเส้นสำหรับคอนกรีต กำลังกลายเป็นประเด็นที่ภาคอุตสาหกรรมและสังคมควรให้ความสนใจอย่างจริงจัง เมื่อปรากฏเอกสารของ สมาคมการค้าผู้ประกอบการหล่อหลอมโลหะด้วยเตาเหนี่ยวนำไฟฟ้า ซึ่งมีเนื้อหาขอให้ตรวจสอบการร่วมพิจารณาและลงมติของผู้แทนหน่วยงานที่เป็นกรรมการ คณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หรือ กมอ.

ประเด็นสำคัญอยู่ที่คณะกรรมการ กมอ. มีมติเห็นชอบร่างมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเหล็กข้ออ้อย โดยกำหนดให้กระบวนการผลิตเหล็กแท่งที่นำมาใช้ผลิตเหล็กข้ออ้อยต้องมาจากกรรมวิธีเบสิกออกซิเจน หรือ BO และกรรมวิธีเตาอาร์กไฟฟ้า หรือ EF ซึ่งมีผลให้กระบวนการผลิตด้วยเตาเหนี่ยวนำไฟฟ้า หรือ IF ไม่อยู่ในขอบข่ายของร่างมาตรฐานดังกล่าว
ภายหลังมติดังกล่าว สมาคมผู้ประกอบการ IF ได้ส่งหนังสือถึงกรรมการ กมอ. เป็นรายบุคคล พร้อมขอให้ตรวจสอบการร่วมพิจารณาและลงมติ โดยในหนังสือมีการกล่าวถึงความรับผิดชอบต่อความเสียหายทางแพ่งจากการลงมติที่ฝ่าฝืนต่อหลักเกณฑ์ กฎหมาย กฎกระทรวง ระเบียบ และข้อบังคับ
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดคำถามสำคัญต่อสังคมว่า การส่งหนังสือถึงกรรมการผู้ลงมติเป็นรายบุคคล พร้อมระบุถึงความรับผิดทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้นนั้น เป็นเพียงการใช้สิทธิตรวจสอบการทำงานของรัฐตามปกติ หรือมีลักษณะเป็นการสร้างแรงกดดันต่อการปฏิบัติหน้าที่โดยอิสระของกรรมการและเจ้าหน้าที่รัฐ…สิ่งที่ต้องไม่ลืมคือ “มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม” ไม่ใช่กติกาที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่ง หรือกลุ่มอุตสาหกรรมใดกลุ่มอุตสาหกรรมหนึ่งแต่มีเป้าหมายสำคัญที่สุดคือ ความปลอดภัยของประชาชน คุณภาพของผลิตภัณฑ์ และประโยชน์สาธารณะ โดยเฉพาะเหล็กเส้นที่ใช้ในงานก่อสร้าง อาคาร บ้านเรือน สะพาน และโครงสร้างพื้นฐานทั่วประเทศ ความผิดพลาดด้านคุณภาพอาจสร้างผลกระทบที่ร้ายแรงและกว้างขวางเกินกว่าจะประเมินเป็นเพียงตัวเลขทางธุรกิจ
หากผู้ประกอบการเห็นว่ามติของหน่วยงานรัฐไม่ถูกต้อง ไม่เป็นธรรม หรือขาดหลักฐานทางวิชาการ ย่อมมีสิทธิโต้แย้งตามกระบวนการกฎหมาย เสนอผลการวิจัย ขอให้ทบทวนมาตรฐาน หรือใช้กระบวนการศาลเพื่อตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งทางปกครอง แต่สิ่งที่สังคมต้องตั้งคำถามคือ เส้นแบ่งระหว่าง “การใช้สิทธิตรวจสอบ” กับ “การสร้างแรงกดดันต่อผู้ปฏิบัติหน้าที่” อยู่ตรงไหน
หากกรรมการ นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ หรือข้าราชการที่เข้าร่วมพิจารณามาตรฐานทางเทคนิค ต้องเผชิญกับหนังสือกล่าวถึงความรับผิดทางกฎหมายเป็นรายบุคคลทุกครั้งที่มีมติไม่สอดคล้องกับผลประโยชน์ของผู้ประกอบการบางกลุ่ม ในอนาคตจะมีใครกล้าตัดสินใจบนพื้นฐานของหลักวิชาการและประโยชน์สาธารณะอย่างเต็มที่หรือไม่
ที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ หากมีการนำกระบวนการร้องเรียนต่อหน่วยงานตรวจสอบ การกล่าวหาทางวินัย หรือการดำเนินคดี มาใช้เพื่อสร้างแรงกดดันต่อเจ้าหน้าที่รัฐและผู้ทรงคุณวุฒิที่ปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต ย่อมอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเข้มแข็งของระบบกำกับดูแลมาตรฐานสินค้าของประเทศ
ประเทศไทยไม่ควรมีระบบที่ผู้เชี่ยวชาญต้อง “กลัวการลงมติ” มากกว่ากลัวผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนจากสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน ในทางกลับกัน หากสมาคมผู้ประกอบการ IF เห็นว่ามติดังกล่าวขาดหลักฐานทางวิชาการ เลือกปฏิบัติ หรือสร้างความเสียหายต่อผู้ประกอบการอย่างไม่เป็นธรรม ทางออกที่เหมาะสมที่สุดคือการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส ควรนำผลการทดสอบ คุณสมบัติทางโลหะวิทยา ระบบควบคุมคุณภาพ กระบวนการกำจัดสิ่งเจือปน ความสม่ำเสมอของคุณภาพน้ำเหล็ก และหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่พิสูจน์ความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ออกสู่สาธารณะ
คำตอบของข้อพิพาทเรื่องมาตรฐานเหล็กควรอยู่ในห้องปฏิบัติการ งานวิจัย และหลักฐานทางวิศวกรรม ไม่ใช่อยู่ที่ว่าใครมีอำนาจกดดัน ใครมีเครือข่ายมากกว่า หรือใครสามารถทำให้กรรมการและข้าราชการหวาดกลัวต่อผลที่จะตามมาจากการปฏิบัติหน้าที่
ท้ายที่สุด ผู้ประกอบการทุกเทคโนโลยีควรได้รับความเป็นธรรม แต่ความเป็นธรรมนั้นต้องเกิดขึ้นภายใต้หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ มาตรฐานเดียวกัน และกระบวนการที่โปร่งใส ไม่มีผู้ประกอบการรายใดควรอยู่เหนือมาตรฐาน และไม่มีกรรมการหรือข้าราชการคนใดควรถูกทำให้หวาดกลัว เพียงเพราะปฏิบัติหน้าที่เพื่อรักษาความปลอดภัยของประชาชน
.jpg)
ต้องบอกว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้องที่สุด....ที่ กระทรวงอุตสาหกรรม สมอ. และหน่วยงานตรวจสอบที่เกี่ยวข้อง ต้องสร้างความชัดเจนว่า “การปกป้องมาตรฐานสินค้าและความปลอดภัยของประชาชน” จะต้องไม่พ่ายแพ้ต่อแรงกดดันจากผลประโยชน์ทางธุรกิจ

ข้อมูลทางวิชาการที่เป็นที่ยอมรับและเชื่อถือกันทั่วโลกคือ...ข้อจำกัดหลักด้านคุณภาพ จาก เตา IF คือไม่มีระบบออกซิเดชันและการสร้างสแลก (slag) สำหรับกำจัดหรือดูดซับสารมลทิน เช่น ฟอสฟอรัส กำมะถัน และสิ่งเจือปนที่มากับเศษเหล็ก ทำให้ควบคุมคุณสมบัติทางเคมีตลอดจนปริมาณของสารมลทินและสิ่งเจือปนได้ยาก อีกทั้งลักษณะของการหลอมด้วยการเหนี่ยวนำทางไฟฟ้าที่เตา IF มีการกวนวนต่ำ ทำให้ควบคุมความสม่ำเสมอของเนื้อเหล็กได้ยาก ส่งผลให้คุณสมบัติทางกลของเหล็ก เช่น ความเหนียว ความต้านแรงดึง และความแข็งแรง ไม่สม่ำเสมอ หากต้องการการควบคุมเนื้อเหล็กให้ได้คุณสมบัติเหล็กเส้นที่ดี ต้องเข้มงวดเลือกใช้เศษเหล็กคุณภาพดีและต้องมีการปรับปรุงคุณภาพน้ำเหล็กหรือ refining ในเตาปรุง เช่น Ladle Furnace
ประเทศไทย จาก มอก. 20-2543 (เหล็กเส้นกลม) และ มอก. 24-2548 (เหล็กเส้นข้ออ้อย) เดิมกำหนดขอบข่ายให้เหล็กเส้นต้องผลิตจาก BOF, EAF หรือ เตา Open Hearth เท่านั้น แต่ในปี 2559 (1 ปีก่อนประเทศจีนยกเลิกเตา IF สำหรับผลิตเหล็กเส้นในปี 2560) มีการปรับแก้เป็น มอก. 20-2559 และ 24-2559 โดยยกเลิกขอบข่ายการผลิตเดิม เปิดกว้างให้มีกรรมวิธีอื่นๆ (รวมถึง IF ที่มีการย้ายฐานเข้ามาในช่วงเวลานั้น) โดยได้เพิ่มข้อกำหนดด้านการคัดเลือกเศษเหล็ก, การควบคุมส่วนประกอบทางเคมีทุกขั้นตอน, การมีกระบวนการทำน้ำเหล็กให้บริสุทธิ์ (refining process) เช่น มีเตาปรุง (Ladle Furnace) เพื่อปรับปรุงคุณภาพน้ำเหล็กและขจัดสารฝังใน (inclusion) และการมีมาตรการจัดการสิ่งแวดล้อม ฯลฯ... แต่ในทางปฏิบัติ ประเทศไทยขาดแคลนเศษเหล็กคุณภาพดี และโรงงาน IF ในประเทศเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ติดตั้งเตาปรุง Ladle Furnace (LF) และต้องบอกว่าแม้จะมีเตาปรุงก็นับนิ้วได้เลยว่ามีเพียงโรงเหล็กIF 1-2 โรงเท่านั้นที่เปิดใช้ (ไม่รู้ตอนนี้เปิดใช้หรือเปล่า ในเมื่อโรงอื่นไม่ใช้ จะเปิดเตาปรุงให้เพิ่มต้นทุนทำไม???)
ปัจจุบันประเทศไทยผลิตเหล็กเส้นก่อสร้างประมาณปีละ 3 ล้านตันเศษ โดยในปี 2567 มีเหล็กจาก IF ครองส่วนแบ่งตลาดมากกว่าครึ่ง กล่าวคือประมาณ 1.6 ล้านตัน เหล็กจาก EAF (Electric Arc Furnace) ประมาณ 1.2 ล้านตัน และจากการนำเข้าบิลเล็ตรีดเป็นเหล็กเส้นอีกประมาณ 0.3 ล้านตัน โดยเหล็กจาก IF ขายราคาต่ำจึงมีส่วนแบ่งตลาดสูงที่สุด....พี่น้องคนไทยคงต้องระวังตัวให้ดีๆ...ไม่รู้วันดีคืนดี...อาคาร สะพาน สิ่งปลูกสร้างต่างๆ ฯลฯ..จะถล่มลงมาใส่กบาลวันไหนไม่รู้ได้...**
** กระบองเพชร **
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี