542.jpg
รายงานพิเศษ : สภาเหล็กและเหล็กกล้าอาเซียน…ไม่ทน ทำไมประเทศไทยยังจ้องอุ้มเหล็กเตาIF

รายงานพิเศษ : สภาเหล็กและเหล็กกล้าอาเซียน…ไม่ทน ทำไมประเทศไทยยังจ้องอุ้มเหล็กเตาIF

วันจันทร์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

** ในขณะที่ประเทศไทยยังคงมีความพยายามจะโอบอุ้มโรงงานผลิตเหล็กด้วยระบบเตาหลอมเหนี่ยวนำไฟฟ้า (Induction Furnace หรือ IF) แต่ในระดับสากลกลับมองต่างไปจากไทยมาก ล่าสุด สภาเหล็กและเหล็กกล้าอาเซียน (ASEAN Iron and Steel Council หรือ AISC) ได้ออกแถลงการณ์แสดงความกังวลเกี่ยวกับการใช้เตาหลอมเหนี่ยวนำไฟฟ้า (Induction Furnace หรือ IF) ในการผลิตเหล็กสำหรับงานก่อสร้าง

ในแถลงการณ์ ได้ระบุถึง 6 ประเด็นนี้ คือ 1.วิธีการที่ใช้ในการผลิตเหล็กมีผลโดยตรงต่อความแข็งแรง ความทนทาน และความปลอดภัยของเหล็กที่ใช้ในงานก่อสร้าง : จำเป็นต้องมีความไว้วางใจได้ เนื่องจากถูกนำไปใช้ในอาคาร สะพาน และโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ จากรายงานของคณะทำงาน (Task Force) ของ AISC ที่แนบมานี้ ได้เน้นให้เห็นความกังวลที่เพิ่มขึ้นว่าการผลิตเหล็กบางกรรมวิธีอาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยหากไม่มีการกำกับดูแลที่เหมาะสม


2.เส้นทางการผลิตเหล็กแต่ละวิธีให้คุณภาพที่แตกต่างกัน : เส้นทางการผลิตเหล็กหลักมี 3 รูปแบบ ได้แก่ BF/BOF (เตาถลุงเหล็กและเตาเบสิกออกซิเจน), EAF (เตาอาร์กไฟฟ้า) และ IF (เตาหลอมเหนี่ยวนำไฟฟ้า) BF/BOF และ EAF มีขั้นตอนการทำเหล็กให้บริสุทธิ์ (Refining stages) โดยกำจัดสารมลทินที่เป็นอันตราย สำหรับกระบวนการ IF ไม่มีขั้นตอนการทำเหล็กบริสุทธิ์ จึงเป็นการยากที่จะกำจัดสารปนเปื้อนออกจากเศษเหล็ก ส่งผลให้เหล็กที่ได้มีระดับสารมลทินเจือปนสูง ซึ่งอาจลดทอนความมั่นคงแข็งแรงและสมรรถนะของโครงสร้างของสิ่งก่อสร้า’

3.ความเสี่ยงด้านคุณภาพที่ซ่อนอยู่ : แม้จะผ่านเกณฑ์มาตรฐานผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในปัจจุบันแม้เหล็กที่ผลิตจากเตา IF อาจจะผ่านมาตรฐานส่วนประกอบทางเคมีตามมาตรฐานของประเทศต่างๆ แต่การทดสอบเพิ่มเติมแสดงให้เห็นว่าการมีระดับสิ่งเจือปน (inclusions) ที่สูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ บ่งชี้ถึงผลกระทบดังนี้ (1.) ลดความเหนียว (Toughness) และความต้านทานความล้า (Fatigue resistance) (2.) เพิ่มความเปราะ (Brittleness) (3.) อาจบั่นทอนสมรรถนะของโครงสร้างที่สำคัญของสิ่งก่อสร้าง ซึ่งมาตรฐานผลิตภัณฑ์เหล็กที่มีอยู่ในปัจจุบันล้วนถูกกำหนดขึ้นเมื่อหลายทศวรรษก่อน ซึ่งในขณะนั้นเตา IF ยังไม่ถูกนำมาใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตเหล็กก่อสร้างเชิงพาณิชย์ ด้วยเหตุนี้ มาตรฐานการทดสอบที่กำหนดไว้ในปัจจุบันอาจไม่สามารถตรวจพบความเสี่ยงเหล่านี้ได้ 

4.แนวโน้มของนโยบายระดับโลก : การควบคุมการผลิตเหล็กด้วยเตา IF ให้เข้มงวดขึ้น โดยหลายประเทศได้จำกัดหรือทยอยยกเลิกการใช้เหล็กจากเตา IF สำหรับงานโครงสร้าง เนื่องจากข้อกังวลด้านความปลอดภัย ในขณะที่บางประเทศกำหนดให้มีการทำเครื่องหมายที่ชัดเจนหรือมีการควบคุมที่เข้มงวดขึ้นการดำเนินการเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความระมัดระวังในระดับโลกที่เพิ่มขึ้นต่อเหล็กก่อสร้างที่ผลิตจาก IF

5.ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยที่เพิ่มขึ้นในอาเซียน : เหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อไม่นานมานี้และการศึกษาแนวรอยเลื่อนบ่งชี้ว่าอาเซียนกำลังเผชิญกับความเสี่ยงจากแผ่นดินไหวที่ไม่อาจมองข้ามได้ ดังนั้นความปลอดภัยของโครงสร้างจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง คุณภาพของเหล็กมีบทบาทสำคัญต่อความยืดหยุ่นของโครงสร้างในการต้านทานแผ่นดินไหวและภัยพิบัติอื่นๆ  

6.ช่องว่างทางนโยบาย : มาตรฐานที่ล้าสมัยกับสภาพความเป็นจริงของการผลิตปัจจุบัน โดยมาตรฐานผลิตภัณฑ์เหล็กของประเทศอาเซียนในปัจจุบันอ้างอิงจากผลิตภัณฑ์ที่ใช้เทคโนโลยีที่เป็นที่ยอมรับในอดีต เนื่องจากกำลังการผลิตจากเตา IF ได้ขยายตัวมากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มาตรฐานจำเป็นต้องได้รับการปรับปรุงเพื่อครอบคลุมในเรื่องการควบคุมสิ่งเจือปน สมรรถนะความปลอดภัยของโครงสร้างของสิ่งก่อสร้าง การตรวจสอบย้อนกลับและการบังคับใช้กฎหมาย

7.ข้อเรียกร้องให้ดำเนินการ : เมื่อพิจารณาถึงความร้ายแรงของประเด็นปัญหานี้ เราขอเรียกร้องให้รัฐบาลในประเทศอาเซียนดำเนินการดังนี้ (1.) ประเมินการใช้ IF สำหรับผลิตเหล็กก่อสร้างใหม่ โดยคำนึงถึงความเสี่ยงด้านความปลอดภัยและกรณีตัวอย่างของต่างประเทศ (2.) จำกัดการใช้เหล็กจาก IF ให้ใช้เฉพาะกับงานที่ไม่ใช่ส่วนสำคัญ (Non-critical applications) เท่านั้น โดยต้องกำหนดการทำเครื่องหมายสินค้าที่ชัดเจนเพื่อการบังคับใช้ (3.) เสริมสร้างการทดสอบและมาตรฐาน โดยกำหนดให้มีรายการทดสอบคุณภาพเพิ่มเติมเพื่อให้มั่นใจในความปลอดภัยหากยังคงมีการใช้เหล็กจาก IF (4.) กำหนดแนวทางการทยอยยกเลิกการใช้ IF อย่างเป็นขั้นตอน โดยกำหนดมาตรการควบคุมที่เข้มงวดใช้ทันทีในช่วงการเปลี่ยนผ่านไปสู่เทคโนโลยีที่ปลอดภัยกว่า การไม่ดำเนินการ อาจส่งเสริมให้เกิดการขยายตัวของการผลิตเหล็กคุณภาพต่ำและเพิ่มความเสี่ยงด้านความปลอดภัย การดำเนินนโยบายเชิงรุกในวันนี้ จะสามารถป้องกันความเสียหายของโครงสร้างของสิ่งก่อสร้าง ปกป้องความปลอดภัยของสาธารณะ และเสริมสร้างความเชื่อมั่นในโครงสร้างพื้นฐานของอาเซียนได้

ในเอกสารแถลงการณ์ของ AISC มีข้อมูลทางวิชากรที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง เช่น 1.กระบวนการผลิตเหล็กส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพเหล็ก - กระบวนการทำเหล็กบริสุทธิ์ขั้นต้น (Primary Refining Process) กระบวนการผลิตเหล็กมี 2 ขั้นตอนหลัก ได้แก่ Primary Refining หรือการทำเหล็กบริสุทธิ์ขั้นต้นภายใต้สภาวะออกซิไดซ์ (Oxidizing condition) และ Secondary Refining หรือการทำเหล็กบริสุทธิ์ขั้นรองภายใต้สภาวะรีดิวซ์ (Reducing condition)

โดยกระบวนการทำเหล็กบริสุทธิ์ขั้นต้นเป็นกระบวนการหลักในการกำจัดสิ่งเจือปนและสารมลทินออกจากเหล็ก ในขณะที่กระบวนการทำเหล็กบริสุทธิ์ขั้นรองมีไว้เพื่อกำจัดกำมะถันและปรับปรุงส่วนประกอบทางเคมี ทั้งนี้ เส้นทางการผลิตแบบ BOF และ EAF มีทั้งขั้นตอนการทำเหล็กบริสุทธิ์ขั้นต้นและขั้นรอง แต่เส้นทางการผลิตแบบ IF ไม่มีขั้นตอนการทำเหล็กบริสุทธิ์ขั้นต้น อย่างไรก็ตามในบางกรณีอาจมีกระบวนการทำเหล็กบริสุทธิ์ขั้นรอง

ทั้งนี้จากข้อมูลของผู้ให้บริการเทคโนโลยีการผลิตเหล็กที่มีชื่อเสียง ขั้นตอนทางโลหะวิทยาที่สำคัญอย่าง “การทำเหล็กบริสุทธิ์ขั้นต้นและขั้นรอง” ไม่สามารถดำเนินการในเตาหลอมเหนี่ยวนำไฟฟ้า (IF) ได้ เนื่องจากการดำเนินการดังกล่าวจะทำได้ก็ต่อเมื่อมีการติดตั้งสถานีหรืออุปกรณ์เป่าออกซิเจน (อุปกรณ์เสริม) และเตาปรุง (Ladle Furnace) เท่านั้น

ในขั้นตอนการทำเหล็กบริสุทธิ์ขั้นต้นภายใต้สภาวะออกซิไดซ์ สิ่งเจือปน เช่น ฟอสฟอรัส โครเมียม และตะกั่ว จะถูกกำจัดออก และสิ่งเจือปนอื่นๆ เช่น นิกเกิล ทองแดง และโมลิบดีนัมจะถูกทำให้เจือจางลง สารออกไซด์ (สิ่งเจือปนที่ไม่ใช่โลหะ) จะถูกดูดซับลงในสแลก (Slag) และลอยตัวอยู่เหนือน้ำเหล็ก จากนั้นสแลก (สิ่งเจือปนที่ลอยอยู่ด้านบน) จะถูกเทออกและกำจัดออกจากเตาหลอม หลังจากนั้นน้ำเหล็กที่สะอาดแล้วจะถูกเทออกทางรูเทที่อยู่ด้านล่างของเตา แล้วนำไปสู่กระบวนการทำเหล็กบริสุทธิ์ขั้นรอง การเทน้ำเหล็กจากก้นเตา หรือ bottom tapping (เป็นวิธีการที่สำคัญมาก) เพราะทำให้แน่ใจได้ว่าน้ำเหล็กมีความสะอาดและไม่มีสิ่งเจือปนจากสแลกที่เป็นสารมลทิน (impurities) ปะปนลงไปน้ำเหล็กในขณะที่เท สำหรับขั้นตอนการทำเหล็กบริสุทธิ์ขั้นรองที่เตาปรุง (Ladle Furnace) กำมะถันจะถูกกำจัดออกภายใต้สภาวะรีดิวซ์ และมีการปรับปรุงองค์ประกอบทางเคมีเพื่อให้ได้ส่วนผสมที่ถูกต้อง

การที่เตา IF ไม่มีขั้นตอนการทำเหล็กบริสุทธิ์ขั้นต้น หมายความว่าสิ่งเจือปนและสารมลทินจากเศษเหล็กจะไม่สามารถถูกกำจัดออกจากผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณภาพ ผู้ประกอบการ IF บางรายอาจอ้างว่ามีกระบวนการเทแยกสแลก (De-slagging) แต่ในความเป็นจริง ความสะอาดของน้ำเหล็กยังห่างไกลจากกระบวนการทำเหล็กบริสุทธิ์ขั้นต้นที่กล่าวมาข้างต้น ในกระบวนการหลอมของ IF แม้ว่าสิ่งเจือปนบางส่วนอาจลอยตัวขึ้นเป็นสแลกและถูกเทออกไป แต่เนื่องจากไม่มีการเป่าออกซิเจนและไม่มีการสร้างสภาวะออกซิไดซ์ในน้ำเหล็ก จึงมีเพียงสิ่งเจือปนส่วนน้อยเท่านั้นที่ลอยขึ้นไปเป็นสแลก ส่วนสิ่งเจือปนส่วนใหญ่จำนวนมากยังคงอยู่ในเนื้อเหล็ก นอกจากนี้การเทสแลกและการเทน้ำเหล็กของเตา IF ทำจากด้านบนทั้งสิ้น จึงทำให้มีสแลกจำนวนมากปนเปื้อนลงไปในเนื้อเหล็ก

ดังนั้นจึงเห็นได้ชัดเจนว่า กระบวนการผลิตส่งผลต่อคุณภาพของเหล็กสำเร็จรูป โดยเฉพาะอย่างยิ่งระดับของสิ่งเจือปน (Inclusions) ในเหล็กจะส่งผลให้เกิดการเปราะ (Embrittlement) ความเหนียวลดลง ความสามารถในการยืดตัวลดลง และส่งผลให้ความทนทานต่อความล้า (Fatigue Strength) ลดลงตามไปด้วย โดยความล้าคือค่าความสามารถในการต้านทานต่อความเสียหายของวัสดุภายใต้แรงเค้นซ้ำๆ เช่น การดัดกลับไปกลับมาหรือการสั่นสะเทือนเมื่อเวลาผ่านไป

2.ค่า K4 ที่สูงหมายถึงระดับสิ่งเจือปนสูง - นำไปสู่เหล็กคุณภาพต่ำ...ในการประชุม ASEAN Policymaker Conference on Steel & 2025 ASEAN Iron & Steel Forum รองศาสตราจารย์ ดร.นารุลัคมัล (Nurulakmal) จาก USM ได้นำเสนอผลการวิจัยเปรียบเทียบคุณภาพของเหล็กเส้นระหว่างกระบวนการการผลิตแบบ BOF, EAF และ IF ในประเทศมาเลเซีย ซึ่งการวิจัยพบว่าแม้ว่าเหล็กจากทั้งสามกระบวนการทางอาจผ่านเกณฑ์ข้อกำหนดทางเคมีพื้นฐานตามมาตรฐาน MS 144 และ MS 146 แต่ผลการทดสอบเพิ่มเติมแสดงให้เห็นว่า เหล็กที่ผลิตจาก IF มีค่า K4 สูงกว่ากระบวนการแบบ EAF หรือ BOF ถึง 4-5 เท่า (ดูตารางด้านล่าง) โดยค่า K4 ระหว่าง 600 – 1,000 บ่งชี้ถึง “มีสิ่งเจือปนสูงมาก อาจส่งผลต่อความล้าและความเหนียว” ในขณะที่ค่า K4 สูงกว่า 1,000 บ่งชี้ถึง “ความสะอาดต่ำ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสิ่งเจือปนขนาดใหญ่ ไม่เหมาะสำหรับการใช้งานในโครงสร้างที่สำคัญ”

3.ความเข้าใจผิดที่ว่าเหล็กจากเตา IF - ผ่านมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมของชาติถือว่าปลอดภัย ซึ่งมาตรฐาน MS146 ถูกสร้างขึ้นโดยอ้างอิงจากมาตรฐานอังกฤษ BS4449 ซึ่งมีเวอร์ชันแรกในปี 1969 โดยในขณะนั้นกระบวนการผลิตเหล็กหลักคือ BF-BOF และ EAF มาตรฐานเหล็กถูกกำหนดขึ้นเพื่อให้แน่ใจว่าคุณสมบัติที่จำเป็นของเหล็กได้รับการทดสอบเพื่อความปลอดภัยและเป็นไปตามเกณฑ์กำหนด การทดสอบที่ถือว่ามีความสำคัญน้อยกว่า (เช่น ปัจจัย K4 ซึ่งกระบวนการ BF-BOF และ EAF มีค่านี้ต่ำโดยธรรมชาติเนื่องจากกระบวนการผลิต) จึงถูกตัดออกไปเพื่อไม่ให้เป็นภาระต่ออุตสาหกรรมมากเกินไป

ในปัจจุบันเมื่อเตา IF ถูกนำมาใช้ในการผลิตเหล็กก่อสร้างในปริมาณมาก (ซึ่งไม่เคยทำมาก่อนในระดับเชิงพาณิชย์) ระบบการทดสอบในปัจจุบัน เช่น MS146, TIS24, PNS49, TCVN1651, SS560, SNI2052 จึงไม่เพียงพอและจำเป็นต้องได้รับการปรับปรุงเพื่อรับมือกับความเสี่ยงใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิตด้วย IF (ดูข้อ 2 ข้างต้น) ที่สำคัญกว่านั้น การให้เหตุผลว่าเหล็กจากเตา IF ที่ผ่านมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมที่มีอยู่เดิมนั้น มีคุณภาพทัดเทียมกับกระบวนการแบบ BF-BOF และ EAF อาจเป็นความเข้าใจที่ผิด

4.อัพเดตนโยบายเกี่ยวกับกระบวนการผลิตเหล็กในระดับโลก - หลายประเทศได้กำหนดข้อจำกัดในการใช้เตา IF สำหรับการผลิตเหล็กก่อสร้างเนื่องจากปัญหาด้านความปลอดภัยและคุณภาพ...จีน : เหล็กจากเตา IF ถูกจัดเป็นเหล็กที่ไม่ได้มาตรฐาน (地条钢 / เหล็กตี้เถียว / Ditiao Steel) เนื่องจากไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานระดับชาติ การผลิตเหล็กเส้นโดยใช้ IF ถูกสั่งห้ามอย่างเด็ดขาดโดยมีผลตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2017 นอกจากนี้มาตรฐาน GB แห่งชาติสำหรับเหล็กก่อสร้างยังได้รับการปรับปรุงในปี 2018 เพื่อระบุอย่างชัดเจนว่าเหล็กก่อสร้างสามารถผลิตได้ผ่านเส้นทางการผลิตแบบ BF/BOF และ EAF เท่านั้น

อินเดีย : ภายใต้ BIS และคำสั่งควบคุมคุณภาพ (QCOs) ผู้ผลิต IF ต้องปฏิบัติให้ได้ตามมาตรฐานที่กำหนด ซึ่งผู้ผลิตส่วนใหญ่ไม่สามารถทำได้เนื่องจากข้อจำกัดในการควบคุมสิ่งเจือปน อินเดียจึงสั่งห้ามใช้เหล็กจากเตา IF สำหรับงานโครงสร้างโดยเด็ดขาด

ไทย : กำหนดให้เหล็กเส้นสำหรับงานก่อสร้างต้องทำเครื่องหมายแสดงกระบวนการผลิต (Open-hearth = “OH”, Bessemer / Oxygen = “BO”, Electric Furnace = “EF”, Induction Furnace = “IF”)

สิงคโปร์ : กรอบการจัดซื้อจัดจ้างในอุตสาหกรรมของสิงคโปร์สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการให้ใช้เหล็กจากกระบวนการ BOF/EAF สำหรับงานก่อสร้าง

เวียดนาม : ตามเอกสารของเวียดนาม ภายใต้นโยบายการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีการผลิตและเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน รัฐบาลเวียดนามมีแผนที่จะลดการใช้เตาหลอมเหนี่ยวนำไฟฟ้า (IF) อย่างเป็นขั้นตอน เพื่อสนับสนุนทิศทางนี้ สมาคมเหล็กแห่งเวียดนาม (VSA) เรียกร้องให้มีมาตรการควบคุมคุณภาพที่เข้มงวด การลงทุนในโรงงานใหม่ และการจัดทำแผนที่เหมาะสมในการเปลี่ยนผ่านโรงงานรุ่นเก่าไปสู่เทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยของโครงสร้างและการปกป้องสิ่งแวดล้อม และในท้ายที่สุดคือการยกเลิกการใช้เตาหลอมเหนี่ยวนำไฟฟ้า (IF) สำหรับการผลิตเหล็กก่อสร้างโดยสมบูรณ์

ฟิลิปปินส์ : เตาหลอมเหนี่ยวนำไฟฟ้า (IF) ผลิตเหล็กราคาถูกแต่ทิ้งสิ่งเจือปนที่เป็นอันตรายไว้ ทำให้เหล็กเปราะและไม่ปลอดภัยสำหรับพื้นที่เสี่ยงภัยพิบัติ หน่วยงานและองค์กรวิศวกรรมของฟิลิปปินส์กำลังผลักดันให้มีกฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้น โดยทำงานร่วมกับกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมเพื่อกวาดล้างเหล็กที่ไม่ได้มาตรฐานเพื่อปกป้องความปลอดภัยของสาธารณะและความมั่นคงแข็งแรงโครงสร้างพื้นฐาน

มาเลเซีย : ในมาเลเซียแนวปฏิบัติที่นำมาใช้ในปี 2017 ได้จำกัดการเพิ่มกำลังการผลิตเตาหลอมเหนี่ยวนำไฟฟ้า (IF) ใหม่สำหรับการผลิตเหล็กก่อสร้าง

ทั้งนี้คณะทำงานของ AISC ได้มีขอเสนอข้อเสนอว่า ประเทศในอาเซียนแต่ละประเทศ ควร ประเมินความเหมาะสมของการใช้ IF ในการผลิตเหล็กก่อสร้างต่อไป โดยคำนึงถึงความเสี่ยงจากแผ่นดินไหวที่เพิ่มขึ้นและความปลอดภัยของสิ่งก่อสร้าง ควรตั้งข้อสังเกตว่าประเทศจีนได้ยุติการใช้เตา IF ตั้งแต่ปี 2017 และการแก้ไขมาตรฐาน GB1499-2018 ได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่าอนุญาตให้ใช้เฉพาะกระบวนการ BF และ EAF เป็นกระบวนการผลิตเหล็กก่อสร้างเท่านั้น รวมทั้งจำกัดการใช้เหล็กจากเตา IF ไว้เฉพาะงานที่ไม่ใช่โครงสร้างหลัก (เช่น เหล็กเกรด 250 เท่านั้น แทนที่จะใช้ถึงเกรด 500) เพื่อปกป้องความปลอดภัยของอาคารสูงและโครงสร้างพื้นฐาน ดังเช่นที่ประเทศอินเดียและฟิลิปปินส์กำลังดำเนินการ

นอกจากนี้เหล็กจาก IF จะต้องมีการทำเครื่องหมายที่ชัดเจน (เครื่องหมายรีดบนเหล็กเส้น) เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายในสถานที่ก่อสร้างสามารถดำเนินการได้โดยสะดวก และ หากจะอนุญาตให้ใช้เหล็กจาก IF สำหรับงานทั่วไป จะต้องจัดการกับข้อกังวลด้านคุณภาพ โดยอาจกำหนดมาตรฐานอาจให้เหล็กจากเตา IF ต้องผ่านการทดสอบเพิ่มเติม (เช่น ค่า K4) เพื่อให้แน่ใจว่าเป็นไปตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัยทั้งหมด สุดท้ายแล้วควรทยอยยกเลิกการใช้เตา IF สำหรับการใช้งานในการก่อสร้างในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ในช่วงระหว่างการเปลี่ยนผ่าน ควรใช้การควบคุมที่เข้มงวดซึ่งประกอบด้วยมาตรการบางอย่างที่ระบุไว้ข้างต้น เพื่อรับประกันความปลอดภัยของสิ่งก่อสร้างทั้งหมด

“การไม่ตัดสินใจใดๆ ไม่ใช่ทางเลือก การนิ่งเฉยต่อไปมีแนวโน้มที่จะส่งเสริมให้มีการติดตั้งเตาหลอมเหนี่ยวนำไฟฟ้า หรือ IF เพิ่มขึ้น และไม่ควรรอให้เกิดโศกนาฏกรรมอีกครั้งก่อนที่จะดำเนินการอย่างเด็ดขาด”

** กระบองเพชร **

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top