วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569
** การที่ กระทรวงอุตสาหกรรม อนุญาต บริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล จำกัด ผู้ผลิตเหล็กเส้นและเหล็กเส้นเสริมคอนกรีต (เหล็กข้ออ้อย) ด้วยเตาหลอมอินดักชั่น (Induction Furnace: IF) กลับมาดำเนินกิจการได้อีกครั้ง หลังจากที่ถูกสั่งระงับกิจการไปนานเกือบ 2 ปี หลังพบปัญหาหลายเรื่องในโรงงานผลิตเหล็กแห่งนี้ ทำให้หลายภาคส่วนเกิดความกังวลใจ โดยเฉพาะเรื่องของคุณภาพเหล็กที่ผลิตด้วยเตาIF ที่จะไหลเข้าสู่ตลาด เนื่องจากมีความเสี่ยงต่อความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
.jpg)
ล่าสุด สภาผู้แทนราษฎร ได้ออกมาติดตามเรื่องดังกล่าวแล้วผ่าน คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การอุตสาหกรรม สภาผู้แทนราษฎร โดยเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน ที่ผ่านมา ได้มีการเรียกประชุมในกรณีดังกล่าว โดยได้มีการสอบถามและให้หน่วยงานภาครัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรมโรงงานอุตสาหกรรม(กรอ.) และสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ชี้แจงข้อเท็จจริงในการพิจารณาอนุญาตให้โรงงานผลิตเหล็กด้วยเตาIF ของ ซิน เคอ หยวน กลับมาดำเนินกิจการได้อีก ซึ่งในการประชุมครั้งนี้ได้เชิญกลุ่ม 10 สมาคมเหล็ก และสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย (TSEA) ได้นำเสนอข้อมูลเอกสารทางวิชาการอย่างรอบด้านถึงคุณสมบัติของเหล็กเส้นที่ผลิตด้วยเตาIFด้วยเช่นกัน
.jpg)
ประเด็นสำคัญของการประชุมในครั้งนี้นั้น...คือในที่ประชุม กรรมาธิการหลายท่านมีข้อสงสัยมากถึงความโปร่งใสในการกำกับดูแล โดยเฉพาะกรณีของโรงงานดังกล่าว ซึ่งไม่มีเตาปรับคุณภาพน้ำเหล็ก หรือ Ladle Furnace (LF) แต่อย่างใด โดยมีคำถามสำคัญว่าหากในรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และกระบวนการที่ขออนุญาตไว้ ระบุให้มี Ladle Furnace ซึ่งเป็นกระบวนการสำคัญ (Critical Process) แต่โรงงานดังกล่าวซึ่งไม่มี Ladle Furnace ทำไมจึงยังได้รับอนุญาตให้ดำเนินการได้ ทำไมกระทรวงอุตสาหกรรมยอมรับคำอ้างของโรงงานโดยง่ายว่ามีกระบวนการอื่นมาทดแทนก็เพียงพอเหมาะสมแล้ว
และหลังจากการประชุม ส.ส.หลายท่านที่เป็น กมธ.อุตสาหกรรม ได้ออกมาแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน โดย นายกฤช ศิลปชัย สส.ระยอง พรรคประชาชน ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.) การอุตสาหกรรม สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า จากที่ประธาน กมธ.อุตสาหกรรม แถลงเรื่องนี้เป็นการแถลงแบบกลางๆ แต่ตนในฐานะรองประธาน กมธ.อุตสาหกรรม เห็นว่าการชี้แจงของ กรอ.ตามข้อกฎหมายก็เปิดได้จริงๆ แต่ตนคิดว่าการอนุญาตให้เปิดทำให้เกิดข้อสงสัยหลายประการ โดย กรอ.ชี้แจงว่ากรณีมีคำสั่งให้ปรับปรุงการควบคุมคุณภาพเหล็กจากกระบวนการผลิต ทางโรงงานได้ส่งกระบวนการผลิตที่เป็นไปตาม EIA มาให้ กรอ.พิจารณา ซึ่งได้สอบถามไปยังสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) แล้ว สมอ.ยืนยันว่าเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด จึงถือว่าการแก้ไขปรับปรุงกระบวนการผลิตนั้นผ่าน
“แต่ตนมีข้อสงสัยว่ากระบวนการผลิตที่โรงงานชี้แจง เป็นกระบวนการเดิมที่ผลิตเหล็กออกมาแล้วมีปัญหา จึงอยากสอบถามว่าคำสั่งที่ กรอ.ให้โรงงานปรับปรุงกระบวนการผลิต ไม่ว่าจะเป็นเตาปรุงน้ำเหล็ก (LF) ซึ่งไม่ได้ปรับปรุงเพราะทุกวันนี้ไม่มีเตาปรุงน้ำเหล็ก แต่โรงงานให้เหตุผลว่าใช้วิธีเติมสารบางอย่างเข้าไปในเตาหลอมเหล็ก”
นอกจากนี้ สมอ.ไม่ได้ชี้แจงเรื่องคุณภาพเหล็กจากตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่ถล่ม ที่ไม่ผ่านคุณภาพ จึงสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น และตัวอย่างเหล็กที่ กรอ.ไปตรวจทาง สมอ.ยอมรับว่าเป็นเหล็กที่จัดเตรียมไว้ให้ตรวจ ซึ่งเป็นธรรมดาที่โรงงานต้องนำเหล็กที่มีคุณภาพส่งให้ตรวจอยู่แล้ว ที่สำคัญไม่มีการส่งตรวจที่สำนักงานเหล็กกล้า แต่ส่งไปตรวจที่สถาบันไทย-เยอรมัน กับสถาบันยานยนต์ ซึ่งเป็นสถาบันที่บริษัทขอมา รวมถึงเรื่องฝุ่นแดงที่มีการโยกย้ายอุตสาหกรรมจังหวัด ก็เกิดขึ้นในช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาลด้วย
ด้าน นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.พรรครวมไทยสร้างชาติ ตั้งข้อสังเกตว่าเหล็กกว่า 40,000 เส้น ถูกจำหน่ายออกจากโรงงานในช่วงรอยต่อการเปลี่ยน รมว.อุตสาหกรรม แม้คณะกรรมการสอบสวนจะกำหนดให้สุ่มตรวจทุกเตา แต่เมื่อมีการอนุญาตเปิดโรงงานกลับพบว่ามีการตรวจเพียงบางเตาเท่านั้น ซึ่งไม่เป็นไปตามแนวทางที่กำหนด
นอกจากนี้การนำตัวอย่างเหล็กไปตรวจสอบกับสถาบันยานยนต์ และสถาบันไทย-เยอรมัน ทั้งที่การขออนุญาตเดิมดำเนินการผ่านสถาบันเหล็ก จึงเรียกร้องให้กระทรวงอุตสาหกรรมเร่งติดตามเหล็ก 40,000 เส้น ที่จำหน่ายออกไป ด้วยการสุ่มตรวจตามร้านค้าปลายทางอย่างเข้มงวด อีกทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องใช้วิธีสุ่มตรวจเตาหลอมโดยไม่แจ้งโรงงานเหล็กล่วงหน้า โดยบังคับใช้กับโรงเหล็กทั่วประเทศ ไม่ใช่แค่ ซิน เคอ หยวน เพื่อให้ได้ผลตรวจที่สะท้อนความเป็นจริง หากไม่ได้มาตรฐานต้องดำเนินการตามกฎหมาย
ด้าน นายนาวา จันทนสุรคน แกนนำกลุ่ม 10 สมาคมเหล็ก และประธานกิตติมศักดิ์กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ยืนยันว่าประเทศไทยต้องไม่ถอยหลังด้วยการลดหย่อนมาตรฐานสินค้า หรือพยายามทำให้ข้อกังวลด้านความปลอดภัยกลายเป็นเรื่องเล็ก เพราะเมื่อชีวิตประชาชนเป็นเดิมพัน สิ่งที่สังคมต้องการ คือความจริง เตาIF เป็นเทคโนโลยีที่เก่า ซึ่งรัฐบาลจีนได้กวาดล้างและยกเลิกมาตั้งแต่ปี 2560 เนื่องจากกระบวนการผลิตดังกล่าวไม่สามารถกำจัดสารปนเปื้อน เช่น ฟอสฟอรัสและกำมะถัน ออกจากน้ำเหล็กได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์เหล็กมีโอกาสเบี่ยงเบนไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งก็สอดคล้องกับข้อมูลจริงในประเทศไทย ซึ่งสมอ.ได้นำมาเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมาธิการฯ ด้วย
ทั้งนี้กลุ่ม 10 สมาคมเหล็ก จึงเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีอย่างเป็นระบบ เพื่อปกป้องผู้บริโภคให้ได้รับความปลอดภัยจากโครงสร้างอาคารเท่านั้น และยกระดับอุตสาหกรรมเหล็กไทยให้ก้าวสู่มาตรฐานสากลอย่างแท้จริง ล้างภาพลักษณ์ “ขยะอุตสาหกรรม” ดังนี้ 1.บังคับโรงงาน IF ต้องติดตั้งเตาปรุงน้ำเหล็ก (LF) เพิ่มเติม 2.เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบย้อนกลับการผลิตและการสุ่มตรวจสินค้าเหล็กในท้องตลาด พร้อมเปิดเผยผลการตรวจสอบต่อสาธารณะ 3.กำหนดแผนพัฒนาอุตสาหกรรมเหล็กไทยไปสู่ระบบเตา Electric Arc Furnace (EAF) ภายในระยะเวลาเปลี่ยนผ่านไม่เกิน 3 ปี 4.ระหว่างช่วงเปลี่ยนผ่าน ต้องมีการดำเนินการตามมาตรการ “แก้ไข กำกับ และกวาดล้าง” โดย สมอ.และ กรอ. อย่างเข้มงวด จริงจัง รวมถึงเพิ่มบทลงโทษผู้ฝ่าฝืนมาตรฐานต่างๆ ให้รุนแรงยิ่งขึ้น
5.ให้ความรู้แก่ผู้บริโภคในการเลือกใช้เหล็กให้เหมาะสมกับลักษณะงานก่อสร้าง 6.รับข้อเสนอจากสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย (TSEA) ซึ่งได้มีแถลงการณ์ชัดเจนว่า เตา IF มีข้อจำกัดในการควบคุมคุณภาพ การปรับแต่งคุณภาพน้ำเหล็ก โครงสร้างเหล็ก IF จึงอ่อนแอ และมีความเสี่ยงสูงต่อความปลอดภัยในงานก่อสร้าง จึงจำเป็นต้องกำหนดมาตรฐานงานก่อสร้าง ห้ามใช้วัสดุเหล็กจากเตา IF ในการก่อสร้างอาคารสูงเกิน 2 ชั้น ตลอดจนโครงสร้างสาธารณูปโภค 7.ปรับปรุงมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) ที่เกี่ยวข้อง โดยสังคมต้องเฝ้าระวังติดตามการแก้ไข มอก. ไม่ให้มีการฉวยโอกาสออกมาตรฐานเพื่อ “ฟอกเทาเป็นขาว” เอื้อประโยชน์แก่โรงงาน IF โดยรัฐบาลต้องไม่ประนีประนอมกับมาตรฐานวัสดุที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยสาธารณะ
สเต็ปต่อไปที่อยากให้สังคมช่วยกันจับตามองต่อจากนี้ สำหรับเรื่องเหล็กเส้นและเหล็กเส้นเสริคอนกรีต จากเตา IF คือกรณีที่...คณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (กมอ.) เตรียมผลักดันประกาศ มอก. ฉบับใหม่ โดยมีข้อเสนอหลักคือ บังคับให้ทุกโรงงานต้องมี “เตาปรุงน้ำเหล็ก" เพื่อควบคุมคุณภาพให้ได้มาตรฐาน และอาจพิจารณาห้ามใช้เตาหลอม IF ผลิตเหล็กข้ออ้อยสำหรับใช้ทำเสาหรือคานในตึกสูง….เรื่องนี้ กมอ.ได้จัดตั้งคณะกรรมการวิชาการ (กว.) และคณะอนุกรรมการวิชาการ...ขึ้นมาศึกษาโดยการประชุมและรับฟังความคิดเห็นจากทุกส่วนที่เกี่ยวข้อง...ทั้งผู้ผลิตเหล็กในประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเตาหลอมแบบ EAF (Electric Arc Furnace หรือที่มักเรียกกันทั่วไปว่า EF)...ตัวแทนจากภาครัฐที่เกี่ยวข้องหลายส่วน...ซึ่งการประชุมร่วมกันครั้งล่าสุดก็ดูเหมือนว่าจะเห็นด้วยกับประเด็นการควบคุมคุณภาพเหล็กตั้งแต่กระบวนการผลิต เช่นว่า เตา IF จากนี้ภายใน 3 ปี ในช่วงการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยี ถ้าจะผลิตเหล็กต้องมี “เตาปรุง”...เหล็กเตาIF ให้ใช้ได้กับอาคารที่สูงไม่เกิน 2 ชั้น...ฯลฯ แต่มีอยู่จังหวะหนึ่งที่ คณะกรรมการ กว.เชิญผู้ผลิตเหล็กออกจากที่ประชุม เพราะอ้างมีประเด็นที่อาจสุ่มเสี่ยงกับผลประโยชน์ทับซ้อนกับผู้ผลิตเหล็ก...ในที่ประชุมก็จะเหลือแต่ตัวแทนของราชการ...คนของ สมอ. (หนึ่งในนั้นเป็นประธานคณะกรรมการ กว.ด้วย)...พอตัวแทนผุ้ผลิตกลับเข้ามาอีกที...กลายเป็นว่าที่ประชุมเสียงส่วนใหญ่เห็นว่า...จะควบคุมไปที่ตัวผลิตภัณฑ์เท่านั้นไม่เกี่ยวกับวิธีการผลิต...!! ถ้าเป็นแบบนี้ก็เท่ากับว่า...สมอ.จะ “ฟอกขาว”ให้เตาIF…คำถามคือ...สมอ.มีกำลังพอที่จะตรวจคุณภาพเหล็กเส้นจากเตาIF ได้ทุกล็อตของการผลิตหรือเปล่า...ตรวจทุกเส้นหรือสุ่มตรวจ...ตรวจเป็นบางช่วงเวลาหรือเปล่า หรือตรวจแบบเข้มข้น คือทุกครั้งที่ผลิต...!! อยากให้สังคมติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด...เพราะมันคือความปลอดภัยในชีวิตของพวกท่านทุกคน...**
** กระบองเพชร **
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี