วันอาทิตย์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2569
โดย เสรษฐวิทย์ ชีรวินิจ
ก่อนที่จะพูดถึงเรื่องวิธีการล้างแค้นแบบไม่ให้ผุดไม่ให้เกิดของฟาโรห์องค์หลังที่กระทำต่อฟาโรห์องค์ก่อน ต้องเข้าใจแนวคิดในเรื่องชีวิตหลังความตายของอียิปต์โบราณเสียก่อน
ชาวอียิปต์โบราณเชื่อกันว่า ชีวิตในโลกปัจจุบันนั้นไม่ยั่งยืน โดยเฉพาะฟาโรห์ ซึ่งเชื่อกันว่า ฟาโรห์ถูกส่งลงมาสู่โลกนี้ด้วยประสงค์ของเทพเจ้า เพื่อให้มาสร้างประโยชน์แก่แผ่นดินอียิปต์จนกว่าจะตาย
หลังจากนั้นก็จะต้องเดินทางกลับไปหาเทพเจ้าเพื่อรายงานผลงานที่ได้กระทำในโลกมนุษย์
วิธีการเดินทางไปพบเทพเจ้าในปรโลก หรือ โลกหน้านั้น มีรายละเอียด และขั้นตอนมากมาย ซึ่งสิ่งต่างๆเหล่านี้ น่าจะบัญญัติขึ้นโดยบรรดานักบวชระดับสูงของศาสนาอียิปต์โบราณ
เริ่มตั้งแต่การต้องรักษาร่างกายของผู้ตายเอาไว้ เพื่อใช้เป็นพาหนะในการเดินทางไปสู่โลกหน้า วิธีการในการรักษาร่างกายก็คือ การทำมัมมี่ เพื่อไม่ให้ร่างกายเน่าเปื่อยผุพัง และ ย่อยสลายลงไปในดิน
มัมมี่ก็คือ ตัวตนที่ระบุถึงการการเป็นบุคคลนั้นๆ เช่น เป็นฟาโรห์อัคเคนนาเตน เป็นต้น
.jpg)
(วิญญาณของผู้ตายจะปรากฎอยู่ในรูปของนก ที่มีใบหน้าเป็นของผู้ตาย-ภาพจากวิกิพีเดีย)
ในตัวของมัมมี่ จะมีวิญญาณของผู้ตายอยู่ 2 ชนิดด้วยกัน คือ วิญญาณที่จะสิงสถิตอยู่กับร่างมัมมี่ เพื่อบอกถึงตัวตนของคนๆนั้น และวิญญาณอีกชนิดหนึ่ง จะเป็นวิญญาณที่สามารถเดินทางไปไหนต่อไหนได้ด้วยปีกของมัน ทั้งนี้เพื่อว่าวิญญาณจะสามารถโบยบินไปหากินได้ เพื่อประทังร่างกายของมัมมี่ให้คงสถานะอยู่ได้
เพราะหากปราศจากอาหารแล้ว มัมมี่ก็ไม่อาจจะดำรงอยู่ได้
คิดเหมือนมนุษย์ ตอนที่ยังมีชีวิตอยู่เลยทีเดียว
วิญญาณทั้งสองชนิดจะรู้จัก และจดจำมัมมี่ของตัวเองได้จาก “ตัวมัมมี่” และจากตัวหนังสือเฮียโรกลิฟ ที่จารึกเอาไว้บนโลงศพ หรือ บนผ้าห่อมัมมี่
ปราศจากตัวหนังสือเฮียโรกลิฟแล้ว วิญญาณก็จะเป็นเหมือน สัมภเวสี หรือ วิญญาณเร่ร่อนที่ไม่อาจหาที่เกิดได้ หรือ ผู้ตายจะไม่สามารถเดินทางไปพบกับเทพเจ้าโอไซริส ซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งโลกหน้าได้
ซึ่งเป็นสุดยอดปรารถนาของชาวอียิปต์โบราณหลังจากเสียชีวิตไปแล้ว
สิ่งที่เกิดขึ้นกับโลงศพของฟาโรห์ อาเมนโฮเทป ที่ 4 หรือ ฟาโรห์อัคเคนนาเตน เมื่อประมาณ 3,300 กว่าปีเศษที่แล้วนั้น ช่างน่าสยอดสยองอย่างยิ่ง
สะท้อนให้เห็นว่า ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม ที่มีอำนาจต่อจาก ฟาโรห์อัคเคนนาเตน ได้กระทำการที่ชาวอียิปต์โบราณถือว่า โหดเหี้ยมที่สุด
.jpg)
(โลงศพของอัคเคนนาเตน ใบหน้าที่หุ้มด้วยแผ่นทองถูกทำลาย-ภาพโดยผู้เขียน)
ด้วยการแกะหน้ากากของอัคเคนนาเตน ที่อยู่บนฝาโลงศพออกไป แค่นั้นยังไม่พอ ยังได้แกะพระนามของ อัคเคนนาเตน ที่อยู่ตรงประมาณหน้าอกของส่วนโลงศพออกไปด้วย
การทำลายทั้งสองส่วน เห็นได้อย่างชัดเจนว่าจงใจจะทำลายด้วยเป้าประสงค์ที่จะให้ฟาโรห์อัคเคนนาเตน หมดโอกาสที่จะไปพบกับเทพโอไซริสในภพหน้า
ยังไม่รวมกับส่วนของโลงศพที่เสียหายไป ซึ่งไม่มีข้อมูลระบุว่า เสียหายไปด้วยเหตุของการผุพังตามธรรมชาติ หรือ การจงใจทำลาย
.jpg)
(ตุตันคาเมน ที่มีชื่อเสียงโด่งดังจากการค้นพบสุสาน ที่มีหน้ากากทองคำอยู่ด้วย-ภาพโดยผู้เขียน)
เรื่องยังไม่จบแค่นั้น ผลกระทบยังต่อเนื่องมาจนถึงโอรสของอัคเคนนาเตนด้วย ซึ่งผมจะได้เล่าให้ฟังในตอนต่อๆไปครับ
สวัสดีครับ

อาหาร สส.ต้องยกเลิก! หมอวรงค์ โชว์ 4 พรรค 334 เสียง ปฏิเสธสวัสดิการกินฟรี
ณัฏฐ์ มงคลนาวิน เคลียร์ชัด! ทำไมไทยต้องอ้างอิงราคาน้ำมันสิงคโปร์?
หยุดขอโทษ...ลงมือทำ! เทพไท จี้ อนุทิน พิสูจน์ฝีมือรัฐบาลใหม่ แก้วิกฤตพลังงาน
กลุ่มอนุรักษ์ต้นตาลดาบวิชัย ลั่นไม่ได้ขวางขยายถนน แต่รับไม่ได้ไถทิ้ง จี้เปิดใจฟังแนวทางอนุรักษ์
ปากีสถาน รุกคืบ! ดึงอิหร่าน-สหรัฐฯ ลงสนามเจรจา ยุติไฟแค้นตะวันออกกลาง

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี